ณ บ้านของฟู่เหวินชิงที่เชิงเขา
“ลุงเหวิน ลุงเหวินอยู่หรือไม่ขอรับ?” หลี่อวิ๋นฮุยะโถามเสียงดังก่อนที่จะถึงประตูบ้านเสียอีก
ฟู่เหวินชิงเดินออกมาจากห้องและมองเด็กชายทั้งสองอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นพวกเขาวิ่งหอบฮัก เหงื่อท่วมตัวจึงรีบเอ่ยถาม “ทำไมรีบร้อนวิ่งมาเช่นนี้ มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือ?”
หลี่อวิ๋นซู่โค้งคำนับทักทายอาจารย์ก่อนจะพูด “อาจารย์ ิเยว่เพิ่งจะล่าหมูป่าตัวไม่ใหญ่มากได้จากบนูเา พวกข้าลากมันลงมาไม่ไหว เลยอยากมาขอแรงลุงเหวินไปช่วยลากมันกลับมาหน่อยน่ะขอรับ”
ในขณะนั้นลุงเหวินก็เดินออกมาจากหลังเรือนพอดี เมื่อได้ยินว่าเด็กหญิงตัวน้อยล่าหมูป่ามาได้จึงหัวเราะดังลั่น “แม่หนูิเยว่ช่างแข็งแกร่งจริง ๆ ถึงขนาดล่าหมูป่ามาได้เชียว ถึงจะเป็หมูป่าตัวไม่ใหญ่มากแต่ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
ฟู่เหวินชิงแย้มยิ้มบาง ๆ และหันไปพูดกับป้าเหวิน “เ้าไปต้มน้ำร้อนรอไว้ เดี๋ยวพวกข้าจะเอาหมูป่ามาชำแหละที่นี่ ข้าจะขึ้นเขาไปดูกับพวกเขาด้วย วันนี้คงได้กินเลี้ยงหมูป่ากันอิ่มหนำ”
.
.
“อาจารย์ ท่านดูสิว่าข้าพบอะไรเข้า” เมื่อหลี่ิเยว่เห็นอาจารย์ของตนก็ะโขึ้นอย่างตื่นเต้น พวกเขาทั้งหมดช่วยกันแบกหมูป่าลงมาจากเขา มายังบ้านของฟู่เหวินชิง
.
.
“เสี่ยวิเยว่ เ้าช่างเก่งจริง ๆ ถึงเป็ผู้ใหญ่ แต่หากได้เจอหมูป่าตัวนี้ก็คงต้องนับว่าโชคร้ายเป็แน่ แต่เ้ากลับล่ามันกลับมาได้ ยอดเยี่ยมจริง ๆ” หลี่ชงอุทานขึ้นเมื่อเห็นหมูป่าในลานบ้าน
“ปู่ผู้นำตระกูลอย่าชมข้าขนาดนั้นเลยเ้าค่ะ ตัวข้าจะลอยได้แล้ว” หลี่ิเยว่ที่ได้ยินคำชมตอบกลับไปอย่างซุกซน
ฟู่เหวินชิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยกมุมปากยิ้มพลางเอ่ย “ผู้นำตระกูลหลี่อย่าไปชมนางเช่นนี้เลย แม่หนูนี่ไม่น่าชมนักหรอก เพิ่งเรียนกับข้าได้ไม่กี่เดือนตัวก็แทบลอยแล้ว”
ถึงจะพูดว่าไม่ต้องชม แต่สีหน้ากลับดูภูมิใจยิ่งนัก มุมปากของผู้นำตระกูลหลี่และเหล่าผู้าุโกระตุกยิก ๆ อยากจะยิ้มแต่พยายามกลั้นเอาไว้… ‘เห็นเช่นนี้ แต่หมอฟู่ก็วางท่าเก่งไม่เบา ไม่ใช่ว่าตอนี้ใจกำลังพองฟูที่มีลูกศิษย์ดีอยู่หรอกหรือ?’
