ไป๋เหยียนอวี่เตรียมตัวออกจากเรือนอย่างเงียบเชียบ นางหยิบตะกร้าสานที่แขวนอยู่ข้างฝา สะพายพาดไหล่ ก่อนจะหยิบมีดพร้าด้ามสั้นที่แขวนไว้กับตะขอไม้บนเสาเก่า ๆ แม้จะขึ้นสนิมเล็กน้อย แต่ยังพอใช้ฟันกิ่งไม้หรือของป่าได้
ก่อนจะออกจากเรือน ร่างบางหันกลับไปมองเงียบ ๆ อีกครั้ง สายตาของนางทอดผ่านบานประตูที่เปิดแง้มอยู่ ภายในเรือนยังเงียบงัน เด็กทั้งสองยังคงหลบอยู่ที่มุมห้อง ไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้โต๊ะอาหาร
บนโต๊ะไม้เตี้ยมีเพียงถ้วยซุปสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ยังพ่นไออุ่นจาง ๆ กลิ่นหอมของขิง ใบตำลึง และหอมป่า ลอยอบอวลไปทั่วห้อง ข้าง ๆ กันคือข้าวสวยร้อน ๆ ในถ้วยดินเผาที่ดูเรียบง่ายแต่หุงได้พอดีเป๊ะจนดูนุ่มน่ากิน
แม้พวกเขายังไม่กล้าแตะต้อง แต่นางก็ไม่ได้ฝืนใจ เพียงถอนหายใจเบา ๆ แล้วคว้าตะกร้าสานขึ้นพาดแขน เดินออกจากเรือนไม้เก่าไปอย่างเงียบงัน นางมุ่งหน้าไปยังแนวป่าทึบที่อยู่หลังบ้านปล่อยให้ความเงียบภายในเรือน... ทำหน้าที่ของมันเอง
ภายในเรือนที่ว่างเปล่า...หลี่เซียนเซียนค่อย ๆ ชะเง้อคอมองไปยังประตูที่ผู้เป็แม่เพิ่งเดินจากไปเสียงฝีเท้าค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเงาของแผ่นหลังนั้นเด็กหญิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับลังเล
จากนั้นก็ค่อย ๆ หันกลับมามองโต๊ะอาหารไอร้อนจากถ้วยซุปยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือปากถ้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากสมุนไพรธรรมดา กลับอบอุ่นเหลือเกินในเรือนที่เคยมีแต่ความหวาดกลัว
เด็กหญิงกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะกระซิบกับพี่ชายเสียงแ่
“ท่านพี่... ยองชิมน้ามซุปดูสิ มันหอมม๊ากเยยนะ”
ด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของซุปสมุนไพรที่ลอยคลุ้งอยู่ในเรือนหลี่เซียนเซียนมองโต๊ะอาหารด้วยดวงตาเป็ประกาย แต่ยังไม่กล้าขยับ หากไม่ได้รับสัญญาณจากผู้เป็พี่ชายก่อน
หลี่เซ่าหยางเหลือบมองชามซุปตรงหน้าเงียบ ๆ ในใจยังเต็มไปด้วยความลังเล เด็กน้อยไม่เคยลืมว่า... มือคู่นี้เคยเป็มือที่ฟาดเขาจนเจ็บแทบขาดใจ แต่น้ำซุปใส ๆ กับข้าวสวยร้อน ๆ บนโต๊ะนั้น ชวนให้ท้องที่ว่างเปล่าของเด็กน้อยร้องครวญไม่หยุด
ผู้เป็พี่ชายไม่พูดอะไร เพียงหยิบช้อนดินเผาขึ้นมาตักซุปขึ้นมาชิมเพียงเล็กน้อย แล้วนั่งรอเงียบ ๆ หนึ่งเค่อผ่านไป… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีพิษ ไม่มีอาการแปลกประหลาด มีเพียงความอุ่นของน้ำซุป และรสหอมละมุนที่ยังคงอยู่ในปลายลิ้น หลี่เซ่าหยางมองน้องสาวแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้น้องสาว “...กินได้”
เพียงคำนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็ะโดึ๋งเข้าไปที่โต๊ะทันที สองพี่น้องค่อย ๆ ตักข้าว ตักซุป
คำแล้วคำเล่า
จากคำที่แค่ “ลอง” กลายเป็คำที่หยุดไม่ได้ จากแค่ “ชิม” กลายเป็ความอร่อยที่พวกเขาไม่เคยลิ้มรสมานานนัก
ไม่นาน...ถ้วยซุปกับข้าวสวยบนโต๊ะก็เกลี้ยงเกลาเด็กทั้งสองเผลอกินจนหมดโดยไม่รู้ตัว
