ตอนที่ 56 ไม่อาจถอยหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซ่งหยางเจ๋อเตรียมที่จะเข้าเฝ้าฝ่าบาทดังเช่นเคยทว่ากลับถูกภรรยาห้ามเอาไว้เสียก่อน
“สามี ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”มู่หลงเจียงต๋านเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน ทั้งคู่ยังคงปฏิบัติต่อกันราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นซึ่งนั่นทำให้มู่หลงเจียงต๋านรู้สึกพึงพอใจอย่างมากที่สามีของนางรู้ความถึงเพียงนี้
เมื่อได้ยินอย่างนั้นซ่งหยางเจ๋อจึงโอบเอวบางด้วยความเอาใจ “ภรรยารักมีสิ่งใดก็ว่ามาเถิด”
พอเห็นท่าทางรักใคร่ดังเช่นปกติของสามีแล้วมู่หลงเจียงต๋านก็ช่วยจัดเสื้อผ้าให้สามีอย่างใจกว้างราวกับภรรยาผู้แสนดีก็มิปานแล้วจึงเอ่ยเข้าประเด็นในทันที “วันนี้ท่านเสนาบดีหลี่จะทูลของบประมาณในการจัดสร้างหอบูชาสวรรค์ท่านเองก็ต้องช่วยสนับสนุนเขาให้ดีเล่า”
ถ้อยคำนี้ดูไม่เหมือนเป็นการขอร้อง แต่กลับเหมือนการออกคำสั่งเสียมากกว่าซ่งหยางเจ๋อเก็บงำความรู้สึกไม่ดีเอาไว้ในจิตใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย “แน่นอนอยู่แล้ว ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”
หลังจากที่ออกมาแล้วซ่งหยางเจ๋อก็เข้าทำงานตามปกติในยามที่เสนาบดีกรมพิธีการและเสนาบดีกรมโยธาเริ่มเสนอเรื่องการจัดสร้างหอบูชาสวรรค์ขึ้นที่บนภูเขาเพื่อให้ฮ่องเต้และฮองเฮาได้สร้างขวัญกำลังใจร่วมกับชาวเมืองและเพื่อเป็นการอวยพรให้แคว้นซีหลิงได้พบแต่ความโชคดีต่อไปจากนี้
แม้จำนวนเงินจะสูงไปสักหน่อยแต่ทว่าซ่งหยางเจ๋อก็ใช้ความไว้ใจจากฮ่องเต้หาเหตุผลน่าเชื่อถือมาสนับสนุนทุกวิถีทางจนกระทั่งการยื่นงบในครั้งนี้ผ่านไปได้สำเร็จสร้างความพึงพอใจให้กับขุนนางหลายฝ่ายไม่น้อย
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเริ่มหวั่นใจเมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วมีขุนนางอยู่ฝั่งอัครเสนาบดีผู้นี้มากเพียงไรเกรงว่าการทุจริตในครั้งนั้นคงไม่แคล้วมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอนซ่งหยางเจ๋อตัดสินใจใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพันและร่วมมือกับคนกลุ่มนั้น ตัวเขาจะไม่ยอมไปจากราชสำนักแห่งนี้จนกว่าจะเจอคนที่อยู่เบื้องหลัง
ด้วยความไว้ใจจากองค์จักรพรรดิซ่งหยางเจ๋อจึงสามารถเดินเข้าออกในท้องพระคลังได้อย่างอิสระชายหนุ่มสบตากับผู้ที่นำสมุดเสนอราคาซึ่งคาดว่าคงจะผ่านการณ์ปลอมแปลงมาแล้วมองดูจำนวนเงินที่เบิกจ่ายหลายแสนตำลึงตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะให้คนผู้นั้นลงชื่อและปั๊มลายนิ้วมือเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าทุกคนอย่างแนบเนียนแล้วจึงนำเงินก้อนแรกมอบให้ไปอย่างง่ายได้โดยที่ไม่ถูกผู้ใดพบเห็นความผิดปกติ
ซ่งหยางเจ๋ออาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกตดึงกระดาษคัดลอกรายชื่อและรอยนิ้วมือออกมาสอดเก็บไว้ให้อกเสื้อและแสร้งทำเป็นก้มลงมองดูรายชื่อร้านค้าวัสดุก่อสร้างในมืออย่างไม่ใส่ใจทว่าความจริงแล้วเขากลับลอบจดจำตัวอักษรบนนั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเก็บมันไว้ในชั้นวางและจากไปด้วยความคิดที่อัดแน่นอยู่ภายในหัว
