“เจ้าโยนยางคำส่งมาเจ้าข้า เห็นขี้ข้าที่นำมาส่งให้ แจ้งว่าพระองค์ล่าได้เมื่อเช้า พอมีรับสั่งให้มาเข้าเฝ้า เลยติดมาปันให้แก่เรือนข้าได้ทำกิน”
“เหลือเกินเลยหนา เรือนพิมานข้ามิเห็นได้กินปลาใหญ่เช่นนี้เลย เจ้าโยนผู้นี้ เห็นที่นี่ดีกว่าเรือนข้าเสียแล้วกระมัง ได้ยินเจ้าพรหมออกปากชวน ก็ไม่ยอมมากินข้าวแลงด้วยกัน มันอ้างว่าน้องนางเกศแก้วโกรธเคืองมัน เรื่องต่อจ้อยซอไม่ลงทำนอง มิรู้ว่าเช่นนี้น้องนางข้า ต้องไปง้อพ่อเมืองเชียงลาวเสียแล้วกระมัง ถึงจักทรงกล้ามาเหยียบเรือนนี้ด้วยตนเอง”
คำกระเซ้าของขุนหลวงอินทร์ถวาย ทำเอาทุกคนหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน เว้นไว้เพียงเจ้านางเกศแก้วที่ทำหน้ากระเง้ากระงอดมิพอใจ จนแม่เจ้าคำฟองต้องตบขาลูก ห้ามปรามนิสัยดื้อร้นเอาแต่ใจของนาง
“ดูทำหน้าตาเข้ามิควรเลยหนา บัดเดี๋ยวนี้พี่ท่านหาใช่คนที่เจ้าจักเล่นหัวได้ไม่ พระองค์เป็นถึงเจ้ามหาชีวิตแล้ว มีสิทธิ์เหนือชีวิตผู้คนทั้งปวงไม่ว่าเจ้าหรือแม่” นางพูดกระซิบต่อบุตรี แต่กระนั้นทุกคนก็ยังได้ยินโดยทั่วกัน
“มิเป็นใดดอกเจ้านางคำฟอง อันเพลาอยู่ด้วยกันเช่นนี้ อย่าได้ถือสาขนบธรรมเนียมใดเลย ข้าเพียงเห็นปลาบึกแล้วให้คิดถึงเจ้าโยนก็เท่านั้นดอกหนา ด้วยทุกคนต่างรู้กันดีว่าเจ้าโยนยางคำ ทำกับดักจับปลาใหญ่ได้ แลดูเป็นเรื่องวิเศษนัก ที่ตอนนี้เป็นช่วงแล้งน้ำลด แต่กลับหาปลาใหญ่มาให้หมู่เราได้กินกัน คนผู้นี้แม้ตกอับมิได้เป็นเจ้ากษัตริย์ ก็จักเลี้ยงดูลูกเมียได้มิอดยาก”
“มิได้หนาพระบาทเจ้า น้องมิใช่เด็กแล้ว จักตามใจกันเช่นแต่ก่อนมิควรเลย ต่อไปแต่งงานเอาผัวออกเรือนไป นางจักเอาแต่ใจตน จนผัวแหนงหน่ายเอาใจออกห่าง ยามนั้นแลความทุกข์ใจที่หาทางออกมิได้ของผู้เป็นเมีย แม่มิรู้ดอกว่าเจ้ากระทำสิ่งใดไป จนเจ้าโยนยางคำถึงกับมิกล้ามาเหยียบเรือน จักผิดหรือไม่ เจ้าก็นับว่าเด็กกว่าพระองค์มากนัก วันพรุ่งจงจัดหาของขวัญกำนัลใจ ไปขอสุมาอภัยต่อพี่ท่านเถิด อย่าให้ใครเขามาว่าแม่ได้ ว่ามิสั่งสอนบุตรให้เดินไปตามครรลองอันควร”
“เจ้าข้าแม่เจ้า” นางหน้าเศร้ารู้ตนว่าผิดไปแล้ว
คำพูดทุกถ้อยคำของผู้คนในเรือนคุ้มพิมานพรหมเสก ทำให้เจ้าหาญพอจะเข้าใจได้ว่า นางกับเจ้าโยนยางคำ คงพอจะเริ่มมีใจชอบพอกัน แลผู้ใหญ่เองก็รู้เห็นเป็นใจอยู่ไม่น้อย มันได้แต่ถอนหายใจ จ้ำข้าวเหนียวผสมหัวกลอยกับน้ำพริกข่ายัดเข้าใส่ปาก
“อืม…เหตุใดวันนี้ถึงนึ่งข้าวผสมหัวกลอยเล่า” ขุนหลวงอินทร์ถวายที่กำลังจกข้าวนึ่งใส่ปากถึงกับชะงักไป
