เปลือกตาของหยางเถาอวี้ขยับวูบไหวทันทีที่นางลืมตาตื่น ได้ยินเสียงรุ่ยเอ๋อและทีเจวันดังขึ้นข้างตัวแทบจะพร้อมกัน
“นายหญิง/เ้านาย”
“ท่านไม่ได้สติไปถึงสามวันสามคืนทำเอาข้าใแทบตายแล้ว” รุ่ยเอ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าไม่เป็ไรแต่ข้าหลับไปถึงสามวันเชียวเหรอ” หยางเถาอวี้มีอาการมึนงงเล็กน้อยนางเพิ่งได้รับการถ่ายทอดคัมภีร์เล่มโตมาหัวสมองรู้สึกราวกับถูกใครจับนุ่นยัดเข้าไปจนอัดแน่นเสียแทบปริก็มิปาน
“เกิดอะไรขึ้นเ้าคะนายหญิงเมื่อนายหญิงสิ้นสติไป ข้ารู้ว่านายหญิงตกอยู่ในห้วงมายาอย่างหนึ่งแต่ไม่อาจติดต่อกับนายหญิงได้เลย” รุ่ยเอ๋อเอ่ยถาม
“ผมก็ติดต่อกับเ้านายไม่ได้เลยราวกับถูกตัดสัญญาณเชื่อมต่อแหนะครับ” ทีเจวันรายงาน
“ข้าหลงอยู่ในค่ายกลมายาตรึงจิตที่ผูกไว้กับแก่นหินแปรปรวนของซ่างเสินเจิ้นหรง...”หยางเถาอวี้ชำเลืองมองไปทางแก่นหินแปรปรวนทีหนึ่งจากนั้นบอกเล่าเื่ราวทั้งหมดที่นางได้เผชิญมา
“์คุ้มครองโดยแท้นับเป็โชคดีในคราวเคราะห์นะเ้าคะนายหญิง หากท่านไม่สามารถแก้ค่ายกลมายาตรึงจิตได้ท่านก็คงต้องหลงอยู่ในนั้นไปจนตาย ทว่าเวลานี้กลับได้คัมภีร์วิเศษอย่างคัมภีร์ค่ายกลเฉียนคุน”รุ่ยเอ๋ออุทานเมื่อได้ฟังเื่ราวทุกอย่างั้แ่ต้นจนจบ
“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดเพราะค่ายกลมายาตรึงจิตเป็ค่ายกลที่เล่นงานจิตใจโดยเฉพาะ ยากจะแก้ไขด้วยวิชาคำนวณหากข้าไม่บังเอิญเคยศึกษาเคล็ดวิชาขั้นสูงเกี่ยวแก่จิตใจในโลกมนุษย์มาก่อนป่านนี้ก็คงยังหลงอยู่ในนั้น”
“เสียเวลามาหลายวันป่านนี้ท่านยายคงเป็ห่วงแย่พวกเรามาช่วยกันเก็บแก่นหินกับหินแปรปรวนทั้งหมดในถ้ำนี้กันเถอะ” นึกถึงสมบัติล้ำค่าตรงหน้าแล้วหยางเถาอวี้ก็ยิ้มจนตาหยีขณะลงมือกอบโกยทุกอย่างเข้าไปเก็บไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งบนูเาภายในมิติของรุ่ยเอ๋อพร้อมกับปลูกแก่นหินแปรปรวนไว้ในนั้นรุ่ยเอ๋อสร้างค่ายกลครอบคลุมพื้นที่รอบถ้ำแห่งนี้ไว้เพื่อมิให้หินแปรปรวนสร้างผลกระทบใดๆภายในมิติ
“เ้านายครับเมื่อไม่มีคลื่นรบกวนจากหินแปรปรวน ผมเริ่มััได้ถึงสิ่งมีชีวิตรอบๆบริเวณนี้นะครับ” ทีเจวันรายงานขณะที่หยางเถาอวี้เริ่มเดินทางกลับออกจากถ้ำ
