“อ้อ...”
สือจิ่วพยักหน้าเข้าใจหลังจากฟังคำอธิบายจากปากอาเจ๋อแต่เธอยืนกรานคำเดิม คนเราจะเช่าบ้านยังต้องไปถึงที่เพื่อสำรวจบ้าน ดูเส้นทางรวมถึงสภาพแวดล้อมบ้านใกล้เรือนเคียงความทรงจำของสือจวี๋อยู่ในหัวเธอทั้งหมดก็จริงแต่การไปดูให้เห็นกับตาย่อมเป็เื่สำคัญเพราะคนที่ต้องใช้ชีวิตอุ้มท้องและเลี้ยงดูลูกน้อยอยู่ที่นี่คือเธอ
คนบ้านถานทั้งสามเป็กังวลเกรงเธอจะกระทบกระเทือนจิตใจ เหตุจากเดือนก่อนมีคนแปลกหน้ามาที่ไท่โหยวแล้วกระพือใส่ความเื่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมของสือจวี๋
“คบชู้ออกไปค้างอ้างแรมนอกบ้าน ไม่ดูแลบ้านเรือน อกตัญญูกับแม่สามี จึงถูกไล่ออกจากบ้าน...”ข้อหาร้ายแรงตามนี้เลย แต่งเข้าประตูหน้า ถูกขับออกประตูหลังเื่เกิดที่เฟิงโจวแต่มีคนมาโพนทะนาถึงไท่โหยว “แล้วพวกท่านไม่รังเกียจข้าหรือ”
“ข้าเห็นเ้าั้แ่เกิดรู้จักเ้ามาเกือบทั้งชีวิต ไม่คิดหรอกว่าเ้าจะทำตัวเลวร้ายแบบนั้น ตอนหมอเวินบอกว่าเ้ากำลังท้องยิ่งรู้สึกเวทนา ก่อนเ้าจะเรือล่ม ข้าฝันเห็นอาซาน เขาคงห่วงเ้า” หญิงสูงวัยเล่าตามจริง
มิตรแท้ใกล้เรือนมีค่ายิ่งกว่าสมบัติใดๆเป็บุญของเธอ สือจวี๋และเด็กในท้องที่มีเพื่อนบ้านดี สือจิ่วกุมมือแห้งกร้านของนางหลินเหวิน
“เสี่ยวจิ่วขอบคุณท่านย่าขอบคุณท่านปู่เ้าค่ะข้าสัญญาจะตอบแทนบุญคุณนี้ในภายหน้า ตัวข้าไม่ได้ทำอย่างคนให้ร้ายเพียงแต่ตอนนี้จะแก้ต่างอย่างไรคนนอกก็คงไม่ฟัง และคงห้ามความคิดของใครไม่ได้เช่นกันออกจากสกุลเฉิงแล้วข้าก็ไม่อยากจะพูดถึงเื่พวกนั้นอีก เด็กเป็ลูกของเฉิงหยางปิงเขาเป็คนตัดเส้นวาสนาเอง จากนี้ไปข้ากับลูกก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเขาอีก”
“ข้าเชื่อพี่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับเฉิงหยางปิงอีกน่ะดีแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะช่วยกันเลี้ยงอาจื...”ถานเจ๋อหยุดชะงัก หุบปากฉับ
“เป็อะไรรึ”ถานลู่ถาม
เขาเม้มปากตัวเองไปมาก่อนทำทีใช้หลังมือป้ายปาก“แมลงเข้าปากข้าพอดีน่ะขอรับ”
“เด็กโง่” ท่านย่าหลินหัวเราะเอ็นดูหลานชายสือจิ่วก็ด้วย
หญิงสาวขอบคุณทั้งสามคนอีกหลายประโยคอุ่นอวลกับน้ำใจของถานเจ๋อ ตอนนี้เขาอายุสิบเจ็ด ั้แ่เด็กเป็คนซื่อคิดอ่านไม่ทันคนในความทรงจำของสือจวี๋ แม่อาเจ๋อคลอดเขาแล้วก็ตาย ทำให้บิดาไม่ค่อยรักเอ็นดูลูกชายตอนอาเจ๋ออายุแปดขวบ พ่อเขาไปค้าขายต่างเมืองถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ จึงเหลือเพียงญาติาุโคอยดูแลเื่ราวแย่ๆ มากมายในชีวิตเขาเริ่มจากถูกเด็กรุ่นเดียวกันกลั่นแกล้งสุดท้ายก็ไปจบที่ชาวบ้านหลายคนสนุกปากกล่าวว่าอาเจ๋อเป็ตัวซวยเกิดมาพร้อมความอัปมงคล ใครอยู่ใกล้ก็จะพาชีวิตล่มจม
