บทที่ 11 ประโยชน์ของสัตว์ภูต
กร๊อบ กร๊อบ!
เสียงเอ็นกระดูกดังออกมาจากร่างของเจียงผิงอันติดต่อกัน
กลางบึง เจียงผิงอันรู้สึกประหลาดราวกับมีหนอนนับพันนับหมื่นกำลังกำลังคืบคลานไปตามส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย
พร้อมกันนี้ยังปล่อยความร้อนที่สูงกว่าคนปกติทั่วไปออกมา จนเป็เหตุให้น้ำถึงกับกลายเป็ไอกรุ่นสีขาวหมอก
ซ่า!
เจียงผิงอันะโขึ้นจากน้ำ ชูหมัดอัดกระแทกใส่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ริมบึง
เสียงอัดกระแทกดังกึกก้อง ลำต้นของต้นไม้ใหญ่แตกร้าว
เห็นเศษไม้ที่ปลิวว่อนแล้ว บนใบหน้าอ่อนวัยของเจียงผิงอันยังคงปรากฏอาการตื่นตะลึงออกมา
เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น เขาก็ศึกษาเคล็ดปราณโลหิตขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้ว!
ถึงแม้ว่ากินโอสถปราณโลหิตสามเม็ดจะสามารถเพิ่มความสามารถในการฝึกตนให้สูงขึ้นได้
แต่แบบนี้… ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?
หรือว่าเคล็ดปราณโลหิตจะศึกษาง่าย?
แต่ว่า… ตามที่เขาได้ยินคนในเมืองคุยกัน ในกลุ่มทหารจำนวนห้าร้อยนายมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ศึกษาเคล็ดปราณโลหิตขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จ
หากว่าเคล็ดปราณโลหิตง่ายต่อการศึกษาเรียนรู้ เป็ไปไม่ได้ที่กองทัพทหารจะมีจำนวนนายกองขั้นสองน้อยถึงเพียงนี้
แต่… หากว่าศึกษาไม่ได้ง่าย ๆ แล้วเหตุใดตนจึงศึกษาได้สำเร็จในวันเดียว?
หรือเป็เพราะเขาเป็ผู้ฝึกตน?
หรือกล่าวได้อีกอย่างก็คือ เขาเป็ผู้มีพร์ในด้านการฝึกตน?
เจียงผิงอันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง เนื่องจากเขาไม่มีอาจารย์ ไม่มีสหาย และไม่มีผู้ชี้แนะ จึงไม่มีใครสามารถบอกเขาได้ว่าแท้จริงแล้วเป็เพราะสาเหตุใดกันแน่
ทว่า… เจียงผิงอันยังคงรู้สึกดีใจมาก
เขาศึกษาเคล็ดปราณโลหิตขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จ นั่นหมายความว่าตอนนี้ไม่ต้องใช้ปราณิญญาก็สามารถต่อสู้ปะทะกับนายกองขั้นสองแบบตาต่อตาฟันต่อฟันได้
เขายังจำตอนที่อยู่เทือกเขาอินทรีครวญได้ พลังน่ากลัวของผู้ชายคนนั้นฟันกล้ามเนื้อของเขาขาดในดาบเดียว
เจียงผิงอันลูบศีรษะของตัวเองเบา ๆ พลางรู้สึกว่าการบรรลุขั้นในครั้งนี้ทำให้เขาตัวสูงขึ้นไม่น้อย ร่างที่บอบบางเริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมา
“หากว่าท่านพ่อกับท่านแม่เห็นว่าข้าสูงขนาดนี้แล้ว คงจะดีใจมากเป็แน่”
คิดถึงตรงนี้ จู่ ๆ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าพลันเลือนหายไป มือกำหมัดแน่น
“ยังไม่แกร่งพอ ยังไม่อาจล้างแค้นได้”
ทหารพวกนั้นไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ และเขาก็ไม่มีทางปล่อยทหารที่ฆ่าบิดามารดาได้เช่นเดียวกัน
โครกคราก
ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกินเข้าไปแท้ ๆ แต่ตอนนี้รู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว
ได้ยินว่าคนที่ฝึกยุทธ์กินข้าวเยอะ น่าจะเป็เพราะเพิ่มปราณโลหิตจากอาหาร
เจียงผิงอันเดินไปอยู่ตรงหน้าเนื้อม้าที่กำลังย่าง จากนั้นฉีกเนื้อชิ้นหนึ่งมากิน
ดวงดาวพร่างพราวท่ามกลางราตรี กลางป่าเขาอันรกครึ้ม เด็กหนุ่มนั่งหน้ากองไฟเพียงลำพัง มีแต่เงาที่ไหวเอนเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเขา
สวบ!
ฉับพลันเสือดำตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาจากความมืด หมายมาดขย้ำคอของเจียงผิงอัน
เด็กหนุ่มเตรียมตัวรับมือนานแล้ว เขายกดาบที่อยู่ข้างกายขึ้นฟันร่างของเสือดำ
เคร้ง!
