บทที่ 29 หัวใจพอใจย่อมดี
"ไม่ว่าจะเป็ดาบเหล็กหรือดาบไม้ ขอเพียงถูกใจข้าก็นับว่าดี" พูดจบกู้หนิงอันมองไปทางช่างไม้จ้าวแล้วถามด้วยรอยยิ้ม "ไม่ทราบว่าช่างไม้จ้าวพอจะทำดาบไม้ให้ข้าได้หรือไม่"
"ได้ หรือ ไม่ได้ อย่างนั้นหรือ?" ช่างไม้จ้าวลากเสียงยาว เบ้าตาที่ลึกโบ๋ของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที "ตราบใดที่เป็สิ่งที่ทำจากไม้ได้ ก็ไม่มีอะไรที่ร้านช่างไม้ตระกูลจ้าวของข้าทำไม่ได้ทั้งนั้น!"
"ดี!" กู้หนิงอันตบมือหนึ่งครั้ง "งั้นเื่นี้ก็ต้องฝากไว้กับท่านแล้ว"
"เอ่อ..." ช่างไม้จ้าวรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาจ้องมองกู้หนิงอันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตอบรับ "ได้ งั้นขอให้คุณชายเลือกไม้ที่ถูกใจก่อนเถิด"
เมื่อได้ยินดังนั้นกู้หนิงอันก็ชี้ไปที่มุมร้านในทันที "ข้า้าไม้ท่อนนั้น"
ตามทิศทางที่เขาชี้ไป มีท่อนไม้กลมท่อนหนึ่งตั้งอยู่ที่โคนกำแพง ท่อนไม้กลมนั้นมีสีดำสนิทไปทั้งลำต้น บนผิวของมันมีลายเส้นคล้ายกับรอยไหม้อยู่หลายจุด เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ยังคงได้กลิ่นไหม้อ่อน ๆ ลอยออกมา
"ที่ท่านพูดถึงคือ ท่อนไม้ที่ตั้งอยู่ที่มุมกำแพงนั่นหรือ?" ช่างไม้จ้าวคิดว่าตนเองมองผิดทิศทาง จึงเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
กู้หนิงอันพยักหน้ายืนยัน "ใช่แล้ว"
หลังจากได้รับคำตอบ ช่างไม้จ้าวมุมปากกระตุกเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "ท่านอาจารย์กู้ ไม่เป็ไรหรอก ท่านลองดูไม้กองที่อยู่ข้าง ๆ นั่นดีไหม... ทั้งไม้แดง ไม้หอม หรือไม้หวงฮวาลี่ ล้วนเป็ไม้เนื้อดีทั้งนั้น..."
กู้หนิงอันโบกมือพลางกล่าวปฏิเสธ "ข้าจะเอาท่อนนั้นแหละ... ดูจากวงปีที่ปรากฏตรงรอยตัด น่าจะเป็ต้นไม้เก่าแก่อายุร้อยปีเชียวนะ"
"ท่าน ท่านไม่คิดทบทวนอีกสักหน่อยหรือ?" ช่างไม้จ้าวชี้ไปที่ท่อนไม้ดำท่อนนั้นพลางพูดอย่างจริงจัง "พูดตามตรง ท่อนไม้นั่นมาจากต้นหลิวร้อยปีก็จริง แต่มันโดนฟ้าผ่าจนไฟไหม้ไปแล้ว ใช้เป็ไม้ทำเครื่องเรือนธรรมดาไม่ได้แล้ว ข้าเก็บมันกลับมาก็แค่คิดจะเอาไว้ใช้เป็ฟืนเท่านั้นเอง..."
กู้หนิงอันยิ้มพลางพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ "ข้างนอกไหม้ดำ แต่ข้างในยังดีอยู่ก็พอแล้ว"
เมื่อเห็นว่ากู้หนิงอันยืนกรานจะเอา ‘ฟืน’ ท่อนนี้ให้ได้ ช่างไม้จ้าวก็ไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมอีก เขาเพียงแค่พยักหน้าตอบรับ
"ได้ แต่ถ้าเมื่อถึงเวลาที่ทำออกมาแล้ว ดาบมันเกิดเปราะหักง่ายเหมือนกิ่งไม้แห้ง มันไม่เกี่ยวกับฝีมือของข้าแน่นอน ช่างฝีมือที่เก่งกาจเพียงใดก็ยากที่จะหุงข้าวให้อร่อยได้หากขาดข้าวสารที่ดี..."