ทั้งหมดนี้ไม่ต่างกับเื่นินทาว่าร้ายที่มีต่อสือจวี๋เพราะชาวบ้านฟังคนอื่นเล่ามาเลยสักนิด
รุ่งเช้าในอีกสองวันต่อมาสือจิ่วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เอาออกจากหีบมาซักด้วยฝักจ้าวเจี่ยว[1]เป็ครั้งแรกที่ได้ลองใช้ภูมิปัญญาโบราณนี้ แต่ตอนอยู่ไทเปเธอกับเสี่ยวหนิงเคยซื้อจ้าวเจี่ยวแห้งมาต้มน้ำตาลกรวดใส่ลำไยอบแห้งและเม็ดบัวแห้งกินในหน้าร้อน
ตอนนี้เธอมีเสื้อผ้าไว้ผลัดเปลี่ยนห้าชุดรองเท้าสองคู่ อุปกรณ์ทำครัวครบครัน ขาดแต่วัตถุดิบทำอาหาร ข้างเล้าไก่มีกล่องไม้เก็บเครื่องมือช่างตะกร้า หลัว กระสอบ จอบเสียมและมีดหลายขนาด
การเติบโตในบ้านเด็กกำพร้าสอนให้เธอกับเสี่ยวหนิงทำอะไรด้วยตนเองเป็หลายอย่างอีกทั้งวิชาเลือกเธอก็ลงเรียนงานช่าง ทำอาหาร วิชาเกษตร ซ่อมท่ออ่างล้างจานเปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมงานไม้เธอทำได้หมด อาจจะไม่ถึงระดับมือโปรแต่สามารถพึ่งพาตัวเองช่วยประหยัดค่าจ้างช่าง ตรงระเบียงอะพาร์ตเมนต์เธอก็ปลูกผักในกระถางไว้เป็สิบชนิด
่สายอาเจ๋อพาเธอออกไปเดินรอบหมู่บ้านมีคนอาศัยในไท่โหยวราวสามสิบหลังคาเรือน หนึ่งในสามเป็เครือญาติสกุลเฉียน
ตอนนี้พวกเธอยืนอยู่หน้าศาลเทพเ้าดิน[2]ของหมู่บ้านตามตำนานที่สือซานเล่าให้ลูกสาวฟังก็คือย้อนไปหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน เฉียนเสียปราบเสือดุร้ายบนเขาเซียวซานได้ตลอดชีวิตเขาคอยช่วยเหลือผู้อื่นมากมายเพราะคุณงามความดีตายไปจึงมีการตั้งศาลยกย่องให้เขาคอยคุ้มครองหมู่บ้านและหนึ่งในคนสืบทอดเชื้อสายมาจากเฉียนเสียก็คอยรังแกถานเจ๋ออยู่บ่อยครั้ง
“หญิงชั่วคนนั้นสินะ”
“อย่าเข้าไปข้างในนะหญิงใจอัปลักษณ์”
สือจิ่วสบตาถานเจ๋อเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบระยะใกล้จากหญิงชาวบ้านสองคนที่จงใจให้พวกเธอได้ยิน
วันนี้ยังไม่เข้าก็ได้...แต่จะมาเหยียบที่นี่อีกครั้งแน่เธอมาอยู่ใหม่ทั้งทีต้องบอกกล่าวฝากตัวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน่อยสิ
ห่างจากหมู่บ้านไกลออกไปทางทิศเหนือประมาณสิบหลี่จะเจอวัดอิ่นเหมินตั้งอยู่ตีนเขาเซียวซานที่ตรงนั้นมีถนนสองเส้นแยกไปอีกสองหมู่บ้าน ตรงลานกว้างหน้าวัดทุกสิบวันจะเปิดเป็ตลาดค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าของอำเภอซ่างเหอติดกับลานกว้างคือโรงเตี๊ยมริมทางเฟิ่งเผย