ท่านพี่... เซียนเซียนอิ่มแย้ว” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้ากลมใส มือที่เมื่อครู่ยังเกาะแขนพี่ชายแน่น ตอนนี้กำช้อนเอาไว้แทน
“อาหานที่ท่านแม่ทำ... อาหย่อยม๊ากเยย”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับเหมือนเสียงสะกิดที่ปลุกหลี่เซ่าหยางให้หลุดจากห้วงความคิด ผู้เป็พี่ชายชะงัก มือที่กำช้อนแน่นค่อย ๆ วางลงบนขอบถ้วย สายตาจับจ้องอาหารที่เพิ่งกลืนลงท้อง เด็กน้อยขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่แน่ใจ
แปลก... ทำไมผู้หญิงโหดร้ายผู้นี้ถึงได้ดูเปลี่ยนไปมากขนาดนี้? ทั้งน้ำเสียง... ทั้งสายตา... ทั้งกับข้าวตรงหน้ามันไม่ใช่แม่ที่เขาเคยรู้จัก แม่คนนั้นดุร้าย พูดเสียงแข็ง และไม่เคยมีรอยยิ้มให้น้องสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เขากำลังคิดจะเอ่ยถามน้องสาว แต่หลี่เซียนเซียนกลับพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
“แย้ว... ท่านพ่อจะกับมา เมื่อไหร่อะเ้าคะ?” เด็กหญิงก้มหน้าลง คิดถึงผู้เป็บิดาที่ต้องออกจากบ้านไป
หลี่เซ่าหยางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“ท่านพ่อบอกว่า จะไปธุระที่ในเมืองแค่สองสามวัน..แล้วก็ไปหาคนรู้จักด้วย อีกไม่กี่วันท่านพ่อก็กลับมาแล้ว”
เขาหยุดไปชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงเบา แต่แน่นิ่งกว่าทุกคำที่ผ่านมา
“ระหว่างที่ท่านพ่อไม่อยู่...น้องห้ามไว้ใจสตรีผู้นั้นเป็อันขาด” ดวงตาของหลี่เซ่าหยางมืดวูบลง
“นางอาจจะทำให้เราตายใจ... แล้วก็จับพวกเราไปขาย เหมือนที่ท่านพ่อเคยเตือนก็ได้”
“แต่น้องคิดว่า... ท่านแม่เปี่ยนไปแย้วจิงๆ นะเ้าค่ะ” เสียงของหลี่เซียนเซียนเอ่ยแย้งขึ้นมาเบา ๆ
เด็กหญิงพูดพลางกอดชามข้าวไว้แน่น สีหน้าไม่แน่ใจนักแต่เต็มไปด้วยความหวังเล็ก ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจ
“น้องยังเด็กมาก อาจจะตามหญิงผู้นั้นไม่ทัน...”
“ แล้วถ้าท่านแม่เปี่ยนไปแย้วจิง ๆ ล่ะ?”
หลี่เซ่าหยางไม่ตอบทันที เพียงหลุบตาลง มองข้าวในถ้วยที่เกลี้ยงเกลา ความอร่อยยังติดปลายลิ้น แต่คำพูดของบิดายังคงดังก้องในหัว
ในที่สุด เขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงเย็น “พี่จะรอดูก่อน... ว่านางคิดจะทำอะไรอีก”
น้ำเสียงนั้นยังคงแข็งกร้าว เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ แต่เด็กชายไม่รู้ตัวเลยว่า ในขณะที่เอ่ยคำเ่าั้ออกมา เขากำลัง “เปิดช่องว่างเล็ก ๆ” ให้สตรีที่ตนเองเคยหวาดระแวงที่สุด ได้ลองก้าวเข้ามาอีกครั้ง...แม้เพียงครึ่งก้าวก็ตาม
....
ทางด้านของไป๋เหยียนอวี่ นางไม่รู้เลย... ว่าความคิดของเด็กน้อยทั้งสอง ยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเพียงใด หลังจากก้าวออกจากเรือนขณะที่กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเลียบชายป่านางก็ต้องเผชิญกับอีกบททดสอบทันที เสียงซุบซิบจากผู้คนในหมู่บ้าน
“โอ๊ะ... ตัวี้เีนั่นออกจากบ้านแล้วรึ?”
“คงไม่มีอะไรกินละสิ ถึงต้องคลานออกมาน่ะ...”