หลังจากที่ออกมาแล้วเขาก็แสร้งทำเป็นบอกให้บ่าวรับใช้ไปตามหาร้านค้าเหล่านั้นเพื่อสอบถามราคาในการรับเหมาต่อเติมคฤหาสน์ของตนเองโดยไม่เผยพิรุธอันใด
บ่าวรับใช้ผู้นั้นเสียเวลาอยู่ครึ่งค่อนวันก่อนจะกลับมาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยหอบพร้อมเอ่ยรายงานว่า “นายท่านข้าได้ออกไปตามหาร้านค้าที่นายท่านบอกแล้ว แต่เจอแค่เพียงสองร้านเท่านั้นขอรับส่วนร้านค้าอีกสามแห่งนั้น ข้าน้อยหาไม่เจอจริงๆ ต้องขออภัยอย่างยิ่งนี่เป็นรายการที่ร้านค้าตีราคาให้ขอรับ เชิญนายท่านลองดูก่อน”
พอสิ้นเสียงพูดนั้นแล้วบ่าวรับใช้ก็ยื่นสมุดบันทึกสองเล่มให้เจ้านายอย่างนอบน้อม
“ขอบใจมาก เจ้าไปได้” ซ่งหยางเจ๋อพลิกดูสมุดรายการวัสดุตรงหน้าแวบหนึ่งความจริงแล้วเขาแค่ต้องการยืนยันตัวตนของร้านค้าเพียงเท่านั้นเมื่อลองเทียบดูตามสมุดบันทึกร้านค้าทั่วเมืองหลวงแล้วก็ไม่เห็นร่องรอยความผิดปกติอันใด ร้านค้าเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงที่เหลือก็คงต้องตรวจสอบดูว่ารับเงินไปเต็มจำนวนหรือไม่
เขาคิดว่าคนกลุ่มนี้อาจใช้ชื่อร้านค้าจริงและปลอมปะปนกันไม่แน่ว่าร้านค้าเหล่านี้อาจเป็นเพียงร้านค้าล่องหนสองร้านค้าใหญ่ในมือของเขาเป็นร้านค้าที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงในเมืองหลวงอากรที่ส่งให้กับทางการมีบันทึกที่ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ส่วนอีกสามร้านค้านั้นไม่แน่ว่าคนกลุ่มนี้อาจจะให้เขาทำเมินเฉยไปก็เป็นได้
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วมองดูร้านค้าที่ไม่ระบุตัวตนในบันทึกทั้งยังไม่มีหน้าร้านแต่กลับสามารถรับเงินจากหลวงไปได้ด้วยความทอดถอนใจเหตุใดพวกเขาถึงกระทำความชั่วภายใต้จมูกของฮ่องเต้ได้อย่างไม่ละอายเช่นนี้เป็นเพราะคนชั่วในราชสำนักมีมากเกินไปหรือฮ่องเต้ทรงเชื่อใจขุนนางจนไม่คิดจะตรวจสอบให้ดีกันแน่
ซ่งหยางเจ๋อมั่นใจเลยว่าเงินส่วนต่างที่หลุดหายไปจะต้องเกี่ยวข้องกับสามร้านค้านี้แน่นอนเมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว ชายหนุ่มจึงลงบันทึกจำนวนเงินที่ลอบจดจำมาจากรายงานฉบับนั้นและคิดคำนวณยอดเงินที่หายไปทั้งหมดโดยไม่ขาดตกแม้แต่อีแปะเดียว
การทุจริตที่กำเริบเสิบสานนี้ทำให้ซ่งหยางเจ๋อรู้สึกหวั่นกลัวอยู่ลึกๆในใจ เขาได้แต่เก็บงำเบาะแสและหลักฐานเอาไว้ยามนี้เขาตัวคนเดียวไร้ซึ่งคนช่วยเหลือใดๆ คนที่ไว้ใจได้ก็ดันถูกสตรีชั่วร้ายขับไล่ไปเสียหมดแล้วที่เหลือก็มีเพียงคนของนางเท่านั้นอีกทั้งเขายังไม่รู้ด้วยว่าจิตใจของฮ่องเต้นั้นเป็นเช่นไรผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตำแหน่งใหญ่เพียงไร ต่อให้เขามีความจริงแต่หากมันเกี่ยวโยงกับคนทั้งราชสำนัก ฮ่องเต้ก็อาจจะไม่เห็นด้วยที่จะเปิดโปงและแตกหักกับคนทั้งราชสำนักสุดท้ายคนที่จะโชคร้ายก็คงหนีไม่พ้นเขา
จุดจบของบิดาและพี่ชายทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ตนเป็นคนดีที่แบกรับความผิดของชนชั้นสูงเอาไว้เองเขาจะเป็นทั้งคนดีและคนชั่วเพื่อลากคอคนเหล่านั้นลงมาตายตกตามๆ กัน...