เสียงดาบกระทบกับกรงเล็บของเสือดำ เกิดเป็เสียงดังคล้ายกับเสียงเหล็กกระทบกัน
สองขาถีบกระโจน เสือดำพลิกตัวพุ่งเข้ากัดคอเจียงผิงอันอย่างรวดเร็ว
เจียงผิงอันถึงกับตะลึง นึกไม่ถึงว่ากรงเล็บของเสือดำตัวนี้จะสามารถต้านทานดาบของเขาได้!
ทั้ง ๆ ที่เขาเป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นที่สาม!
หรือว่านี่จะเป็สัตว์ภูต?
เมื่อก่อนเคยได้ยินบิดาบอกไว้ว่า บนเขานอกจากมีสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปแล้ว ยังมีสัตว์ภูตที่มีพลังแข็งแกร่งมากอยู่ด้วย
สติปัญญา พละกำลัง และความเร็วของสัตว์ภูตจะสูงกว่าสัตว์ธรรมดาทั่วไป
หากว่าพลาดพลั้งโดนเสือดำตัวนี้ขย้ำ ชีวิตคงต้องดับแน่!
เจียงผิงอันไม่ประมาทอีก รีบลุกขึ้นและถอยหลังอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังตวัดดาบไปด้วย
ดาบมายา!!
ดาบปรากฏเป็เงาเลือนราง ฟาดฟันไปที่ร่างของเสือดำ
แม้ว่ายังเรียนขั้นที่หนึ่งของวิชาดาบมายาไม่สำเร็จ แต่จัดการสัตว์ภูตที่มีสติปัญญาไม่สูงนักเช่นนี้ ถือว่าเพียงพอแล้ว
ตามความคาดหมาย กรงเล็บของเสือดำขวางเงาของดาบมายาได้ แต่ไม่อาจขวางดาบที่แท้จริงได้
ฉัวะ!
ดาบฟันลงบนขาหน้าของเสือดำอย่างแรง
กระทั่งเขาผู้มีพลังแกร่งถึงขนาดนี้ก็ยังไม่สามารถฟันขาของเสือดำให้ขาดได้!
“โฮก!”
เสือดำส่งเสียงร้องคำรามออกมาด้วยความเ็ป
ล้มลงกับพื้น ไม่กล้าบุกเข้ามาอีก แต่หันหลังแล้วหนีไป
แต่เจียงผิงอันจะปล่อยให้มันฉวยโอกาสหนีไปได้อย่างไรกัน
ปราณิญญากับปราณโลหิตพุ่งเข้าสู่แขนในเวลาเดียวกัน ตวัดดาบออกไปอย่างเต็มกำลังทั้งหมดที่มี
ดาบยาวแหวกอากาศเกิดเป็เสียงบาดหู ปักเข้าไปที่ท้องของเสือดำอย่างแรง
เจียงผิงอันทำตามวิธีที่บิดาเคยสอนไว้ กระโจนขึ้นไปขี่หลังเสือดำ จากนั้นใช้แขนรัดคอมันแน่น
เสือดำตะเกียกตะกายดีดดิ้น เืไหลเป็ทาง จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา*[1] เสือดำจึงแน่นิ่งไป
“เฮ้อ”
เจียงผิงอันถอนหายใจออกมายาว ๆ
“ดูท่าทางเทือกเขาอินทรีครวญแห่งนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิดเสียแล้ว ต้องคอยระวังสัตว์ภูตด้วยสินะ”
“สงสัยจริงว่าสัตว์ภูตรสชาติเป็อย่างไร”
เจียงผิงอันลากซากเสือดำไปที่กองไฟ จากนั้นเขาก็นั่งลงชำแหละซากเสือดำ
เขาเคยกินแต่เนื้อสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไป ยังไม่เคยกินเนื้อสัตว์ภูตมาก่อน
ระหว่างที่ทำการชำแหละ เจียงผิงอันส่งปราณิญญาไปที่หูเพื่อคอยฟังเสียงโดยรอบอยู่ตลอดเวลา จะได้รับมือทันหากมีสัตว์ภูตบุกจู่โจม
หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วยาม เขาก็ได้ลิ้มลองเนื้อสัตว์ภูตไปคำหนึ่ง
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันเบิกกว้าง
เนื้อของมันยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งรู้สึกมัน ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งได้รสชาติ เหมือนกับเวลากินเนื้อวัวตากแห้งเมื่อตอนเด็ก ๆ
เมื่อกลืนลงท้อง ความร้อนก็เริ่มแผ่ซ่านจากกระเพาะไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่กินโอสถปราณโลหิต!
ไม่ใช่สิ ไม่ใช่คล้าย แต่สิ่งนี้คือปราณโลหิต!