เป็ความจริงที่หลี่ิเยว่เปลี่ยนไปมากใน่เวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่มีความรู้เื่สมุนไพร แต่วรยุทธ์เองก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกเขายังจดจำพฤติกรรมน่ารังเกียจของคนเอ้อระเหยลอยชายทั้งสามคนนั่นได้เป็อย่างดี คนเ่าั้เมื่อเห็นพวกเด็ก ๆ ทั้งขุดสมุนไพร ทั้งล่าสัตว์นำไปขายได้เงินมาไม่น้อย บวกกับข่าวลือที่หลี่ต้าชวนชดใช้เงินให้กับนางซูสามสิบตำลึงอีก จึงรู้สึกริษยาครอบครัวหลี่หงขึ้นมา
พวกเขารู้ว่าตอนกลางวันเด็ก ๆ จะออกไปขุดหาสมุนไพร ดังนั้นจึงแอบเข้าไปหวังจะขโมยเงินออกมา และแม้จะขโมยเงินออกไปไม่ได้ก็ขอเพียงขโมยสัตว์ที่ล่ามาได้กลับไปก็ยังดี ทว่าคนชั่วช้าก็ถูกหลี่ิเยว่จับได้ทันทีที่พวกเขาแอบย่องเข้าไปในบ้าน
ปรากฏกว่าเนื่องจากนางต้องปรุงยาจึงไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพี่น้องคนอื่น ๆ เมื่อเห็นคนไม่ดีเข้ามาจึงคิดจะไล่ออกไป แต่คนพวกนั้นกลับอาศัยความได้เปรียบทางร่างกายใช้กำลังบีบบังคับให้เด็กหญิงนำเงินออกมา ไม่คาดคิดเลยว่าทันทีที่หาเื่นาง พวกเขาจะถูกหลี่ิเยว่ไล่ทุบตีจนต้องวิ่งหนีกระเจิง เพราะถ้าหากพวกเขาไม่รีบออกมา เกรงว่าคงโดนเด็กนั่นทุบตีจนปางตายเป็แน่
ั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา จึงไม่มีใครกล้ามายั่วยุครอบครัวของนางซูอีก เพราะพวกหลี่อวิ๋นห้าวพูดเอาไว้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่กล้ามารังแกคนในบ้านเขา ไม่ว่าจะเก่งกาจเพียงใด เขาก็สาบานจะทำให้มันได้ชดใช้ หากไม่ชดใช้ในหนึ่งปีก็สองปี หรือจนกว่าคนผู้นั้นจะได้รับผลกรรมอย่างสาสม
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้คนที่คิดจะใช้ประโยชน์จากเด็ก ๆ บ้านหลี่หงพับเก็บความคิดไม่ดีกลับไป และเมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ผู้าุโตระกูลหลี่หลายคนก็มองหลี่ิเยว่และพี่น้องที่กำลังยุ่งวุ่นวายด้วยสายตายกย่อง
จ้าวเว่ยเฟิงมองเนื้อหมูป่าที่ถูกจัดการแล้วในมือ นอกจากจัดการหัวและเท้าไปแล้ว ยังคงมีเนื้อเหลืออยู่ไม่น้อย เขาจึงะโเรียกหลี่อวิ๋นห้าวที่กำลังยกเืหมูขึ้นโต๊ะอยู่ไม่ไกลมาหา “ห้าวเกอเอ๋อร์ ไปหยิบตาชั่งมาซิ พวกข้าจะชั่งดูว่ายังมีเนื้อหมูอีกเท่าไร”
“ได้ เดี๋ยวข้าไป” หลี่อวิ๋นห้าววางชามเืหมูไว้ที่ประตูครัวของอาจารย์ และส่งให้ป้าสองสามคนรับ่ต่อ จากนั้นจึงวิ่งกลับไปเอาตาชั่งมา
.
.
ภายในห้องครัว
นางจ้าวอู๋ภรรยาของจ้าวเว่ยเฟิงกำลังปรุงหัวหมูที่อยู่ในหม้อใหญ่ ส่วนนางซูนั้นนั่งก่อไฟใต้เตา เมื่อเห็นว่าหลี่ิเยว่เข้ามานางอู๋จึงรีบเอ่ยขึ้น “แม่หนู วันนี้แขกที่เ้าเชิญมาถึงกันหมดแล้วหรือยัง? โต๊ะเก้าอี้ที่บ้านของหมอฟู่มีไม่พอ เ้าไปขอให้พวกพี่จื้อเฉียงไปช่วยยืมโต๊ะเก้าอี้มาหน่อยไป”
หลี่ิเยว่ยิ้มพลางพยักหน้า เมื่อเห็นขาหมูทั้งสี่ในมือของพี่หญิงใหญ่จึงรีบพูดว่า “พี่หญิงใหญ่เก็บขาหมูนั่นไว้ให้ข้าหน่อยนะ ข้าจะให้ปู่ผู้นำตระกูลเอากลับไปบำรุงน้ำนมให้น้าฟางหัว”
นางซูพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! ขาหมูเหล่านี้ดีต่อการบำรุงน้ำนมยิ่งนัก อีกเดี๋ยวเ้าให้ป้าจางนำกลับไปนะ แต่ต้องรอให้เนื้อหมูป่านุ่มกว่านี้อีกสักหน่อย จะได้นำไปให้ป้าอู๋ด้วย”
นางอู๋นั้นรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน “รับไว้ไม่ได้หรอก ๆ ครอบครัวข้าตกลงกันแล้วว่าจะกินให้อิ่มแค่นี่ที่ จะเอากลับบ้านอีกได้อย่างไร!”