ซ่งหยางเจ๋อยังคงยุ่งอยู่กับการทุจริตนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกขุนนางใต้บังคับบัญชาของกรมโยธาคนเดิมนำรายการวัสดุที่ปลอมแปลงขึ้นมาเบิกเงินไปจากเขาอีกครั้งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาคงปลอมแปลงรายการสินค้าที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมาเช่นเคย
ชายหนุ่มทำเป็นมองข้ามรายงานฉบับนั้นเมื่อให้ผู้นำส่งลงนามตนเองไว้เป็นหลักฐานแล้วเขาจึงนำเงินออกจากท้องพระคลังด้วยความช่วยเหลือจากคนของอัครเสนาบดีตามที่ตกลงกันไว้
ยิ่งการก่อสร้างเป็นไปได้อย่างราบรื่นมาแค่ไหนในใจของซ่งหยางเจ๋อก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น แม้เบื้องหน้าเขาจะทำเหมือนให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายแต่ทว่าเขากลับลอบจดบันทึกจำนวนเงินทุกอีแปะที่เขาได้รับรวมถึงของขุนนางเหล่านั้นด้วยในวันหน้าคนเหล่านี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปอย่างแน่นอน
ภายในงานเลี้ยงส่วนตัวมีเหล่าขุนนางชั้นสูงนับสิบคนกำลังดื่มด่ำไปกับความลุ่มหลงมัวเมาอย่างห้ามใจไว้ไม่อยู่กลิ่นยาสูบหอมหวานชวนให้มึนเมาลอยคละคลุ้งไปทั่วภายในห้องทุกคนต่างก็มาร่วมยินดีกับเงินส่วนแบ่งที่ได้รับกันทั้งสิ้น
“นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆสำหรับการช่วยเหลือจากพวกท่าน รับไปสิ” ขุนนางผู้หนึ่งยื่นกล่องไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ให้ซ่งหยางเจ๋อและคนอื่นๆ
เมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามันคือตั๋วเงินจำนวนมากที่อัดแน่นกันอยู่ภายในกล่อง“ห้าหมื่นตำลึง ได้มากถึงเพียงนี้เชียวรึ?!”
ซ่งหยางเจ๋ออดเอ่ยออกมาด้วยความตกใจไม่ได้เมื่อขุนนางที่เมามายคนอื่นๆ ได้ยินก็รีบเปิดกล่องไม้ของตนดูด้วยความตื่นเต้นก่อนจะร้องออกมาด้วยความดีใจ “ห้าหมื่นตำลึงจริงๆด้วย! ท่านอัครเสนาบดีช่างใจกว้างจริงๆข้าน้อยพร้อมจะเป็นวัวเป็นม้าให้ท่าน!”
ขุนนางขี้ประจบประแจงที่เขาจำได้อย่างเลือนรางว่าเป็นเสนาบดีกรมโยธาเดินโซเซคิดที่จะเข้าไปใกล้ชิดกับท่านอัครเสนาบดีหลินแต่กลับถูกคนลากออกไปโยนไว้ให้หญิงคณิกาเสียก่อนชายอ้วนลงพุงผู้นั้นอยู่ในสภาพเมามายก็รีบเข้าไปหยอกล้อกับสตรีเหล่านั้นด้วยความสนุกสนานเรียกเสียงหัวเราะและความยินดีให้กับทุกคน
ซ่งหยางเจอมองดูขุนนางที่ได้รับเงินเช่นเดียวกับเขาก่อนจะลอบจดจำรายชื่อและจำนวนเงินเอาไว้ในใจขณะเดียวกันเขาก็เดินเข้าไปหาภรรยาที่บัดนี้กำลังเอนกายซบอัครเสนาบดีผู้นั้นและลูบคลำร่างกายของเขาอย่างไร้ยางอาย
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นเอ่ยด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด“ฮูหยินข้าคิดถูกจริงๆ ที่ติดตามเจ้า เงินก้อนนี้เจ้ารับเอาไว้เถิด”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วสองชายหญิงโฉดชั่วคู่นี้ก็พลันหัวเราะเยาะออกมามู่หลงเจียงต๋านจุมพิตปลายคางของชายตรงหน้า ก่อนจะหันกลับไปโอบรอบลำคอสามีของนาง
ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรานั้นเผยให้เห็นถึงความเย้ายวนทรงเสน่ห์อย่างเปิดเผยนางจุมพิตสามีอย่างดูดดื่ม ก่อนจะตบลงบนแผงอกนั้นเบาๆ และเอ่ยเสียงหวานว่า “สามีรัก เจ้าเก็บไว้เถอะ ข้าไม่ขาดแคลนเงินทองตรงกันข้ามขุนนางยาจกเช่นท่านควรจะเก็บเงินไว้ให้มากหน่อย เผื่อโดนข้าทิ้งจะได้ตั้งตัวได้ฮ่าๆ”
ซ่งหยางเจ๋อไม่ได้โกรธเคืองถ้อยคำดูหมิ่นของหญิงสาวที่อยู่ในสภาพเมามายตรงหน้าแต่อย่างใดก่อนจะโอบรอบเอวบางเข้ามาใกล้และฟอนเฟ้นจุดที่ไวต่อสัมผัสนั้นอย่างเร่งเร้าพร้อมเอ่ยออกมาอย่างยั่วเย้า “ฮูหยินจะทิ้งข้าได้ลงจริงๆรึ”
“อ๊ะ! เจ้าช่าง...ร้ายกาจยิ่งนัก”มู่หลงเจียงต๋านเอนกายนอนพิงบนร่างของชายวัยกลางคนตรงหน้าก่อนจะโยกย้ายร่างกายไปตามแรงปลุกเร้าที่ฝ่ามือของชายหนุ่มด้วยความสุขสม
เมื่อถูกปลุกเร้าห้วงอารมณ์ไปจนถึงฝั่งฝันแล้วมู่หลงเจียงต๋านก็ทนไม่ได้และผละออกจากตัวของชายวันกลางคนผู้นี้แล้วโผล่ขึ้นคร่อมร่างของสามีตัวเองทันที พลางเอ่ยกระซิบที่ข้างใบหูอย่างเย้ายวน “ข้าต้องการเจ้า...”