หยางเถาอวี้หลับตาลงแผ่ััลมปราณออกไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบตามที่ทีเจวันบอก “จริงด้วยสิข้าก็รับรู้ได้ อีกหน่อยเราคงพบพวกสัตว์อสูรตามแนวผาแถวนี้มากขึ้นเมื่อไม่มีคลื่นความแปรปรวนไปรบกวนการดำรงชีวิตแล้วนี่พวกมันจะบุกข้ามพ้นแนวหน้าผาขึ้นไปรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านไม๊เนี่ยโดยเฉพาะบ้านเราซึ่งอยู่ติดแนวชายป่ามากกว่าใคร”
“ข้าไม่คิดว่าจะเป็เช่นนั้นนะเ้าคะปกติสัตว์อสูรมักอยู่แต่ในถิ่นของตน ไม่นิยมเข้าไปวุ่นวายกับพวกมนุษย์เว้นแต่ว่าจะมีคนไปรบกวนมันก่อน อีกอย่าง แนวเขานี้สูงชันยิ่งยากที่สัตว์อสูรทั่วไปจะปีนป่ายขึ้นไปถึง้า” รุ่ยเอ๋ออธิบาย
“แต่หากเป็สัตว์ปีกมันก็ไม่แน่ใช่ไหมข้าไม่อยากเป็ต้นเหตุของหายนะใดๆ” หยางเถาอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ
“เอางี้ ข้าจะเหลือแก่นหินกับหินแปรปรวนเอาไว้ส่วนหนึ่งอีกไม่นานมันก็จะงอกกลับขึ้นมา ทำแบบนี้จะไม่ทำลายสภาพแวดล้อมเดิมไม่ต้องกังวลว่าอีกหน่อยจะมีสัตว์อสูรโผล่ขึ้นไปรบกวนชาวบ้านทางผาเหยียบเมฆา ทีเจวันในระหว่างที่คลื่นความแปรปรวนอ่อนกำลังลง ยังสามารถสแกนเส้นทางได้นายก็รีบสแกนเส้นทางทำแผนที่ให้เรียบร้อยนะ”
“รับทราบครับผม” ใช้เวลาเพียงไม่นานทีเจวันก็สามารถบันทึกเส้นทางบินทั้งหมดในรัศมีที่เคยถูกคลื่นหินแปรปรวนรบกวนจนเสร็จ
“ขากลับพวกเราลองบินเรียดลงไปสำรวจแถวๆก้นหน้าผาดีหรือไม่ เวลานี้น่าจะยังไม่มีสัตว์อสูรดุร้ายใดๆเพราะพวกเราเพิ่งขนหินแปรปรวนไป” หยางเถาอวี้ชักชวนเมื่อเดินออกมาถึงปากถ้ำ
“รับทราบขอรับ” ทีเจวันตอบรับ
หลังจากที่บินออกจากลานหน้าถ้ำทีเจวันบินเรียดลงไปใกล้ก้นผาและใช้ความเร็วไม่มาก ค่อยๆสแกนบริเวณโดยรอบและได้พบพืชสมุนไพรพลังปราณมากมาย แม้จะเป็ระดับไม่สูงนักจึงชักชวนให้หยางเถาอวี้แวะเวียนลงไปเก็บมาปลูกไว้ในมิติของรุ่ยเอ๋อ
“คิดๆ แล้วก็ประหลาดดีนะ แนวหน้าผาแถบนี้ทำไมถึงมีของวิเศษเยอะจัง”หยางเถาอวี้ตั้งข้อสงสัย
“อาจเป็เพราะหินแปรปรวนก็ได้นะเ้าคะที่ทำให้ไม่มีมนุษย์หรือสัตว์อสูรเข้ามารุกล้ำพื้นที่บริเวณนี้จึงทำให้ของวิเศษต่างๆ ไม่ถูกรบกวน” รุ่ยเอ๋อออกความเห็น
เวลานี้ทีเจวันกำลังเริ่มไต่ระดับกลับขึ้นไปหาผาเหยียบเมฆา“ผมสแกนได้ถึงคลื่นพลังความร้อนที่แผ่ออกมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งในระยะสองร้อยเมตรข้างหน้าอีกอย่าง ผมว่าผมสแกนพบมนุษย์คนหนึ่งครับ” ทีเจวันส่งเสียงรายงานออกมาอีกครั้งหากเป็มนุษย์เขาคงต้องกำลังทำเสียงตื่นเต้นระคนแปลกใจแน่