ขณะนั้นนางหลี่จางภรรยาของลูกชายคนโตบ้านหลี่ชงเดินเข้ามาพอดี เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกนางเขาจึงเอ่ยปากขึ้น “น้องซู หากเ้าจะให้ขาหมูกับพวกข้า พวกข้านั้นรับไว้ได้ แต่หากเ้าจะให้เนื้อหมูด้วย พวกข้าคงรับเอาไว้ไม่ได้หรอก”
“พวกป้าทั้งหลายอย่าปฏิเสธเลย ปกติพวกท่านก็ชอบเอาของมากมายมาให้พวกเราอยู่แล้ว มาตอนนี้ ทำไมพวกเราจะให้ของกับพวกท่านบ้างไม่ได้เล่า!” หลี่ิเยว่แสร้งทำหน้ามุ่ยพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
นางซูเองก็เม้มปากพลางช่วยพูด “พวกพี่รับเอาไว้เถอะ ไม่เช่นนั้นต่อไปมีเื่อะไรข้าคงไม่กล้าไปขอร้องให้พวกพี่ช่วยอีกแล้ว”
เหล่าคนฟังไม่มีทางเลือกจึงได้แต่พยักหน้า ในตอนนั้น นางหลิวหวังภรรยาของหลิวต้าจู้เดินเข้ามาพร้อมกับมันหมู และพูดกับนางซูว่า “น้องซู มันหมูนี่เ้าจะให้พวกข้าเจียวน้ำมันที่นี่หรือเ้าจะเอากลับไปทำที่บ้าน?”
นางซูหันไปหาป้าเหวินที่กำลังล้างผักทันที “ป้าเหวิน มันหมูนี่ข้าจะเอากลับไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งเอาไว้ให้พวกท่านที่นี่ก็แล้วกัน แต่เดี๋ยวคงต้องรอให้พวกเราได้กลับบ้านก่อนแล้วข้าค่อยทำ ตอนนี้ขอฝากไว้ที่นี่ก่อนได้หรือไม่ ตอนเย็นข้าจะให้พวกอวิ๋นห้าวเอากลับไปให้”
ป้าเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าว่าเจียวน้ำมันกันที่นี่เถอะ! ตอนนี้ร่างกายของเ้าไม่อาจทำอะไรได้นาน พวกิหัวเองก็ยังเล็กอยู่ หากถูกน้ำมันกระเด็นใส่เข้าจะแย่เอา ข้ากับสามีจะเจียวน้ำมันหมูนี่เอง!”
นางซูมองลูกสาวทั้งสองคนของตน และพยักหน้าให้ป้าเหวินอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นจึงมองหัวหมูที่อยู่ในเตาพลางพูดกับนางอู๋ “พี่อู๋ หัวหมูใกล้จะสุกแล้ว พอหั่นเสร็จแล้วเราค่อยนำไปให้พวกหมอฟู่กินแกล้มสุรานะ”
หลี่ิเยว่เองก็พูดขึ้น “หั่นหูหมูสองข้างด้วยนะเ้าคะ กินแกล้มเหล้าแล้วอร่อยยิ่งนัก”
ประโยคนี้ทำให้คนในห้องครัวต่างพากันหัวเราะขึ้นมา สองมือเร่งทำงานของตนอย่างขมีขมัน หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม อาหารที่ทำจากหมูป่าหลายชามจึงถูกยกขึ้นโต๊ะ น้ำแกงกระดูกหมูชามใหญ่ส่งกลิ่นหอม เนื้อหัวหมูหนึ่งจานใหญ่ หูหมูหนึ่งจาน และน้ำแกงก้อนเืหมูอีกหนึ่งชาม
ทันทีที่อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ ความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงดูดไปที่อาหารน่าอร่อยในทันที ฟู่เหวินชิงที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะกับพวกผู้ชายถือไหสุราชั้นดีมาสองไห ส่วนพวกผู้หญิงก็นั่งรวมกับเด็ก ๆ อีกโต๊ะหนึ่ง เพราะมีคนเยอะมาก หลี่ิเยว่จึงให้จานใบเล็ก ๆ ที่มีชิ้นกระดูกหมูติดเนื้อกับเด็ก ๆ ทุกคน และให้เด็ก ๆ นั่งกินบนโต๊ะเล็ก ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ
พวกเขาอยู่กินอาหารกันจนพระอาทิตย์ตกดิน หลี่ชงมองหลี่ิเยว่ก็นึกถึงอาหารที่เพิ่งกินเมื่อครู่ขึ้นมา เมื่อครู่นี้ลูกสะใภ้ใหญ่บอกว่าเนื้อหมูตุ๋นที่ขึ้นโต๊ะวันนี้เป็สูตรของเด็กหญิง เขาจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “เสี่ยวิเยว่ เ้าเป็คนทำเนื้อตุ๋นเมื่อครู่นี้หรือ?”
.
.
.