ซ่งหยางเจ๋อใช้ดวงตาดอกท้อทรงเสน่ห์เหลือร้ายมองไปยังอัครเสนาบดีที่นั่งอยู่ข้างกายอย่างท้าทายแล้วย้อนถามหญิงสาวราวกับต้องการกดข่มอีกฝ่าย “ทำไม หรือว่าท่านอัครเสนาบดีไม่เก่ง...เท่าข้าเขาเติมเต็มให้ท่านไม่พอใช่หรือไม่”
ฝ่ามือแกร่งฟอนเฟ้นสองเต้านวลอย่างเร่งเร้าเมื่อเห็นสีหน้าที่พอใจของสตรีที่อยู่บนร่างเขาก็บดเบียดร่างกายของตนเข้ากับนางผ่านเนื้อผ้าอย่างยั่วเย้าแล้วมองดูความปรารถนาในแววตาของหญิงสาวอย่างไม่กะพริบตา
จวบจนกระทั่งชายวัยกลางคนข้างกายทนไม่ได้และดึงตัวหญิงสาวกลับไปในทันทีทั้งยังไม่ลืมส่งสายตาเหี้ยมเกรียมแสดงความเป็นเจ้าของโดยแท้มาให้ชายหนุ่ม
เมื่อเห็นชายผู้นี้หึงหวงขึ้นมาจริงๆมู่หลงเจียงต๋านก็หัวเราะออกมาด้วยความสุข ก่อนจะทอดกายรับความปรารถนาที่เร่งเร้าและรุนแรงกว่าปกตินั้นด้วยความสุขใจ
ซ่งหยางเจ๋อมองดูท่าทางของทั้งสองก็พลันเกิดความรู้สึกไม่ชอบมาพากลหรือว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งร่วมกันมาก่อน? เหตุใดสตรีอ่อนเยาว์ผู้นี้ถึงได้มาลงเอ่ยกับชายวัยกลางคนคราวพ่อเช่นนี้ได้?มันเป็นแค่ความรักหรือแค่ผลประโยชน์กันแน่?
มู่หลงเจียงต๋านมีส่วนร่วมในการทุจริตครอบครัวตัวเองหรือเพียงแค่ชมชอบเรื่องเสพสมน่ารังเกียจนี้เท่านั้นแต่คนฉลาดเช่นนางจะถูกผู้อื่นหลอกใช้ง่ายๆ เช่นนี้รึ
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นหวาดกลัวกับสายตาขับไล่ที่ดุดันของชายที่กำลังร่วมรักกับภรรยาของเขาอย่างดุเดือดและเร่าร้อนแล้วหลุบตาลงไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายแสดงท่าทางราวกับด้วยเองเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดและอ่อนแอเท่านั้น
ไม่ไกลจากจุดที่ชายหญิงคู่นี้ร่วมกรักกันอยู่มีสตรีอีกนางกำมือแน่นด้วยความเจ็บปวดรวดเร้าที่เห็นสามีของตัวเองอยู่กับท่านหญิงต่ำช้าผู้นี้อีกครั้งในขณะที่ตัวนางและอนุคนอื่นๆ ต้องแบกรับอารมณ์หยาบช้าของชายพวกนั้น
ความโกรธเกลียด ความผิดหวังเสียใจและไม่ยินยอมตลอดหลายวันมานี้ ทำให้ฮูหยินชิวอดกลั้นต่อไปไม่อยู่ นางรีบเดินตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เปรียบเสมือนข่อนไม้ช่วยชีวิตนางคนนั้นไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
.
.