“หืมพบมนุษย์ที่แนวหน้าผาเนี่ยนะ เป็ไปได้ยังไงพวกเรามาสำรวจไม่ใช่จะแค่ครั้งสองครั้ง ไม่เห็นเคยสแกนเจอ”หยางเถาอวี้รีบตั้งสมาธิแผ่พลังปราณตรวจสอบดูและััได้ถึงคลื่นพลังปราณร้อนแรงกับคลื่นพลังปราณอ่อนๆสายหนึ่งจริง เมื่อประเมินจากความหนาแน่นของพลังปราณแล้วคาดว่าบุคคลผู้นั้นคงมีพลังปราณไม่เกินขั้นปฐมไม่น่าจะเป็อันตรายต่อพวกตน
“คงเกิดจากอิทธิพลของหินแปรปรวนที่ทำให้ระบบสแกนคลาดเคลื่อนนะครับ”เมื่อหาสาเหตุอื่นไม่เจอก็ได้แต่สรุปด้วยข้อสันนิษฐานเดิม
“เอายังไงดีเนี่ยเื่นี้ช่างกระตุกต่อมเผือกของข้าเสียจริง”หยางเถาอวี้ให้ทีเจวันชะลอตัวอยู่ตรงนี้ก่อนพึมพำอย่างลังเลใจ
“ต่อมเผือกคือสิ่งใดหรือเ้าคะนายหญิง”เสียงเ้าหนูจำไม1รุ่ยเอ๋อดังขึ้น
“อ่าเป็คำอุปมาอุปมัยว่าทำให้บังเกิดความสงสัย อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระของเราน่ะนะ”หยางเถาอวี้ตอบ
“อ๋อหมายถึงสอดรู้สอดเห็นใช่ไหมเ้าคะ”
“แหม ที่เ้าพูดมันฟังดูน่าเกลียดเกินไปหน่อยหรือไม่ข้าหรืออุตส่าห์สรรหาคำพูดสละสลวยมาอธิบายให้เ้าฟัง”หยางเถาอวี้กรอกตาค้อนควักตลบหนึ่งใส่รุ่ยเอ๋อที่ยิ้มแย้มเคยชินกับนิสัยของนาง
“เอาเถอะทีเจวันลองบินเข้าไปเหนือบริเวณนั้นดูซิ”
“รับทราบครับ”
“เอ๋อนั่นใช่ต้นปราณอัคคีหรือไม่ กำลังออกผลเสียด้วยนะเ้าคะ”รุ่ยเอ๋ออุทานขึ้นเมื่อยานทีเจวันบินเข้าไปลอยตัวอยู่เหนือจุดที่พบคลื่นพลังความร้อนกับคลื่นพลังปราณโดยเปิดระบบพลางตัวเบื้องล่างนั้นเป็ลานหินที่ยื่นออกมาจากผนังผาพร้อมกับมีโพรงถ้ำแห่งหนึ่ง ลานหินโล่งเตียนปราศจากหญ้าแม้สักต้นแต่กลับปรากฏต้นไม้ขนาดใหญ่สูงร่วมสิบหมี่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปโดยรอบ ลำต้นมีสีน้ำตาลไหม้ ใบของมันเป็สีแดงอ่อนดกหนาตลอดทั้งต้นในขณะที่ผลของมันมีสีแดงจัด มองจากที่ไกลๆ ดูเหมือนมีเปลวไฟสีแดงอ่อนเต้นระยิบห่อหุ้มอยู่
“หากต้นปราณอัคคีนี้ไปเติบโตอยู่จุดอื่นคงต้องมีสัตว์อสูรระดับสามเฝ้าอยู่แน่นอนเ้าค่ะ” รุ่ยเอ๋ออธิบาย
“ข้าเคยอ่านเจอในบันทึกกล่าวกันว่าผลของต้นปราณอัคคีนี้มีสรรพคุณทางยาเป็เลิศพลังธาตุที่สะสมอยู่ในผลของมันยังช่วยส่งเสริมผู้ที่ฝึกปราณธาตุอัคคีได้เป็อย่างดีจัดเป็ผลไม้พลังปราณที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง” หยางเถาอวี้ทบทวนความทรงจำ
“อืมมนุษย์คนนั้นอยู่ในถ้ำข้างล่างนั่น หรือเขาจะลงมาเก็บผลปราณอัคคี”หยางเถาอวี้ตั้งสมมติฐาน “ทีเจวันลดรูปเถอะ ข้าจะลงไปดูเสียหน่อย”สิ้นเสียงสั่งการ ทีเจวันลดรูปกลับไปเป็กำไลข้อมือ
หยางเถาอวี้โคจรเคล็ดวิชาซ่อนแสงในเงามืดเพื่อปกปิดพลังปราณและลบกลิ่นอายของตนเตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วนางเร้นกายย่องเข้าไปในถ้ำอย่างช้าๆ ถ้ำแห่งนี้ไม่ลึกนักเพียงเว้าเข้ามาจากผนังผาราวแปดเก้าหมี่เท่านั้น เมื่อสายตาเริ่มคุ้นชินกับแสงสว่างที่ส่องย้อนมาจากด้านหลังนางมองเห็นเงาร่างรางๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่ด้านในเสื้อผ้าของเขาเก่าขาดมอซอ เนื้อตัวมอมแมมเปื้อนฝุ่นราวกับไม่ได้อาบน้ำมาแรมปี ในร่างมีพลังลมปราณไหลเวียนอยู่แต่กลับไม่เป็ระบบระเบียบคล้ายไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน ท่าทางไม่เหมือนนักล่าอสูรหรือนักเก็บสมุนไพรที่ไต่หน้าผาลงมาเก็บผลปราณอัคคีดังที่คาดเดาไว้ในตอนแรกวินาทีนั้นนางบังเกิดความสงสัยบางอย่างแว่บขึ้นมาในใจ
“อะแฮ่ม” หยางเถาอวี้ยังคงปิดบังกลิ่นอายและลมปราณของตนอยู่เพียงคลายการกำบังตนเอง นางกระแอมไอเบาๆ เป็การเรียกเด็กหนุ่มผู้นั้นให้รู้สึกตัว
ได้ยินเสียงดังเกิดขึ้นอย่างกะทันหันแทบประชิดตัวเด็กหนุ่มผู้นั้นสะดุ้งใลุกขึ้นมานั่งยองในท่วงท่าเตรียมพร้อมทันที มือข้างหนึ่งฉวยคว้าท่อนไม้ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาถือกุมครั้นเมื่อสายตามองเห็นตัวต้นเสียงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ห่างจากตนออกไปราวสามสี่หมี่แววตาของเขาพลันฉายความรู้สึกแปลกใจแฝงความดีใจ
“จะ เ้าเป็ใคร”แม่นางน้อยที่จู่ๆ ก็โผล่มายืนอยู่เบื้องหน้าตนผู้นี้มีรูปโฉมงดงามนัก เขาเกือบคิดว่านางเป็เทพธิดาที่จำแลงกายมาเพื่อช่วยเหลือตามคำอธิษฐานทุกเช้าค่ำของตน
“ข้าชื่อหยางเถาอวี้ แล้วเ้าล่ะ”หยางเถาอวี้แนะนำตัวพร้อมเอ่ยถามบ้าง
“ขะ ข้าชื่อจางเหยา”เด็กหนุ่มตอบ
‘โป๊ะเชะทำไมข้าแทงหวยไม่แม่นเยี่ยงนี้’ได้ยินคำตอบ หยางเถาอวี่สบถในใจ สีหน้าฉายแววยินดีเล็กน้อยแต่ยังซักไซ้เพิ่มเติม“เ้าอยู่ที่นี่คนเดียวหรือ แล้วเ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ข้าอยู่ที่นี่คนเดียว เมื่อหนึ่งปีก่อนข้าตกลงมาจากบริเวณใกล้ๆผาเหยียบเมฆา โชคดีที่ตกใส่ต้นไม้สีแดงที่หน้าถ้ำนั่นจึงรอดตายมาได้แต่ข้าไร้ความสามารถ จนปัญญาที่จะปีนกลับขึ้นไป” จางเหยาตอบ
“แล้วเ้าอยู่รอดมาถึงวันนี้ได้อย่างไรบนนี้ไม่เห็นมีอาหารสักอย่าง”
“่ที่ข้าตกลงมาต้นไม้สีแดงนั่นกำลังออกผลพอดี ตอนแรกข้าก็ไม่กล้ากินเปลวไฟสีแดงเพลิงนั่นแลดูน่ากลัวนัก ต่อมาข้าทนความหิวไม่ไหวสุดท้ายจึงตัดสินใจหาวิธีเพื่อที่จะเด็ดมันลงมาข้าทดลองโดยการหักกิ่งของมันมาเขี่ยจนผลๆ หนึ่งหลุดตกลงมา กิ่งของมันเองไม่ไหม้เปลวไฟนั่นข้าจึงลองเอามือแตะมันดู วินาทีนั้นข้ายังจำได้ดี เปลวไฟที่เห็นนั้นไม่ร้อนเลยแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นวาบ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจเสี่ยง ไหนๆ กลับขึ้นไปไม่ได้ถ้าไม่ทำอะไรก็ต้องตายอยู่ดี ข้ากัดผลไม้เพลิงนั่นและกลืนลงคอไป ใครจะรู้เมื่อกลืนมันลงไปถึงท้อง ข้ารู้สึกร้อนวาบราวกับท้องไส้ถูกแผดเผา ข้าอดทนต่อความเ็ปอยู่ได้ไม่นานจนสิ้นสติไปเวลานั้นข้าคิดว่าตนเองต้องตายแน่ๆ แล้ว ไม่รู้ว่าสลบไปกี่วันกี่คืนตื่นขึ้นมาอีกทีข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานมากมายที่เอ่อล้นอยู่ในตัว ฮ่าๆข้านั่งหัวเราะกับตัวเองราวกับคนบ้า ข้ายังไม่ตายๆ” จางเหยาเล่าอย่างออกรส เขาไม่ได้คุยกับผู้คนมาปีเศษเวลานี้จิตใจเต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย คาดหวังว่าแม่นางน้อยตรงหน้าคงมีวิธีที่จะช่วยให้ตนได้กลับขึ้นไปข้างบนได้กลับบ้าน ทำให้บังเกิดความร่าเริงใจอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานปี
“แล้วเป็ยังไงต่อ”หยางเถาอวี้รบเร้าด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มแก่
“จากนั้นข้าก็เลยทดลองกัดผลเพลิงนั่นลงไปอีกคำครั้งนี้อาการปวดท้องยังคงมีอยู่ แต่ข้ารู้สึกได้ว่ามันไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ผ่านไปวันเศษข้าก็หายปวดท้องข้าทำเช่นนี้จนกระทั่งสามารถกินมันเข้าไปได้เป็ปกติสงสัยว่าร่างกายข้าคงเคยชินกับมันแล้ว”
“ข้าคิดว่ามันคงเป็ต้นไม้วิเศษเพราะผลๆหนึ่งของมันทำให้ข้าอิ่มไปได้เป็เดือน จึงทำให้ข้าอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้”
“ต้นไม้หน้าถ้ำนั้นคือต้นปราณอัคคีเป็ต้นไม้พลังปราณระดับสามคนทั่วไปเช่นเ้ากินเข้าไปแล้วไม่ตายถือว่าเป็เื่ที่น่าอัศจรรย์มากทีเดียวเลยรู้ไหม”หยางเถาอวี้อธิบาย
“ต้นไม้พลังปราณระดับสามเชียวหรือ”จางเหยาทำหน้าครุ่นคิด “หากเป็ต้นไม้พลังปราณระดับสามจริงเหตุใดจึงไม่มีสัตว์อสูรมากินมันบ้างเลยเล่า”
“เข้าป่าอย่าถามหาเสือท่านเคยได้ยินหรือไม่” หยางเถาอวี้เบะปากพร้อมบ่นด้วยพลังยุทธ์ระดับมัฐฌิมตอนปลายของนางในเวลานี้ แม้มิใช่ไก่กาหากมีสัตว์อสูรระดับสามสักตัวโผลออกมาก็ยังไม่เหลือกำลังแต่ประสบการณ์การต่อสู้ของนางนับว่าน้อยนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตนเป็คนกลัวเืขืนมีสัตว์อสูรโผล่ออกมาจริงๆ จะทำเช่นไร
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระมังข้าติดอยู่ที่นี่มาเป็ปี เคยเห็นอสูรนกบินโฉบเข้ามาบ้างแต่ทุกครั้งพวกมันก็จะบินจากไปเอง” จางเหยาคัดค้าน
‘นั่นก็เพราะมีเหตุน่ะสิมันคงถูกพลังของหินแปรปรวนรบกวนจนมึนงง ถึงได้บินหนีไป’ หยางเถาอวี้คิดในใจแต่มิได้เถียงออกมา
“ช่างดีจริงๆแล้วเ้าเป็คนที่ไหนเหรอ” หยางเถาอวี้ถามต่อ
“ข้าเป็คนหมู่บ้านหนิวอำเภอตงอวิ๋น แล้วเ้าล่ะ ตอนแรกที่ข้าเห็นเ้า ข้านึกว่าเ้าเป็เทพธิดาเสียอีก”จางเหยากล่าวพลางหน้าขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อยพลาง
หยางเถาอวี้คลี่ยิ้มอ่อนหวานเวลานี้นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าก็คือหลานชายที่หายสาบสูญไปของยายจางนางรู้สึกดีใจแทนยายจางยิ่ง
“เ้าคือหลานชายของท่านยายจางซิ่วิใช่หรือไม่”
“เ้ารู้จักท่านยายด้วยหรือ”จางเหยาทำหน้าตื่นเต้นเป็ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบของวันนี้
“เวลานี้ข้าอาศัยอยู่กับท่าน”หยางเถาอวี้เฉลยตามจริง จ้องมองจางเหยาที่อ้าปากค้างจนคางแทบหลุด
“ข้า...ข้าไม่รู้จะพูดอะไรดีแล้ว ช่างดีเหลือเกิน ช่างดียิ่งนัก ได้ยินเช่นนี้แปลว่าท่านยายยังสบายดีอยู่” หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ จางเหยาพึมพำซ้ำไปซ้ำมาครู่หนึ่งเมื่อได้ยินหยางเถาอวี้บอก
“แล้ว...เ้ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าเ้าก็ตกลงมาจากหน้าผาด้วย” เขาพลันนึกถึงความเป็ไปได้อย่างหนึ่งซึ่งทำให้ความดีใจก่อนหน้านี้ดับวูบลงและแทนที่ด้วยความใแทบจะทันที
-----
เ้าหนูจำไม1:หมายถึงคนช่างซักถาม (อิ๊กคิวซัง)