ห้องนอนส่วนตัวหลังบาร์เหล้าหรูหราแสงดาวมีขนาดแคบ กั้นขอบเขตด้วยม่านกำมะหยี่สีแดงหนาหนักที่ช่วยซับเสียงอึกทึกครึกโครมจากเสียงดนตรีสดและเสียงแก้วกระทบของนักเที่ยวยามราตรีภายนอกให้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเบสทุ้มต่ำสะเทือนเลื่อนลั่นจังหวะหน่วงคล้ายชีพจรเต้น
เอกนั่งก้มหน้าจ่อมจมอยู่บนเตียงนอนเดี่ยวสีขาวสะอาดที่ตั้งชิดผนังปูนทาสีขาวเหลืองสลัวราง ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนฝ้ายเก่าสีซีดแต่แห้งสะอาดโชยกลิ่นไอแดดปนน้ำยาปรับผ้านุ่มและกลิ่นธูปหอมมะลิจางๆ ชายหนุ่มวิศวกรปล่อยฝ่ามือที่หยาบกร้านตกลงข้างตัวดั่งนักรบผู้ปราชัยในสนามชีวิต
เอกทอดสายตามองจ้องรองเท้าเซฟตี้หนังหุ้มข้อหัวเหล็กคู่งามที่เปื้อนฝุ่นดินเหนียวเปรอะตั้งเกะกะอยู่ริมบานประตู ชายหนุ่มรู้สึกสกปรกซอมซ่อไร้เกียรติยศ ลมหายใจร้อนผ่าวชื้นเป่าผ่านริมฝีปากแห้งกรัง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองพังทลายจากฐานรากสู่หลังคา ตึกครอบครัวหรูหราพังพินาศคามือ
เอกเฝ้ามองแก้วเครื่องดื่มวิสกี้ในมืออย่างใจลอย ทอดสายตามองดูหยดน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายเป็นน้ำใสไหลหยดลงบนกางเกงทำงานเปื้อนฝุ่นปูนแดงของตนเอง แก้วในมือนั้นเย็นเฉียบแต่ทว่าอุ้งมือของเขากลับร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา หยดน้ำเย็นเกาะพราวข้างแก้วแก้วดูคล้ายหยดเหงื่อไคลตามเสาคอนกรีตโยธายามทดสอบแรงอัด
เอกนึกย้อนถึงวันเวลาคุมงานเททางด่วน ชายหนุ่มรู้ดีว่าความร้อนคายน้ำปูน ภายในปูนจะสะสมส่งแรงอัดแรงดันมหาศาลจนเนื้อปูนแตกร้าวภายในหากระบายความร้อนไม่ทัน บัดนี้หัวใจของเอกก็ประหนึ่งเสาคอนกรีตที่ระบมจุกแน่นระอุความร้อนแรงดันอารมณ์สับสนจนเกิดรอยแตกร้าวลึกภายในที่รอวันพังครืนลงมา ภายในห้องส่วนตัวประดับตกแต่งด้วยพรมสีแดงซีดจาง มีกระจกบานใหญ่กรอบพลาสติกชุบทองลายหลุดลอกตั้งอยู่ที่มุมห้อง และมีโคมไฟหลอดนีออนสีส้มดวงเล็กบนโต๊ะไม้ที่แผ่รัศมีนุ่มนวล
รินทรุดตัวลงนั่งข้างกายเอกและส่งแก้วให้ชายหนุ่มอย่างเห็นใจ หล่อนสวมชุดราตรีผ้าไหมสีแดงทับทิมหรูหราโชยกลิ่นหอมดอกมะลิอ่อนละมุน ซึ่งตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับกลิ่นไอฝุ่นดินเหนียวเปียกฝนและคราบสนิมเหล็กที่ติดค้างอยู่ตามเนื้อตัวและเบาะรถยนต์ของเอก
"ดื่มเหล้าวิสกี้เย็นๆ นี้หน่อยเถอะเอก... มันอาจจะไม่ได้ช่วยซ่อมแซมวิญญาณโยธาของคุณหรอกนะ แต่มันจะช่วยให้คอแห้งผากของคุณชุ่มชื้นขึ้นบ้าง" รินกล่าวเสียงหวานใสแฝงความกังวลใจ แววตาคมสะท้อนความโอบอ้อมอารีไร้เสแสร้ง
เอกรับแก้วเหล้าขึ้นดื่มกลืนเอื้อกอึกรวดเดียวจนหมดแก้ว รสชาติร้อนแผ่วแล่นพล่านลงสู่ลำคอก่อนจะกระจายตัวอุ่นซ่านในช่องท้อง ชายหนุ่มหลับตานิ่งและสะอึกระบายคำพูดพรั่งพรู: "ริน... ผมไม่เข้าใจเลย...
วันนี้ผมขับรถเก๋งแอบไปดูพวกเขาสองคนมา... พวกเขาอยู่ห้องเช่ารูหนูชานเมืองกรุงเทพฯ คับแคบปูนชื้นเปื้อนน้ำเน่าเปรี้ยว พ่อชาญของผมอายุห้าสิบสองต้องแบกปูนก้มหลังแดดเผา และแก้มเมียรักต้องแบกทรายล้มเข่าถลอก... พวกเขาทำชีวิตตกต่ำทนทุกข์ราวสัตว์กรรมกรไร้ศักดิ์ศรี แต่รินรู้ไหม...
พวกเขาสองคนกลับส่งเสียงหัวเราะหัวเราะร่าเริงแสนอบอุ่นในห้องนั้น... เสียงหัวเราะที่ผมผู้เป็นวิศวกรโยธาเงินเดือนแสน มีบ้านเดี่ยวหรูหราหลังโตและประเคนเงินทองให้กลับไม่เคยสร้างมันขึ้นมาในบ้านเราเลย... ผมบกพร่องขนาดนั้นเลยหรือริน? ยามเด็กผมเคยคิดว่าพ่อของผมเป็นยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พ่อเคยพาผมเข้าไซต์งานแต่เช้ามืด วางตัวผมนั่งบนกองทรายหยิบพลั่วพลาสติกให้ผมเล่นทรายแก้เบื่อ
พ่อเคยบอกผมว่า: "เอกเอ๋ย ดูเสาปูนต้นใหญ่ยักษ์พวกนั้นสิ มันช่วยรับน้ำหนักค้ำฟ้าไว้ได้ ถ้าเอ็งโตไปเอ็งเรียนเก่งๆ เอ็งต้องเป็นคนวาดคนออกแบบเสาพวกนี้นะลูก ไม่ใช่มาเดินแบกปูนลากทรายเหน็ดเหนื่อยแบบพ่อ" ผมพยายามเรียนหนักจนสอบได้เกียรตินิยมวิศวะเพื่อลบล้างความจนและหวังสร้างวิมานหรูหราให้พ่อนอนพักผ่อนสบายยามแก่เฒ่า แต่เมื่อผมสร้างบ้านเดี่ยวหรูหราขึ้นมาได้สำเร็จ ผมกลับกีดกันและขังพ่อไว้ข้างนอกเพียงเพราะผมอับอายขายหน้าในความยากจนเปื้อนโคลนปูนของพ่ออับอายในสองมือสากด้าน... ผมมันเป็นลูกเนรคุณและเป็นสามีที่โง่เง่าเหลือเกินริน" เอกร้องไห้กอดไหล่รินแน่น น้ำตารินไหลอาบซอกคอสาวเนื้ออุ่น
เอกหวนคิดถึงคราวครองคู่กับแก้ม ชายหนุ่มจำได้ว่าอพาร์ทเม้นต์รูหนูหลังแรกยามเรียนจบใหม่นั้นมีขนาดเล็กมากและมีเพียงเตาแก๊สปิคนิกอันเดียวทว่าพวกเขาสองคนมักจะยอมลงมือผัดทอดอาหารกินด้วยกันและส่งเสียงหัวเราะคิกคักขบขัน แต่เมื่อเขาได้รับความสำเร็จ มีเงินทองล้นมือ ชายหนุ่มกลับคิดว่าความสุขคือการจัดซื้อสิ่งของอำนวยความสะดวกราคาแพง เอกละเลยไม่เคยรับฟังแก้ม คุยโทรศัพท์ตอบส่งงานก่อสร้าง คุยแต่กับนายทุน ปล่อยอดีตภรรยานั่งร้องไห้ในบ้านหลังใหญ่กว้างขวางปัดกวาดความว่างเปล่าจนความรักสลายพังลงคามือ
รินโอบกอดบ่าหนาที่สั่นเทาของวิศวกรหนุ่ม ลูบเส้นผมเปียกชื้นล้างฝุ่นละอองของเขาแผ่วเบาพลางเอ่ยเล่าแผลใจของหล่อนเพื่อเป็นกัลยาณมิตร: "เอกฟังรินนะ... ชีวิตคนเราบางทีไม่ได้ต้องการเสาเข็มคอนกรีตขนาดใหญ่ที่แข็งทื่อหรอก
รินเองก็ก้าวพลาดมาจากชนบทห่างไกลในจังหวัดร้อยเอ็ดอันแห้งแล้ง ยามฤดูร้อนดินแตกระแหงไร้น้ำทำนา พ่อของรินต้องตรากตรำดำนาแบกข้าวแบกของจนเท้าแตกเป็นแผลเหวอะ รินอยากช่วยพ่อจึงดิ้นรนเข้ามากรุงเทพฯ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นแคชเชียร์ จนได้พบรักกับเซลส์แมนหนุ่มผู้ปากหวาน
รินหลงรักและมอบเงินออมก้อนสุดท้ายทั้งชีวิตเพื่อหวังสร้างบ้านสร้างครอบครัวร่วมกัน แต่สุดท้ายเขากลับขโมยเงินเก็บทั้งหมดและหนีหายไปในความมืด รินเคยคิดสั้นไปยืนร้องไห้จ้องมองแม่น้ำเจ้าพระยาดำมืดบนสะพานแขวน อยากจะกระโดดลงไปให้จบพ้นความทุกข์ระทม แต่รินก็ไม่ได้กระโดดลงไปเพราะคิดถึงใบหน้าพ่อชราที่เฝ้ารอคอยความหวังอยู่ที่บ้านนอก รินจึงต้องดิ้นรนขายสุราดนตรีอยู่ในบาร์แห่งนี้ประคองชีวิต รินรู้ดีว่าความเงียบเหงาและอ้างว้างในใจมันเลวร้ายปานใด...
ตอนนี้คุณและรินต่างเป็นเพียงเศษหินก้อนแตกที่กลิ้งหล่นจากภูเขาชะตากรรมพินาศหักหลังลำบาก เราสร้างวิมานไม่ได้หรอกในคืนหนาวนี้ แต่เราสามารถอุ่นแนบกันช่วยคลายหนาวลืมอดีตรอยแค้นชั่วคราวได้นะเอก..." รินเอื้อมมืออบอุ่นทาบลงบนหลังมือที่สั่นระริกของเอก ลูบสัมผัสลายนิ้วเพื่อส่งสัญญาณบำบัดแผลใจ หล่อนกล่าวเสียงนุ่ม: "คนเราสร้างตึกทรายเสร็จสุดท้ายคลื่นก็ซัดพังอยู่ดี รินอยู่ตรงนี้เฝ้ามองผู้ชายหนุ่มมากหน้าหลายตาที่ก้าวพลาดและวิ่งหนีอดีตอันแสนเศ้า... คุณไม่ได้เหงาและแตกหักอยู่เพียงผู้เดียวในโลกหรอกนะเอก"
รินขยับกายเข้ามาสวมกอดเอกแน่นจากทางด้านหลัง วางคางมนไว้บนบ่าบาง ลูบไล้แผ่นอกอุ่นของชายหนุ่มพลางกระซิบแผ่ว: "คืนนี้อย่าเพิ่งคิดถึงวันพรุ่งนี้เลยเอก... ให้ร่างกายของเราช่วยรักษาเยียวยาใจกันเถอะนะ"
สัมผัสปลายนิ้วอ่อนโยนของรินลูบไล้แก้มสลัวแดงของเอก เช็ดคราบน้ำตาเปียกชื้นที่เอ่อคลอเบ้าตา ชายหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของรินลึกซึ้ง เห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ตรงหางคิ้วซ้ายที่เป็นเครื่องหมายของการต่อสู้เอาชีวิตรอด
ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายใยความสัมพันธ์ของวิญญาณที่บอบช้ำปวดร้าวเฉกเช่นเดียวกัน ลิ้มรสจูบแสนขมขื่นปนหวานซ่าน เอกมองตาคมลึกปานสระน้ำลึกของริน ชายหนุ่มรู้สึกถึงแรงดึงดูดเสน่หาอันตราบาปของความเหงาและจิตวิญญาณบอบช้ำที่ต้องการยึดเหนี่ยว เอกโน้มใบหน้าลงบดจูบประทับเรียวปากแดงทับทิมอุ่นของรินช้าๆ ซ่านทรวง
รินจูบรับอย่างร่าเริงคละเคล้ากลิ่นวิสกี้และกลิ่นน้ำหอมสลัว สองมือของเอกเลื่อนขยับไปสัมผัสไหล่บาง ลูบไล้สายชุดราตรีสีแดงซาตินให้รูดร่วงหลุดออกจากบ่าขาวผ่องนวลตา เผยให้เห็นเนินอกขาวอวบอัดเด่นสู้แสงไฟสีส้ม รินครางซ่านกระซิบชิดริมฝีปากเอกด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน: "คืนนี้รินเป็นของคุณนะเอก... ลืมความทุกข์ระบมในหัวสมองไปให้หมดสิ้นเถอะ..." เอกซุกใบหน้าลงบดขยี้ริมฝีปากซุกไซ้ซอกคอขาวระหงส์ของริน มือหนารูดถอดปราการผ้าไหมชิ้นสุดท้ายลงสู่พื้นไม้ปาร์เก้
รินเอนกายนอนลงหนุนเสื่อเตียงเดี่ยวขาวนุ่ม ดึงประคองร่างของเอกลงมากุมแนบชิด ลมหายใจร้อนผ่าวสองฝั่งแลกเปลี่ยนระบายเสียงหอบในมุมสลัวส้ม รินช่วยถอดปลดกางเกงเซฟตี้ทำงานและเครื่องแต่งกายโยธาของเอกโยนทิ้งไปข้างเตียง สองร่างเปลือยเปล่ากอดโอบอุ่นประสาทสัมผัส รินมองลูบผมเปียกชื้นของเอกและเอ่ยเสียงเบาปลอบขวัญในความเงียบ: "ไม่เป็นไรนะเอก...
คืนนี้พวกเราไม่ได้เป็นวิศวกรโยธาหรือเจ้าของบาร์ใดๆ... เราสองคนเป็นเพียงดวงวิญญาณหลงทางสองดวงที่กอดกุมหาไอร้อนเยียวยากันก็พอแล้ว" เอกลูบไล้ช่วงบ่าและแผ่นหลังเนียนนุ่มร้อนผ่าวของริน สองมือประคองสะโพกมนอวบใหญ่ของหล่อนเข้ามากุมชิดแนบแน่น สลัดความขลาดเขลา ลืมเลือนความเจ็บช้ำแค้นพินาศชั่วคราว ดึงความรู้สึกเสน่หากามารมณ์มาครอบงำวิญญาณในความสลัวรางของค่ำคืนวิกาลชานเมืองสระบุรี เสียงลมหนาวพัดกรรโชกแรงปะทะบานกระจกหน้าต่างด้านหลังบาร์ส่งเสียงสั่นสะท้าน ชวนให้ดวงจิตดวงวิญญาณคนหลงทางทั้งสองคนต้องกระชับกอดอิงแอบเนื้ออุ่นบดจูบกันอย่างเหนียวแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น รินหลับตาสะท้านรับและเปิดทางต้อนรับการบุกรุกเสน่หาที่บดบังแผลใจของวิศวกรโยธาหนุ่มในคืนมืดสลัว