เจ้านางเกศแก้วเหลือกตามองหน้ามารดา เมื่อนางมิได้แสดงท่าทีอันใด เจ้านางน้อยจึงกล้าที่จะพูดออกมา “ระยะหลังมานี้ บ้านเมืองเรามีการศึกบ่อยครั้ง เรือนพิมานอื่นเป็นเช่นใดข้าเจ้าหารู้ไม่ แต่ที่นี่ข้าเจ้าออกกฎเอง ให้ทุกคนนึ่งข้าวผสมหัวกลอย ประหยัดอดออมเข้าไว้ ด้วยไม่รู้ว่าวันใดข้าวจะหมดจากยุ้งฉาง ส่วนอาหารวันนี้ ด้วยพี่ข้าพรหมเสกน้อยนักจักได้อยู่เรือนกินอิ่ม ข้าเจ้าจึงอยากทำของดีให้พี่ได้กิน”
ขุนหลวงอินทร์ถวายได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักมือ เรื่องที่น้องนางพูดนั้นล้วนเป็นความจริง สิ้นศึกเวียงชัยกลับมา พักได้ไม่ถึงขวบเดือน พ่อท่านก็จากไป เมื่อสิ้นเสาหลัก เมืองเล็กย่อมหมายเอาใจออกห่าง จนต้องจัดทัพออกกำหราบหัวเมืองไม่เว้นวาง แลยามนี้พระองค์ก็ยังหมายพิชิตเวียงสรวงแลทุ่งหลวง เพียงเพราะมันเป็นศัตรูหัวใจ
“อดเอาหน่อยหนาเจ้า เสบียงคลังจักไม่แย่ไปกว่านี้ อีกไม่กี่เดือนเท่านั้นดอกทุกอย่างจักจบลง แลสุวรรณโคมคำจักมีข้าวดีกินอุ่นมิขัดสน พี่สัญญา…”
เจ้าแสนเมืองสิงห์เห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดี จึงเริ่มชักชวนเปลี่ยนเรื่องคุยให้ครื้นเครง
แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าหาญที่คอยเงี่ยหูฟังบทสนทนาเรื่องยุทธศาสตร์การศึก ระหว่างขุนหลวงกับพี่ชายทั้งสอง แต่หัวใจและสายตา กลับคอยแอบชำเลืองมองไปยังเจ้านางเกศแก้วเป็นระยะ เห็นนางคอยปรนนิบัติพัดวีแลตักข้าวปลาอาหารให้พระชายาคำฟองด้วยกิริยาอ้อนช้อย ความงดงามของนางในยามนี้มิใช่เพียงรูปโฉม แต่คือความเอาใจใส่ที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา
ทั้งหมดนี้มิอาจรอดพ้นสายตาของขุนหลวงอินทร์ถวายไปได้เลย
พญาพรหมเสกอาศัยจังหวะหลังมื้ออาหาร ร้องเรียกให้บ่าวรับใช้ไปนำเอาปั๊บสา (สมุดข่อยโบราณ) ที่ครูบาเจ้าวัดสบปินฝากมา มอบให้แก่ขุนหลวงอินทร์ถวาย
"พระบาทเจ้า นี่คือตำราคาถาอาคม อันครูบาเจ้าตั้งใจมอบให้พระองค์เพื่อใช้ในคราวจำเป็นคับขัน"
ขุนหลวงรับปั๊บสานั้นมา คลี่ออกดูเพียงครู่ แววตาพลันสว่างวาบ ด้วยทรงทราบดีว่า สิ่งที่อยู่ข้างในคืออักขระโบราณที่หาอ่านได้ยากยิ่ง พระองค์ทรงหันไปหาเจ้านางน้อยที่นั่งอยู่อีกวงหนึ่ง
“เกศแก้วเจ้าจงรับปั๊บสานี้ไป คัดลอกออกมาอีกสองฉบับด้วยลายมือของเจ้า เล่มหนึ่งกูมอบให้มึงพรหมเสก กูรู้ว่ามึงเองก็ใคร่ได้ไว้ศึกษา ส่วนอีกเล่มให้เจ้านำไปเก็บรักษาไว้ในหอตำราหลวง อย่าให้สูญหายเชียวหนา หากไม่ติดว่าเจ้าจักไปอยู่เวียงชัยกันหมด พี่ยังคิดว่าจักแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้ดูแลหอตำราหลวงแทนคนเก่าเสีย”
คำตรัสนั้น ทำเอาเจ้านางน้อยตาลุกแวว แต่เมื่อมองไปยังพี่ชายพรหมเสก นางกลับต้องสลดลง
คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนศรที่ปักลงกลางใจเจ้าหาญ มันนั่งนิ่งงันตัวชา สะท้อนใจในวาสนาของตน 'กูเป็นถึงชายชาตรี มีพละกำลังแข็งแรง แต่กลับมืดบอดในปัญญา มิอาจเทียบชั้นได้แม้แต่ปลายเล็บของน้องนาง' ความน้อยเนื้อต่ำใจแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันอยู่ลึก ๆ หากจักเอาชนะใจให้นางหันแล บทพิสูจน์ตนคงมีเพียงเอาชนะสมรภูมิทุ่งหลวงในครั้งนี้เท่านั้น
ตกดึกเสียงจั๊กจั่นเรไรหวีดหวิว เสียงพญาพรหมเสกพูดคุยด้วยมารดาดังราวกระซิบกับสายลม
“แม่ท่าน ข้านั้นกระทำผิดอยู่เรื่องนึง จำต้องขมาแม่ท่านด้วยดอกไม้ธูปเทียนนี้หนา” พานขันดอกถูกเลื่อนส่งมายังหน้าเจ้านางคำฟอง
“ผิดผีฤา…” นางมองหน้าลูกชาย ที่ครองตนจนอายุปาเข้ายี่สิบมิยอมเอาเมียแลสนมนางห้าม “มึงก็มิใช่เด็กน้อย เหตุใดทำผิดรีด”
“ข้าวู่วามแลเอาแต่ใจตน คิดกลัวแต่จักเสียนางไปด้วยเราอยู่ไกลกัน จึงรวบรัดเอานางทำเมีย แต่แม่ท่าน ข้าหาได้มักง่ายหลับนอนแล้วละเลยไม่เหลียวแลนางดอกหนา”
“กูรู้ กูเลี้ยงมึงมา กูจักมิรู้ใจลูกกูไปได้อย่างไร แม่ญิงนางนั้น เป็นลูกใครฤา ที่มึงแล่นหายไปครึ่งค่อนเดือนคงเป็นเพราะนางใช่หรือไม่”
พญาพรหมเสกพยักหน้ายอมรับ “แม่ญิงนางนั้นนามว่าเอื้องสาย เป็นนางข้าหลวงของเจ้านางซอมพอ แม่ญิงที่ขุนหลวงอินทร์ถวายท่านรักนัก แลข้าก็รักอีเอื้องสายมิยิ่งหย่อนเช่นกัน”
ได้ยินเช่นนั้น เจ้านางคำฟองจึงรับเอาขันดอกขมากรรมผิดผีจากบุตรชายมา “วันพรุ่งมึงไปตั้งขันขมาที่หอผี แลจัดเลี้ยงให้พวกท่านอิ่มหนำ บอกกล่าวครูบาอาจารย์แลปู่ย่าบรรพบุรุษทั้งหลายเสีย เมื่อรับนางมาแล้ว มึงจงพานางไปบอกกล่าวอีกครา โตใหญ่เป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วหนา ไยไม่รู้จักระวังกายใจ ผิดเยี่ยงนี้แค่เจ้าเอื้องสายพอหนา อย่าไปทำเยี่ยงนี้ต่อสตรีอื่นใดอีก แลเพลานี้มึงก็เป็นถึงเจ้าเมือง จักไปทำตัวเช่นบุรุษทั่วไปมิได้ดอก ผู้คนจักโจทจันเล่าขวัญให้เสื่อมเสีย”
พญาพรหมเสกทำได้เพียงกราบพระบาทเจ้ามารดา ด้วยรู้สำนึกในผิดตน แลรับปากแม่ท่าน ว่าจักมิทำเช่นนี้อีก หากรักใครชอบใคร ก็จักรับนางมาอย่างถูกต้องเสียก่อน
เสียงประตูหอนอนของพญาพรหมเสกปิดลงกลอน แลดับตะเกียงประทีปไปสักพัก
เจ้าหาญนอนไม่หลับกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมาในหอตน ด้วยความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิง จนต้องลุกตื่นแลตัดสินใจเดินลงเรือนไป มันเดินมาไกลเท่าใดหารู้ไม่ มารู้อีกทีก็กำลังเดินเลียบเลาะชายหาดริมน้ำของเสียแล้ว สายลมเย็นช่วยให้ใจสงบผ่อนคลาย แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้า กลับทำให้มันต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH