อาเธอร์พุ่งตัวข้าหาก็อบลินพร้อมทั้งตวัดดาบเข้าใส่ก็อบลินตัวหนึ่งที่ถือมีด แต่ทว่าก็อบลินตัวนั้นมีความว่องไวเป็อย่างมาก ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้มันะโถอยหลังอย่างฉบับไว
ทันใดนั้นเองก็อบลินอีกตัวหนึ่งที่ถือหอกก็พุ่งหอกแทงสวนเข้าใส่อาเธอร์อย่างรวดเร็วมันคือการโจมตีประสานของพวกก๊อบลิน
สัตว์อสูรที่ชื่อว่าก็อบลินนั้นแม้จะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับ1 แต่มันก็มีความฉลาดเป็อย่างมาก การต่อสู้เป็ฝูงนั่นถือเป็ความได้เปรียบของพวกก็อบลิน
ขณะที่หอกของก๊อบลินแทงเข้ามานั้น อาเธอร์ได้ยกดาบในมือป้องกันการโจมตีอย่างทันท่วงที
เช้ง!
เสียงการปะทะของอาวุธดังขึ้นอย่างดุเดือดไม่น่าเชื่อเด็กชายที่อยู่ในวัย 10 ปีจะสามารถรับมือสัตว์อสูรที่โจมตีเป็กลุ่มเช่นนี้ได้
ดูเหมือนว่าข่าวลือเื่พร์ในการใช้ดาบของอาเธอร์จึงไม่ใช่เื่ที่กล่าวขึ้นมาเล่นๆเขานั้นเป็ผู้มีฝีมือดาบอย่างแท้จริง
จากการปะทะกับสัตว์อสูรเหล่านี้อาเธอร์ไม่มีท่าทีที่จะล่าถอยเลยแม้แต่น้อยเขาก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใด ทหารหารที่ถูกส่งมาคุ้มกันนั้นเพียงเฝ้าดูเช่นเดียวกับเมอร์ลิน
อาเธอร์พุ่งสวนเข้าไปตวัดดาบฟันเข้าหน้าท้องก็อบลินที่ถือหอกจนเืของมันพุ่งพรวดออกมาจนล้มลง
"ตรงนี้อันตรายรีบไปหลบที่รถม้าของข้า"
อาเธอร์กล่าวต่อเด็กสาวผู้โชคร้าย แม้เด็กสาวจะมีท่าทีที่รนรานแต่ก็เชื่อฟังสั่งของอาเธอร์เธอวิ่งอย่างกระเสือกกระสนตรงมายังรถม้าที่เมอร์ลินนั่งอยู่
เมอร์ลินลงจากรถม้าเพื่อประคองรับเด็กสาวตามหน้าที่พร้อมกับพาเธอขึ้นไปพักบนรถม้า แต่เด็กสาวมีท่าทีกังวลเพียงเล็กน้อยเพราะเธอยังห่วงเด็กชายที่เป็ผู้กล้า
เมอร์ลินมองท่าทางนั้นอย่างรู้ความหมายและเอ่ย
“ไม่ต้องเป็ห่วง เขาสามารถรับมือได้”
เมอร์ลินกล่าวเพื่อให้เธอคลายความกังวลใจ แต่ดูเหมือนว่าเมอร์ลินนั้นจะทำเกินหน้าที่
สีหน้าของเด็กสาวนั้นแสดงไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดเด็กสาวชักสีหน้าแต่เธอก็ยอมขึ้นไปนั่งบนรถม้าโดยดี
ฐานะของเมอร์ลินในตอนนั้นเป็เพียงผู้รับใช้เมื่อดูจากการแต่งตัวของเด็กสาวแล้วดูเหมือนว่าครอบครัวของเธอนั้นจะมีฐานะอยู่ไม่น้อยใจความสำคัญคือเธอรังเกียจที่จะพูดคุยกับคนรับใช้อย่างเขา
เมื่ออาเธอร์จัดการก็อบลินถือหอกลงได้แล้วพลันก็อบลินอีก 3 ตัวก็ถอยหลังออกไปอย่างฉับไวนี่เป็ท่าทีที่สร้างความน่าสงสัย
แต่มันก็ไม่ปล่อยให้อาเธอร์แคลงใจได้นาน ลูกะเิสีดำเมี้ยมถูกโยนมายังอาเธอร์ในทันทีด้วยประสาทััอันฉับไวของอาเธอร์ เขาจึงได้ร่ายเวทย์บทหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
เวทย์บทนั้นคือบทเวทย์ของธาตุดิน
เมื่อบทเวทย์เบื้องต้นถูกร่ายออกมา พลันตรงหน้าของอาเธอร์ก็ปรากฏม่านพลังสีน้ำตาลขึ้นลักษณะเป็เกร็ดงูโปร่งใส รูปร่างคล้ายดังกระดองเต่า
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นจนแสบแก้วหู พื้นที่บริเวณนั้นตลบอบอวนไปด้วยฝุ่นควันและยังไม่ทันที่ฝุ่นควันจะจางหาย อาเธอร์ก็ร่ายคาถาอีกบทหนึ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
ซูม!
ทันใดนั้นร่างของอาเธอร์ก็ปรากฏออร่าสีน้ำตาลแผ่พุ่งออกมาฝุ่นควันที่ฟุ้งอยู่นั้นพลันจางหายอย่างฉับไว
เมื่ออาเธอร์ขยับร่างกายของเขาอีกครั้ง ทั้งพลังและความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นพริบตาเดียวร่างของเขาก็ไปปรากฏยังด้านหน้าของก็อบลินตัวหนึ่ง
ฉวบ!
ดาบของอาเธอร์แทงทะลุก็อบลินตัวนั้นอย่างมิดด้าม ยังไม่จบเมื่อถอนดาบออกจากร่างก็อบลินตัวนั้นแล้ว
ฉับ! ฉับ!
มือของก็อบลินถือดาบที่อยู่ด้านข้างก็ถูกตัดออกอย่างรวดเร็วอาเธอร์พุ่งเข้าประชิดตัวก็อบลินตัวนั้นพร้อมใช้ดาบตวัดหัวของมันออกมาอย่างฉับไว
หันมามองก็อบลินอีกตัวหนึ่งที่เหลืออยู่ ปรากฏว่ามันได้วิ่งหนีไปอีกฝั่งหนึ่งแล้ว
แน่นอนว่าอาเธอร์ไม่ยอมปล่อยก๊อบลินตัวนั้นให้เล็ดลอดไปได้ดาบถูกง้างออกไปอย่างสุดแขน
อาเธอร์ขว้างดาบนั้นออกไปอย่างสุดแรง
สวบ!
ดาบของอาเธอร์พุ่งแทงทะลุเข้าที่ร่างของก็อบลินตัวนั้นจนล้มลง
ในที่สุดอาเธอร์ก็สามารถจัดการฝูงก๊อบลินจนเสร็จสิ้นเขาจึงเดินเข้าไปดึงดาบของเขาที่ปักอยู่ร่างก็อบลินที่ล้มลงตัวนั้นออกมา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำการฆ่าสัตว์อสูร เด็กน้อยนำผ้าเช็ดหน้าที่พกไว้ออกมาพร้อมกับเช็ดคราบเืของศัตรูที่ติดอยู่บนดาบอย่างชำนาญ
ในสายตาของเมอร์ลินนั้นเด็กคนนี้ถือว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย สิ่งที่เรียกว่าเวทมนต์นั้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับเมอร์ลินไม่น้อย
เวทมนต์สามารถเสริมความสามารถของการต่อสู้ออกมาได้เกินขีดจำกัดของมนุษย์ทั้งการทนทานต่อการะเิ ทั้งเพิ่มพลังและความรวดเร็วในการโจมตีอย่างฉับพลันสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้
แม้แต่เด็กน้อยอย่างอาเธอร์ที่ยังเป็ผู้ฝึกหัดยังร้ายกาจขนาดนี้หากเป็ผู้ที่มีพลังเวทย์ที่มีอำนาจสูงกว่านี้จะร้ายกาจขนาดไหน
เมอร์ลินในตอนนี้ที่อยู่ในระดับ 2ขั้นรวบรวมลมปราณ จากการสังเกตการต่อสู้เมื่อครู่ หากเขาจำเป็ต้องประมือกับเด็กน้อยผู้นี้ไม่แน่ว่าเขาจะเอาชัยอย่างง่ายดายได้
เด็กน้อยอาเธอร์นั้นสมแล้วกับการเป็ผู้ที่ถูกตั้งเป็ความหวังของอาณาจักรอารากอน
สิ่งที่เรียกว่าเวทย์มนต์นั้นมีอำนาจที่โกงความสามารถของมนุษย์เพียงแค่เรียกใช้โดยการร่ายบทเวทย์ก็สามารถหยิบยืมพลังของธรรมชาติที่ทรงพลังมาใช้ได้แล้ว
เมื่อเทียบกับการฝึกตนบำเพ็ญเพียรหรือการฝึกตนด้านต่อสู้แล้วการใช้เวทย์มนต์นั้นถือว่าสะดวกสบายกว่าเป็หลายเท่า
ฝีมือของอาเธอร์ในตอนนี้นั้น หากเขาสามารถบรรลุระดับสามของขั้นรวบรวมปราณได้เขาก็จะเพิ่มพูนความความเร็วขึ้นมาหลายเท่าตัว เพียงเท่านั้นเขาคงพอรับมือได้อาเธอร์ได้อยู่บ้าง
เมอร์ลินทำการเปรียบเทียบศาสตร์ในการต่อสู้ทั้งสองอย่าง
แต่หากเมอร์ลินต้องรับมือกับผู้ใช้เวทย์มนต์ที่มีระดับสูงกว่านี้ไม่แน่ว่าเขาอาจจะพ่ายแพ้เป็ได้ดังนั้นแล้วภายใน 3 ปีนี้เขาจะต้องบรรลุให้ถึงขั้นก่อลำต้นให้ได้จากนั้นเขาก็จะได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งเวทย์มนต์เพื่อเสริมความสามารถให้กับเขา