หากจะไปลงเรือที่ท่าน้ำต้องผ่านหมู่บ้านไท่โหยวกับอีกหนึ่งหมู่บ้านรวมแล้วสิบหมู่บ้านจึงกลายเป็หนึ่งอำเภอ สือจวี๋เคยจากบ้านไกลสุดก็ตอนแต่งเข้าสกุลเฉิงเมืองเฟิงโจว
สือจิ่วออกไปเดินรับสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านจนเกือบใกล้เที่ยงก็ชวนถานเจ๋อกลับเพราะมีอีกหนึ่งชีวิตต้องรับผิดชอบเื่สำคัญอันดับหนึ่งของเธอก็คือการกินอยู่เพื่อสุขภาพของก้อนแป้งน้อยในท้อง
สือจิ่วอยากลองทำครัวจึงขอปันข้าวสารผักกับเนื้อไก่มาจากท่านย่าหลิน เธอก่อไฟทำกับข้าวและกินมื้อค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดินค่ำคืนไร้แสงสีและผู้คน ชีวิตที่ไม่มีหนังสือหรือได้ทอดท่องไปในโลกโซเชียลส่งผลให้สติฟุ้งซ่านเล็กน้อยจึงถือตะเกียงออกมานั่งบนเก้าอี้ตรงชายคาหน้าบ้าน
เพราะเป็โลกไร้แสงไฟฟ้ารบกวนท่ามกลางความมืดจึงเห็นดวงดาวบนฟ้าชัด มีดาวตกหลายดวง สือจิ่วยกมือพนมขอพรให้ตัวเองกับเด็กในท้องมีชีวิตปลอดภัย
“พี่เสี่ยวจิ่ว”เสียงของถานเจ๋อดังมาจากรั้วไม้ไผ่ขัดแตะกั้นระหว่างสองบ้าน เธอจึงกวักมือเรียกเขา
“ข้าไปหาพี่ได้หรือ”
“มาสิ กำลังอยากมีเพื่อนคุยพอดี”นอกจากลี่เอ๋อร์เพื่อนสมัยเด็กซึ่งแต่งงานย้ายไปหมู่บ้านอื่น สือจวี๋ก็มีเพียงอาเจ๋อที่เคยเล่นและคอยช่วยเหลือกัน
‘ถ้าเ้าไม่มีสัญญาหมั้นหมายกับสกุลเฉิง ข้าละอยากสู่ขอเ้าให้แต่งกับอาเจ๋อ’ ท่านย่าหลินเคยบอกสือจวี๋
ชะตาชีวิตมักเล่นตลกกับคนแบบนี้สินะคนดีอย่างถานเจ๋อจึงพลาดหวังจากสือจวี๋ ส่วนสือจวี๋ก็ไม่ผิดที่หลงรักเฉิงหยางปิงหากจะหาคนผิด ก็ผิดที่ผู้ชายสกุลเฉิงคนนั้นน่ะ...เลวเกินไป
[1] ฝักของต้นจ้าวเจียหรือฮันนี่โลคัสท์ ชื่อไทยฝักสบู่ ตั๊กแตนน้ำผึ้งจีนหรือรังผึ้งจีนใช้ฝักแห้งแกะเปลือกกับเมล็ดออก เหลือเนื้อด้านในแช่น้ำแล้วขยำให้มีฟอง คนจีนสมัยโบราณใช้ซักผ้า(บางบ้านอาจซักผ้าด้วยน้ำด่างจากขี้เถ้าเผาฟืนผสมน้ำ)ใช้สระผมได้สรรพคุณขจัดรังแค ลดอาการผมร่วง ถ้าเป็ฝักสด ลอกเปลือก ผ่าเมล็ดออกเอาเนื้อตากแห้งใช้ทำอาหาร ขนมหรือทำน้ำแกง ถือเป็สมุนไพรจีนพื้นฐาน ตรงส่วนหนามใช้รักษาโรค
[2] ตามความเชื่อโบราณ เทพเ้าดินหรือเทพเ้าที่ของจีน(เพศชาย)มีสามระดับระดับแคว้นเรียกโฮ่วถู่ ระดับหมู่บ้านชุมชนเรียกเซ่อเสิน(ปัจจุบันเรียกถู่ตี้)ถ้าเป็เ้าที่ตามบ้านซึ่งคนจีนโพ้นทะเลนิยมกราบไหว้เรียกตี้จู่เหย่คนไทยคุ้นเคยในภาษาแต้จิ๋วว่าตี่จูเอี๊ย