เลย์ลา:Loving Moon

    7 ไลลา: อยากรู้เรื่องของนาย

    โอปอลขึ้นไปที่ดาดฟ้าตั้งแต่เวลาหนึ่งทุ่มในเกมขณะพิงรั้วมองเมืองยามหัวค่ำที่แผ่อยู่เบื้องหน้า เธอก็ปรากฏตัวขึ้นข้างหลัง คราวนี้มาตัวเปล่าไม่ได้ถือตุ๊กตากระต่ายมาด้วย“คราวนี้ดูไม่ตกใจเลย” เธอพูดติดตลก แต่ใบหน้าเหมือนคนป่วยนั่นไม่ชวนตลกสักนิด“ก็เธอบอกว่าจะมา” โอปอลพูด “เมื่อวานเธอบอกว่าอยากคุย”“อือ” ไลลาหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ลากขึ้นมาจากห้องเรียน “ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวนายให้ฟังหน่อย”โอปอลเกือบพูดว่า หา? แต่พอพูดเสียงดังคราวที่แล้วทำเธอกลัวเลยหุบปากตัวเองได้ทัน“ฉันจะเล่าก็ต่อเมื่อเธอเล่า” เด็กหนุ่มตั้งเงื่อนไข ไลลาเหยียดปากเป็นเส้นตรง“...ในเมืองนี้มีโรงพยาบาลอยู่ ในวันที่เจ็ด หญ้าหวานจะโดนคนที่อยากเป็นตัวจริงในทีมกรีฑาทำร้ายจนเข้าโรงพยาบาล แต่ถึงไม่มีเหตุการณ์นั้นโรงพยาบาลก็ยังสามารถเข้าไปได้” เธอพูดเสียงเรียบเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “พรุ่งนี้โดดเรียนแล้วมาหาฉันก็ได้”“ง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ?”“ฉันมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้คนเข้าเยี่ยม พยาบาลจะทำเป็นไม่รู้จักฉัน และถ้าใครตื๊อจะโดนยามหิ้วปีกออกนอกตึก”“ถึงได้ซ่อนตัวได้นาน” เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว “แล้ว? เธอขึ้นมาทำอะไรบนนี้ได้ตลอด?”“มาดูฟ้า”โอปอลแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ดวงดาวระยิบระยับคู่ดวงจันทร์แบบที่ไม่น่าเห็นได้ในชีวิตจริง เป็นฟ้าที่สวยควรค่าแก่การขึ้นมาดูจริงๆ“แต่ฉันชอบเวลาฝนตกมากกว่า” เขาพูด“ฉันชอบเวลาแดดออกแล้วมีเมฆเยอะๆ”“เหรอ” เขานึกภาพไม่ออก“ทีนี้ก็เล่าเรื่องของนายหน่อยสิ”สำหรับคนท่าทางขี้อายและเก็บตัว ไลลาตื๊อเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน“รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”“...มนุษย์เราทำอะไรทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายมันก็ไม่มีค่าตลอดเวลานั่นแหละ ทั้งที่สุดท้ายก็ตายและหายไปจากโลก แต่ยังพยายามยื้อชีวิตไว้อย่างสุดความสามารถ และฝากอะไรไว้ให้คนที่ไม่รู้จักได้ระลึกถึง” ไลลาเหยียดแขนเหมือนจะคว้าดาว “เหมือนโลกนี้ไงล่ะ”โอปอลมองกิริยานั้นโดยไม่พูดอะไร สุดท้ายก็นั่งลงบนพื้นคอนกรีต“ก็ได้ ฉันจะบอกให้ฟัง... ฉันเป็นพวกปลายแถว” เขาเล่า “เพราะตัวเล็กแถมยังผอมเลยโดนหาเรื่องประจำทั้งที่อยากจะอยู่คนเดียว เลยมีวิธีเดียวที่จะกันไม่ให้คนมายุ่มย่าม”“ทำไมถึงอยากอยู่คนเดียวเหรอ?”“...”