หากเป็การบ่มเพาะในอดีตเขาคงไม่จำเป็ต้องวิตกขนาดนี้ เพราะในอดีตนั้นมีทั้งสมุนไพรเพิ่มพลังปราณเซียน อีกทั้งยังมีอาวุธไสยเวทย์ที่ซึ่งสามารถนำมาใช้การได้
ถึงแม้จะอยู่ในระดับ 2ขั้นรวบรวมปราณ แต่หากได้ใช้อาวุธไสยเวทย์ใช้ควบคู่ด้วยกันแล้วผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับต้นคงไม่ใช่คู่มือของเขา
ในยามนี้เขาไม่อาจสร้างอาวุธไสยเวทย์ได้เพราะเขายังไม่รู้ว่าวัตถุดิบในภพภูมินี้มีคุณสมบัติเป็อย่างไร
แต่เขาเชื่อว่าในดินแดนแห่งนี้คงไม่มีสมุนไพรหรือสิ่งที่จะสามารถเพิ่มพลังปราณเซียนได้นั่นเป็เพราะดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าเวทมนต์
หากจะกล่าวถึงการสร้างอาวุธไสยเวทย์ในตอนนี้ตัวเขาเองก็ยังมีระดับต่ำต้อยเกินไปจึงไม่อาจสร้างอาวุธไสยเวทย์ได้ แต่ถึงจะมีโชคสร้างมันได้สำเร็จอาวุธไสยเวทย์ชิ้นนั้นคงไม่ต่างกับขยะชิ้นหนึ่งเพราะมันถูกสร้างโดยผู้มีพลังแค่ขั้นรวบรวมรวมปราณเท่านั้น
หากจะสร้างคุณสมบัติแบบพอใช้ได้ก็จำเป็ต้องอยู่ในขั้นก่อลำต้นหรือจะสร้างคุณสมบัติแบบดีอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในขั้นแตกหน่อ ซึ่งเขาในยามนี้ไม่สามารถทำได้
อาเธอร์เมื่อกำจัดฝูงก็อบลินเสร็จสิ้นแล้วเขาก็เริ่มกระทำบางสิ่ง เขาใช้ดาบฟันฉับเข้าไปยังกลางหน้าอกของก๊อบลินแล้วก้มลงไปใช้มือดึงสิ่งของบางสิ่งออกจากศพก็อบลิน
สิ่งนั้นคือ "จิตเวทย์"
จิตเวทย์นั้นถูกติดตั้งอยู่ในตำแหน่งหัวใจของสัตว์อสูรจิตเวทย์นั้นคือวัตถุที่มีพลังเวทย์บรรจุอยู่ในนั้น
มนุษย์สามารถนำจิตเวทย์ไปบรรจุในอาวุธหรือทำการดูดพลังเวทย์จากจิตเวทย์เพื่อเพิ่มการบ่มเพาะขอบเขตพลังเวทย์ของตนได้
ทั้งนี้พลังของจิตเวทย์นั้นสามารถแบ่งออกได้หลายระดับโดยที่จิตเวทย์แต่ละชิ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรยิ่งสัตว์อสูรแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ จิตเวทย์ที่ได้มานั้นก็จะยิ่งทรงพลังมากเท่านั้นจิตเวทย์จึงเป็สิ่งมีค่าสำหรับในดินแดนนี้
โดยที่การจัดลำดับของสัตว์อสูรนั้นจะจัดแบ่งไล่ไปตามระดับความสามารถ10 ระดับ โดยที่ในแต่ละระดับนั้นจะสอดคล้องกับความสามารถของมนุษย์
ระดับ 1นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นผู้ฝึกหัด
ระดับ 2นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นผู้ใช้เวทย์
ระดับ 3นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นนักเวทย์
ระดับ 4นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นนักรบเวทย์ (ชั้นต้น)
ระดับ 5นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นนักรบเวทย์ (ชั้นปลาย)
ระดับ 6นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นจอมเวทย์ (ชั้นต้น)
ระดับ 7นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นจอมเวทย์ (ชั้นกลาง)
ระดับ 8 นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นจอมเวทย์(ชั้นปลาย)