เจียงผิงอันดีใจมาก
ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่ว่าต้องค่อย ๆ แบ่งเวลาฝึกเคล็ดปราณโลหิต เพราะต้องใช้อ่างสัมฤทธิผลเพิ่มจำนวนโอสถปราณโลหิต
การค้นพบนี้ทำให้เขาเลิกล้มความคิดนี้ไปทันที
เพราะในร่างของสัตว์ภูตตัวนี้ประกอบไปด้วยปราณโลหิต!
แม้กินไปเพียงคำเล็ก ๆ จะเสริมสร้างปราณโลหิตได้ไม่มากนัก แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเสือดำตัวนี้ตัวโตไม่เบาเลยทีเดียว
แค่ขาของเสือดำตัวนี้ก็เทียบได้กับโอสถปราณโลหิตหนึ่งเม็ดแล้ว!
หลังจากกินจนอิ่ม เจียงผิงอันก็ใช้ไม้เสียบตัวเสือดำส่วนที่เหลือเสร็จก็เอาไปย่าง จากนั้นเขาก็มุดกลับเข้าไปในรอยแยกของผนังหินเพื่อฝึกเคล็ดกำหนดลมหายใจปฐีต่อ
ยังดีที่หลังจากที่เรียนเคล็ดกำหนดลมหายใจปฐีแล้ว เขาไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่เช่นนั้นอยู่กลางป่ากลางดงแบบนี้คงนอนไม่ลงจริง ๆ
วันเวลาใน่ถัดมา ตอนกลางวัน เจียงผิงอันกินเนื้อ ฝึกร่างกาย และศึกษาเคล็ดปราณโลหิต ส่วนตอนกลางคืนเขาก็จะฝึกเคล็ดกำหนดลมหายใจปฐี
เพื่อฝึกฝนวิชาดาบมายาของตนเอง พร้อมกันนี้เพื่อให้ได้เนื้อของสัตว์ภูต เขาจึงมักจะออกตรวจล่าสัตว์อยู่บ่อย ๆ
แต่สำหรับเขาไม่ต้องลำบากออกไปหาสัตว์ภูตที่ไหนไกล พอสัตว์ภูตได้กลิ่นของพวกเดียวกัน พวกมันก็จะวิ่งเข้าหาเอง
โชคดีที่สัตว์ภูตเหล่านี้ไม่แข็งแกร่งมากนัก เสือดำที่พบเมื่อวันนั้นถือได้ว่าค่อนข้างร้ายกาจมากแล้ว
เพราะมีสัตว์ภูตเหล่านี้ การฝึกตนจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
“พวกข้าขอร้อง ได้โปรดปล่อยพวกข้าไปเถิด หรือปล่อยลูกสาวข้าไปคนเดียวก็ได้ นางยังเล็ก ได้โปรดเถิด!”
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังออกล่าสัตว์ภูต พลันได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังมาจากไกล ๆ เขารีบปีนขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก คนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา
ชายหน้าตาน่ากลัวถืออาวุธกว่าสิบคนกำลังไล่ต้อนสตรีสิบนาง
ในจำนวนผู้หญิงเหล่านี้ บ้างก็อายุมาก บ้างก็อายุยังน้อย บนใบหน้าของพวกนางแต่ละคนเต็มไปด้วยน้ำตา ทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนก
ส่วนใบหน้าของชายถืออาวุธเหล่านี้ กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยม บางครั้งยังเผยท่าทีรังแกข่มเหงจิตใจสตรีเหล่านี้
“ได้โปรดเถิด ปล่อยลูกสาวข้าไป ข้าจะกลับไปพร้อมกับพวกเ้า นางยังเล็กมาก!”
สตรีสวมชุดที่ทำจากผ้ากระสอบอุ้มเด็กหญิงอายุราวเจ็ดแปดขวบ พูดอ้อนวอนชายตรงหน้าไม่หยุด
“นังสารเลว! เอาแต่ชักช้าร่ำไร! น่ารำคาญ!”
ชายที่มีรอยแผลบนหน้านับร้อยดึงตัวหญิงสาวที่คร่ำครวญไม่หยุดคนนั้นออกมาด้วยความไม่พอใจ
จากนั้นก็ร้องะโบอกผู้ชายคนอื่น ๆ “พวกเ้าเดินหน้าไปกันก่อน ข้าจะระบายความโกรธสักหน่อย”
“แม่จ๋า! แม่! ปล่อยแม่ข้านะ!”
ลูกสาวเห็นว่ามารดาถูกดึงตัวไป นางร่ำร้องสุดเสียง กระโจนเข้าไปเกาะแขนชายคนนั้นและอ้าปากกัดเต็มแรง
“โอ๊ย!”
ชายคนนั้นร้องด้วยความเ็ป พลางง้างมือฟาดเด็กหญิงตัวน้อยกระเด็น
“นังสารเลว! ข้าจะขยี้เ้าให้ตายเสียตอนนี้!”
ชายคนนั้นกดร่างเด็กหญิงติดพื้นด้วยหน้าตาท่าทางอำมหิต
[1] 1 ถ้วยชา เท่ากับประมาณ 15 นาที