เด็กหนุ่มไม่รู้คำตอบเหมือนกัน เขาแค่ชอบการอยู่คนเดียวมากกว่าการสุงสิงเป็นหมู่คณะ เขาอึดอัดเวลาต้องตีหน้าเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์เวลาอยู่กับคนอื่น สุดท้ายเลยเลิก เพราะยังไงอยู่คนเดียวก็สบายกว่า“ผิดเหรอที่ชอบอยู่คนเดียว?” เขาถามกลับห้วนๆ“ไม่หรอก บางทีฉันก็ชอบอยู่คนเดียว บางทีก็อยากอยู่กับคนอื่น”เด็กหนุ่มลอบมองสีหน้าอีกฝ่าย ริมฝีปากซีดขาวเหมือนวิญญาณกำลังยิ้มบางๆเด็กสาวที่เหมือนวิญญาณพูดต่อ“บางทีฉันก็กลัวที่จะเข้าหาคน เพราะรู้ว่าสุดท้ายฉันก็จะหายไปจากชีวิตพวกเขา ฉันแอบดูนายตอนคุยกับฟองจันทร์...ฉันคิดว่านายเองก็คงคิดอะไรคล้ายๆ ฉันอยู่ ว่าสุดท้ายคนพวกนี้ก็จะหายไปจากชีวิตนาย คนที่จำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้ก็จะมีแต่นายคนเดียว”“รู้ดีเหลือเกิน” โอปอลแค่นหัวเราะ ไลลาห่อตัว“ขอโทษ...”“ฉันไม่ได้ว่าเธอ”“ก็นายทำหน้าเหมือน...”“หน้าฉันก็เป็นอย่างนี้ตลอด”ความเงียบชวนอึดอัดโรยตัว“นายไม่เหมือนอันธพาลเลย”“แล้วอันธพาลในความคิดเธอคือ?”“นั่นสินะ ชอบเบ่งไปทั่วละมั้ง แล้วก็ต้องกินเหล้าสูบบุหรี่ กลิ่นตัวแปลกๆ ชอบทำเสียงแหบๆ สักเต็มตัว แล้วก็ใส่ยีนขาดๆ”ไอ้สูบบุหรี่นี่เขาเห็นบ่อยอยู่หรอก... แต่กลิ่นตัวแปลกๆ นี่คือ...?“คือว่านะ แค่ไม่อยากเชื่อนิดหน่อยน่ะว่านายเป็นนักเลงที่สู้กับคนอื่น ฉันเคยเห็นนักเลงตัวผอมๆ มาแล้วแต่นายดูไม่เหมือนคนที่จะรังแกคนอื่นเลย แถมดูไม่เหมือนจะชอบสู้ด้วย”“อยากลอง?”“แต่ฉันยังไม่เคยต่อยใครเลยนะ”“นั่นมันวิธีปฏิเสธแบบไหนกัน...” เด็กหนุ่มเอามือก่ายหน้าผาก “ฉันเรียนป้องกันตัวแต่เด็ก ไม่ใช่ศิลปะป้องกันตัวแต่เป็นวิธีการป้องกันตัวจริงๆ คงเพราะพ่อแม่ฉันชอบห่วงอะไรไม่เข้าเรื่อง กลัวว่าฉันดูคล้ายผู้หญิงแล้วจะโดนรังแก แถมย่านที่ฉันอยู่ก็ใช่ว่าจะดี...”รู้ตัวอีกทีเขาก็หลุดปากพูดเรื่องตัวเองเสียยาว โอปอลเงียบทันทีเมื่อเห็นว่าเด็กสาวยื่นตัวมาข้างหน้า ตั้งใจฟังเต็มที่“...ตอนเด็กฉันโดนรังแกบ่อย พอโตขึ้นเลยเป็นฝ่ายรังแกบ้าง แต่ฉันไม่เคยลืมความเจ็บปวดของการเป็นเบี้ยล่างหรอก ที่ฉันทำได้แค่ดูๆ ไม่ให้พวกสถุลในโรงเรียนทำอะไรเลยเถิด”“ฮีโร่สีเทาสินะ สุดยอดเลย ขอจับมือหน่อยสิ”“ถ้าฉันจับมือเธอ ฉันจะโดนเด้งออกนอกเกมไม่ใช่เหรอ?”“จริงสินะ...”ยิ่งคุย ออร่าความเป็นสาวปริศนาของไลลาก็เริ่มจางหาย ตอนนี้เธอเหมือนเด็กสาวป่วยระยะสุดท้ายนิสัยบ๊องๆ คนหนึ่งมากกว่า“ทำไมถึงต้องมีระบบแบบนั้น? เธอเป็นอะไร...ไม่สิ เป็นใครกันแน่?”“ฉันคือไลลา”คำตอบเดิม“อา ตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว นายต้องกลับบ้าน” เธอพูดโดยไม่ต้องดูนาฬิกา “เจอกันพรุ่งนี้...พรุ่งนี้ของฉัน วันนี้ของนาย”พูดจบเธอก็หายตัวไป ไม่ได้สลายหรือจาง แต่หายวับไปเหมือนถูกลบโอปอลจ้องเก้าอี้ว่างเปล่าบนดาดฟ้าโล่งโจ้ง“นายบอกให้ฉันเชื่อฟีลลิ่ง...” เขาพูดกับความว่างเปล่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกว่ายัยนี่ซ่อนอะไรไว้...อาจจะเป็นความลับที่นายอยากรู้ก็ได้ อัศวิน...”