ระดับ 9นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นมหาจอมเวทย์
ระดับ 10นั้นเทียบเท่ากับพลังของขั้นจักรพรรดิเวทย์
เหตุที่ได้มีการแบ่งระดับ 4 - 8เป็ชั้นย่อยๆ นั้นเป็เพราะผู้ใช้เวทมนต์ที่จะมีความสามารถฝึกฝนให้ไปถึงขั้นในระดับสูงๆนั้นหาได้ยาก
สัตว์อสูรยิ่งมีระดับสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหาพบได้ยากมากขึ้นเท่านั้นพวกมันจึงถูกจัดระดับชั้นที่แยกย่อยออกมา
ส่วนสัตว์อสูรระดับ 9 – 10 พวกมันยิ่งถือว่าจัดเป็สัตว์อสูรในระดับตำนานก็ว่าได้ ในหลายร้อยปีมานี้แทบจะไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็นพวกมัน
อาเธอร์จัดการเก็บจิตเวทย์ของก๊อบลินซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับ1 ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินกลับไปยังรถม้าของเขาเพื่อเดินทางต่อไป
"ไปต่อได้แล้ว เ้าหัวขี้เลื่อย" อาเธอร์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจ
เมอร์ลินเมื่อได้ยินดังเขาไม่ได้เอยคำใดออกมา เขาควบรถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบตามคำสั่งของเด็กน้อย
ภายในรถม้าอาเธอร์มองไปยังเด็กสาวและเอ่ยถาม
"เ้าเป็ใครทำไมถึงได้ถูกฝูงก็อบลินทำร้าย" เด็กหนุ่มหน้าตาดีเอ่ยถามสาวน้อยผู้โชคร้าย
เด็กสาวสบตามอง แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนไหวแม้เธอจะไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้คือใคร แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาและการแสดงออกเขานั้นต้องเป็ชนชั้นสูงคนหนึ่ง
"ข้าชื่อเลนาร์ด เอมิเรีย พ่อของข้าเป็พ่อค้าเมืองพอนที่อยู่ข้างๆนี้ ข้ากำลังเดินทางไปเข้าร่วมสอบเข้าเรียนโรงเรียนเวทย์วอเดอร์เซี่ยน ระหว่างทางรถม้าของข้าถูกฝูงก็อบลินโจมตีคนติดตามทั้งหมดถูกพวกมันฆ่าเหลือเพียงแต่ข้าที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด"
กล่าวจบสาวน้อยผู้นี้ก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสารรถม้าเคลื่อนผ่านจุดที่ถูกก๊อบลินโจมตี อาเธอร์ได้แหวกม่านหน้าต่างออกและมองไปยังด้านหลังเขาพบศพของคนตายเกลือนกราดอยู่บริเวณรถนั้น
"อย่าเสียใจไปเลย ข้าเองก็กำลังจะเดินทางไปที่โรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเช่นกันหากไม่รังเกียจเ้าสามารถเดินทางไปกับข้าได้" อาเธอร์กล่าวปลอบใจพร้อมเอื้อมมือของเขาไปกุมมือสาวน้อย
เมอร์ลินเมื่อได้ยินบทพูดของคนในรถม้าก็อดที่จะมองเข้าไปไม่ได้พลันเขาดันไปสบตากับอาเธอร์ที่จ้องเขม่นมายังเขาเข้าพอดี
อาเธอร์ทำปากขมุบขมิบพร้อมกับแสดงสีหน้าที่จริงจังจนเมอร์ลินจับใจความที่ส่งมาได้ว่า
-มองทำไม หันกลับไปเดี๋ยวนี้-
เมื่อเข้าใจความ้าของผู้เป็นายเมอร์ลินจึงหันกลับไปทำหน้าที่ของเขาทันที
“หึ!เ้าเด็กน้อยผู้นี้ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมในการเกี้ยวสาว เพียงอายุแค่ 10ขวบปียังแสดงออกซึ่งลวดลายถึงเพียงนี้หากเติบโตยิ่งกว่านี้มิสร้างฮาเร็มขึ้นมาเชียวหรือ?” เมอร์ลินคิดในใจ