“ได้ข่าวว่าสามีของนางเดินทางเข้าเมืองเมื่อเช้านี้ ป่านนี้คงไม่มีใครหาข้าวหาปลาให้กินเหมือนเคยละมั้ง ฮึ”
เสียงนินทาดังตามหลังมาเป็ระยะ ราวกับลมที่คอยกระซิบเยาะเย้ย
แต่ไป๋เหยียนอวี่หาได้สนใจไม่ หญิงสาวเพียงเดินตรงต่อไป ใบหน้าเรียบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินแม้คำเดียว นางเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าด้านนอก ต้นไม้บางตา พุ่มไม้แห้งกรอบ เสียงนกเสียงแมลงเงียบงันจนน่าอึดอัด นางก้มลงสำรวจซอกดินใต้พุ่มไม้ หวังจะเจอผักป่าหรือเห็ดบ้างสักอย่าง แต่กลับไม่พบอะไรเลย แม้แต่ต้นตำแยก็ไม่เหลือ
แน่นอน...ชาวบ้านแถบนี้ต่างก็จนพอกัน แค่โคนไม้ริมชายป่าก็ถูกถอนจนเหี้ยน จะเหลืออะไรไว้ให้นางอีกเล่า
ไป๋เหยียนอวี่ถอนหายใจ มือข้างหนึ่งกดที่สีข้างเบา ๆ อย่างระวัง
“ร่างกายนี้ยังไม่แข็งแรง...จะให้เข้าไปในป่าชั้นกลางเพื่อสู้กับสัตว์อสูร คงไม่ไหวแน่”
นางรู้ตัวดี เพียงไม่กี่ก้าวในป่านี้ก็ทำเอาเหนื่อยจนหายใจติดขัด อย่าว่าแต่เผชิญหน้า แค่หนีจากสัตว์อสูรสักตัว ยังอาจไม่รอด ร่างนี้เป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา ไร้พลังลมปราณ ไร้อาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว
ความคิดวิ่งพล่านในหัว และแล้ว…บางอย่างก็แวบเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ
'ถ้ามีปืนพกสักกระบอกก็คงดีไม่น้อย...' นางนึกในใจ แต่ก็รู้ว่านั่นคือสิ่งที่ไม่มีทางจะเจอในโลกนี้
แต่ก่อนที่ความคิดจะจบ ปลายนิ้วของนางก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแ่วาบอีกครั้ง
แหวนวิเศษที่นิ้วนางข้างขวา... กำลังกะพริบแสงสีฟ้าจาง ๆ แสงนั้นเบาแต่ชัดเจนและทันใดนั้นเอง
ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงจิตของนาง ในห้วงจิตสำนึกนั้น นางเห็นเรือนหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในป่า ภายในเรือน... มีหลายห้อง แต่มีห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่ และในห้องนั้น คือห้องเก็บอาวุธโบราณนานาชนิด
“ในมิติของข้า... มีเรือนหลังนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” ไป๋เหยียนอวี่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ตอนเช้าที่นางเข้าไปเก็บผัก นางมัวแต่มุ่งที่แปลงสมุนไพรกับบ่อน้ำ ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า... ที่ปลายแนวต้นไม้อันร่มรื่นนั้น ยังมีเรือนไม้ และห้องเก็บอาวุธรอคอยอยู่เงียบ ๆ
ไป๋เหยียนอวี่สูดลมหายใจ ตั้งจิตให้มั่น ปลายนิ้วแตะแหวนวิเศษเบา ๆ ในใจนึกถึงเพียง อาวุธที่เหมาะสมกับการล่า
ทันใดนั้นภาพของอาวุธนับสิบก็ผุดขึ้นตรงหน้าในห้วงจิตเรียงรายบนชั้นไม้ในเรือนแห่งนั้นแต่สายตานาง... หยุดลงเพียงหนึ่งเดียว
“ธนูไม้ดำ...”
ปลายจิตััของนางกดลงที่ภาพเลือกอย่างแน่วแน่ ไม่ลังเล
“วูบ” แสงจากแหวนพุ่งออกมาเป็เส้นสายวาววับ อากาศเบื้องหน้าสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับม่านบางถูกแหวกออก
แล้วในพริบตา
คันธนูสีดำทมิฬที่ปลายไม้เรียบสนิท ไร้ลวดลายใด ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับถูกอัญเชิญออกมาจากความว่างเปล่า
ไป๋เหยียนอวี่ยื่นมือไปรับอย่างสงบนิ่ง คันธนูเย็นวาบแต่มั่นคง เสียงสายตึงแน่นราวกับมันจดจำเธอได้
“ธนูนี่... มันช่างคุ้นมือช้าซะเหลือเกิน” นางเอ่ยเสียงเบา ดวงตาสะท้อนภาพเงาตนเองในผิวไม้มันวาว
ร่างกายนี้อาจไม่คุ้นเคย แต่ดวงจิตของนาง คืออดีตสารวัตรที่ผ่านการต่อสู้ด้วยมือเปล่า และผ่านการฝึกยิงทั้งปืนและธนูได้อย่างแม่นยำ แม้จะไร้พลังปราณ แต่นางก็ยังไม่ใช่เป้าสังหารที่จะถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ
'ถ้าเกิดอันตรายจวนตัวจริงๆ ข้าก็ยังหนีเข้าไปในมิติได้อีก มันก็ไม่เลวทีเดียว'
ไป๋เหยียนอวี่ ครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนจะก้าวเดินเข้าไปป่าชั้นกลางทันที

น้องตื่นเช้ามาหยิบตะกร้า สะพายพร้าเหมือนจะไปสอยตำลึง แต่จิติญญาคือเรมโบ้ชัด ๆ
แล้วแหวนวิเศษคืออะไร? เรียกของออกมาจากมิติได้นี่มันเกม RPG นี้มันโคตรโกง
ตอนนี้น้องมีอาวุธ... ธนูไม้ดำแล้วจ้า มาลุ้นกันน้องจะล่าสัตว์ได้หรือเปล่า
และน้องจะทำให้เด็กๆใจอ่อนได้หรือไม่มาลุ้นกันตอนหน้าค่ะ