กู้หนิงอันโบกมือ "ทำด้วยความสบายใจเถิด ข้าไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลเช่นนั้น"
"มีคำพูดของท่านเช่นนี้ ข้าก็วางใจได้แล้ว" ช่างไม้จ้าวถอนหายใจยาว แล้วพูดต่อว่า "ไม้นั้นข้าไม่คิดค่าใช้จ่ายหรอก เพราะมันเป็เพียงสิ่งที่ข้าเก็บมาได้... ส่วนค่าแรงในการทำดาบรวมกับตะเกียบไม้เ่าั้ ข้าขอเรียกเก็บจากท่านสองตำลึงเงิน เป็อย่างไร?"
"ตกลง" กู้หนิงอันพลิกฝ่ามือ วางเงินสองตำลึงลงบนแผ่นไม้ตรงหน้า แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "เมื่อทำเสร็จแล้ว แค่บอกข้าสักคำก็พอ"
ช่างไม้จ้าวก้าวไปข้างหน้าหยิบเงินขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักเล็กน้อย แล้วยิ้มพลางกล่าวถาม "ท่านอาจารย์กู้มีความ้าเกี่ยวกับรูปแบบหรือลวดลายบนใบดาบบ้างหรือไม่?"
กู้หนิงอันโบกมือปฏิเสธ "ไม่จำเป็ต้องมีลวดลายหรอก ขอให้มันเรียบง่ายที่สุดก็พอแล้ว"
"ได้เลย พอข้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะนำไปส่งให้ท่านถึงที่เรือนเอง"
กู้หนิงอันประสานมือขอบคุณ "ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนช่างไม้จ้าวแล้ว"
"ไม่เป็ไรหรอก" ช่างไม้จ้าวชี้ไปที่เงินในมือตัวเอง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก เงินสองตำลึงนี้ก็ถือว่าข้าได้กำไรมาไม่น้อยแล้ว"
กู้หนิงอันยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี "หวังว่าต่อไปท่านคงจะไม่พร่ำบ่นเื่เงินสองตำลึงนี้อีกแล้วนะ?"
ช่างไม้จ้าวหน้าแดงขึ้นมาทันที เขาพยายามลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน "แน่นอนว่าข้าจะไม่พร่ำบ่นเื่นี้อีกแล้ว"
"ข้าไปก่อนละ" ทิ้งคำพูดสั้น ๆ ไว้เพียงเท่านั้น กู้หนิงอันก็หมุนตัวเดินออกจากร้านไป ช่างไม้จ้าวเดินตามไปส่งที่หน้าประตูอยู่พักหนึ่ง หลังจากกลับเข้ามาในร้าน เขาก็พบว่าบนแผ่นไม้ของตนมีโถกระเบื้องใบเล็กวางอยู่ตอนไหนก็ไม่รู้
ช่างไม้จ้าวหยิบโถกระเบื้องใบนั้นขึ้นมาแล้วรีบวิ่งออกจากร้านไป เขาะโเรียกกู้หนิงอันที่เดินอยู่สุดปลายถนน "ท่านอาจารย์กู้ ท่านทำโถกระเบื้องหล่นไว้หรือเปล่า?"
"ไม่ได้พบกันนาน ข้าขอเชิญท่านดื่มชาสักถ้วยเถิด" เสียงอันแ่เบาของกู้หนิงอันลอยมาตามสายลมอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ช่างไม้จ้าวถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเปล่งเสียงตอบกลับไปอย่างดังฟังชัด "ขอบคุณท่านมากจริง ๆ!"
ณ ที่ไกลออกไป ร่างของกู้หนิงอันค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปทีละน้อย และหายลับไปจากสายตาของช่างไม้จ้าวในที่สุด...
ช่างไม้จ้าวนำโถดินเผาในมือมาลองดมกลิ่นดู แม้ว่าฝาจะยังไม่ได้เปิดออก เขาก็ยังได้กลิ่นหอมของใบชาที่ลอยมาจาง ๆ
"เพียงแค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่านี่เป็ชาชั้นดี!" ช่างไม้จ้าวมองเงินสองตำลึงในมือซ้าย แล้วเหลือบมองโถชาในมือขวา เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
"เซียนหรือ... แม้จะเป็เซียนแต่ก็ยังมีหัวใจเหมือนคนทั่วไป ไม่ได้ก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกิน"
ยามเที่ยงวัน เป็่ที่แสงแดดแผดเผารุนแรงที่สุด ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ริมถนน มีคนแก่จำนวนไม่น้อยมานั่งล้อมวงพูดคุยและเดินหมากกัน
กู้หนิงอันในชุดยาวสีขาวภายใต้แสงแดดจ้า ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็พิเศษ หลายคนที่มองเห็นเขาต่างพากันซุบซิบว่า "หนุ่มหน้าตาดีคนนี้เป็ใครกันนะ หน้าตาดูแปลกไป ไม่เหมือนคนแถวนี้เลย"
กู้หนิงอันเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน แต่คนที่เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากับการแต่งกายแบบนี้ของเขาก็มีอยู่บ้าง เพราะในอำเภอเล่อเซียงแห่งนี้แม้จะไม่ใหญ่นักแต่ก็ไม่เล็กเกินไป หากมีเื่ประหลาดเกิดขึ้น
โดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวข้องกับเทพและภูตผี ย่อมกระจายข่าวไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่รู้เื่เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ และชอบนินทา ต่างก็พากันตั้งฉายาแปลก ๆ มากมายให้กับเขา...
หลายครั้งที่พวกเขากำลังนินทากันอย่างสนุกปาก พอเห็นกู้หนิงอันเดินเข้ามาใกล้ ก็พากันหุบปากฉับพลัน พร้อมกับก้มมองพื้นอย่างเก้อเขิน รอให้เขาเดินห่างออกไปก่อนแล้วจึงเริ่มนินทากันต่อ
แต่ประเด็นที่ชาวบ้านซุบซิบกันก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก กู้หนิงอันจึงคิดว่าเป็เพียงเื่ปกติของมนุษย์ ดังนั้นแม้จะได้ยินเื่พวกนั้นเข้าหู เขาก็เพียงแค่ยิ้มให้พวกเขา และทำเป็ไม่ได้ยินเสียเท่านั้น
เมื่อเดินผ่านตรอกแคบ ๆ และเลี้ยวออกมาเพื่อลัดทางกลับบ้าน กู้หนิงอันก็มองเห็นป้ายผ้าใบ ‘ร้านซุปแกะของสกุลซุน’ กำลังพลิ้วไหวตามลมอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
ยายซุนกำลังเก็บกวาดโต๊ะไม้ข้าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว บนใบหน้าของนางมีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่
กู้หนิงอันรีบเดินไปที่หน้าแผงลอยแล้วถามด้วยรอยยิ้ม "ยายซุน ข้าไม่เห็นท่านออกมาตั้งร้านตั้งสองวันแล้ว"
ยายซุนที่กำลังถือชามและตะเกียบอยู่เงยหน้าขึ้นมอง ในดวงตาของนางฉายแววสับสนและมึนงง "ท่านคือใครอย่างนั้นหรือ?"
ดูเหมือนว่านางกำลังจะลืมตัวตนของเขาอีกแล้ว... กู้หนิงอันหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะพูดว่า "ข้าคือกู้หนิงอัน นับว่าเป็ลูกค้าเก่าแก่ของท่านคนหนึ่งเลยทีเดียว"
"กู้หนิงอัน..." ยายซุนพึมพำชื่อนั้นซ้ำ ๆ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นในใจ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนางก็สั่นไหวอย่างรุนแรง "ท่านอาจารย์กู้ ท่านคือท่านอาจารย์กู้ที่อาศัยอยู่ที่เรือนน้อยอันซือคนนั้นเอง!"
"โอ้พระเ้าช่วย! ผ่านไปตั้งกี่ปีแล้วนี่ ท่านไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว!"
"ท่านอาจารย์กู้ หลายปีมานี้ท่านหายไปอยู่ที่ไหนมาหรือ? ไปสอบชิงตำแหน่งขุนนางมาหรือเปล่า?"
เมื่อเห็นว่ายายซุนลืมเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่กลับจดจำตัวตนของเขาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนได้อย่างแม่นยำ
กู้หนิงอันก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที เขาเร่งใช้พลังวิเศษปกคลุมดวงตาแล้วพิจารณาดวงิญญา์ โลก และมนุษย์ของยายซุนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในยามนี้ ดวงิญญา์และดวงิญญามนุษย์ของยายซุนกำลังปั่นป่วนวุ่นวายไม่หยุด มีเพียงดวงิญญาโลกเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในสภาพขุ่นมัว และดูเหมือนจะมืดหม่นยิ่งกว่าเดิม
พลังอันขุ่นมัวจากดวงิญญา์ไหลลงสู่ดวงิญญาโลก ทำให้ความทรงจำในอดีตหวนกลับคืนมาอย่างชัดเจน ส่วนความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่กลับถูกลืมเลือนไปได้ง่ายขึ้น
เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุแล้ว กู้หนิงอันจึงยิ้มตอบไปว่า
"หลายปีมานี้ข้าได้ออกเดินทางไปเห็นโลกกว้างในยุทธภพ เดินจนเริ่มเหนื่อยและดูจนเริ่มล้า ข้าจึงนึกถึงซุปแกะรสเลิศของท่านขึ้นมา และนั่นคือเหตุผลที่ข้ากลับมาที่นี่..."