ครึ่งชั่วโมงต่อมาทนายหลิวจากฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็เดินทางมาถึง
เขาฟังคำบอกเล่าลำดับเหตุการณ์จากสวีเหรินคร่าวๆเมื่อฟังจบก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร เพียงแค่เหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อแวบหนึ่ง
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะคุยด้วยทั้งสองจึงเลี่ยงไปคุยกันตามลำพัง
“ประธานจี้ครับ เรื่องสวีเหรินคนนี้...”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีว่าเขาต้องการจะพูดอะไรจึงเอ่ยตัดบท “เขาไม่มีทางขโมยของแน่เรื่องนี้ผมรับประกันได้”
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” ทนายหลิวพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้สถานการณ์ที่แย่ที่สุดคืออาจารย์ที่ปรึกษาของสวีเหรินโยนความผิดเรื่องของหายในบ้านมาให้เขาแต่คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรีบส่งคนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหมู่บ้านทันที”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีว่าคดีแบบนี้สำหรับทนายหลิวแล้วถือเป็นเรื่องเล็กๆเขาจึงเอ่ยเตือน “เรื่องใส่ร้ายน่ะจัดการง่ายแต่ผมคาดว่าจุดประสงค์ของอาจารย์คนนั้นคือต้องการขโมยผลงานวิจัยของสวีเหริน”
“ท่านประธานหมายความว่า...”
“คุณอย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปหาเหตุผลอื่นส่งอาจารย์คนนั้นเข้าไปนอนในคุกก่อนก็แล้วกัน”
ทนายหลิวเข้าใจทันทีว่าทำไมเรื่องเล็กแค่นี้ถึงต้องเรียกเขามาด้วยตัวเองเขาจึงยิ้มบาง “ผมเข้าใจความหมายของคุณแล้วครับ”
เมื่อคุยธุระเสร็จทนายหลิวก็เดินไปหาสวีเหริน “คุณสวีครับเราออกเดินทางกันเลยเถอะครับ”
สวีเหรินมองจี้ทิงด้วยดวงตาแดงก่ำจี้ทิงจึงเอ่ยขึ้น “วางใจเถอะเรื่องพวกนี้จี้เยี่ยนจื๋อไว้ใจได้อยู่แล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงทันควันทนายหลิวกระแอมไอแก้เก้อ “พวกเราไปกันเถอะครับ”
สวีเหรินเดินตามทั้งสองคนออกไปจี้ทิงยืนส่งเขาอยู่ที่หน้าประตูจนขึ้นรถไปทันใดนั้นจี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นายเป็นห่วงสวีเหรินจริงๆ หรือกลัวว่าถ้าเขาออกมาไม่ได้แล้วจะไม่มีใครช่วยลู่เหยียนชูกันแน่”
จี้ทิงหันหน้ากลับมามองเขาอยู่สองสามวินาที “พี่ต่างหากที่เป็นห่วงลู่เหยียนชู”
“ฉันเนี่ยนะห่วงมัน?!”
จี้ทิงนึกว่าเขาละอายใจจนไม่กล้ายอมรับจึงเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องห่วงหรอกสวีเหรินส่งโปรแกรมดักฟังที่ทำเสร็จมาให้ผมแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่งแววตาฉายความประหลาดใจ “สวีเหรินทำเสร็จแล้วเหรอ?”
โปรแกรมดักฟังโทรจันไม่ใช่ผักปลาในซูเปอร์มาร์เก็ตที่จะเสกขึ้นมาได้ง่ายๆไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเร็วเลย เมื่อกี้สวีเหรินเพิ่งบอกอยู่หยกๆว่าเมื่อคืนวานยุ่งอยู่กับการช่วยอาจารย์จัดเตรียมเอกสารแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเขียนโปรแกรมกัน
จี้ทิงรู้ว่าเขาต้องสงสัยจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ฝีมือของคนสร้างแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งน่ะ”
ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อเผยอออกเล็กน้อยก่อนจะขบกรามแน่น หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง“เรื่องที่ให้เจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งทำโปรแกรมดักฟังโทรจันนั่นใครเป็นคนตัดสินใจกัน?”
จี้ทิงคำนึงถึงว่าไม่อยากให้สวีเหรินต้องรับเคราะห์จึงตอบไปตามตรง “ผมเอง”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนมีเสียงปืนปล่อยตัวดังขึ้นข้างหูโทสะของเขาพลุ่งพล่านออกมาในทันที “นายกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องของลู่เหยียนชูไปรบกวนเขานายรู้ไหมว่าคนคนนี้สำคัญกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่ขนาดไหนขนาดฉันยังหาทางติดต่อเขาไม่ได้ แต่นายกลับกล้าดีไปออกคำสั่งใช้งานเขาเนี่ยนะ?”
จี้ทิงอึ้งไปเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องโมโหขนาดนี้ “เขาก็แค่สร้างแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งขึ้นมาเองแถมยังเป็นแค่ของที่ยังไม่สมบูรณ์...”
“นายจะไปรู้อะไร! คำว่า ‘ก็แค่’ งั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งพูดยิ่งโมโหจนเผลอเอ่ยคำทำร้ายจิตใจออกมา “ไอ้ขยะอย่างนายทั้งชีวิตจะมีปัญญาทำประโยชน์ได้เท่าเส้นผมเส้นเดียวของเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้!”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆเขาไม่ได้โกรธ เพียงแต่รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ :[จี้เยี่ยนจื๋อเหมือนกำลังด่าฉันอยู่เลย แต่เขาก็ชื่นชมฉันเกินจริงไปด้วย]
ชื่นชม?จี้เยี่ยนจื๋อแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหกับตรรกะอันพิลึกพิลั่นนี้เมื่อก่อนแค่โง่ แต่ตอนนี้ถึงขั้นฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้วหรือ?
จี้ทิงเห็นเขาโกรธจนใบหูแดงก่ำจึงเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วพี่จะดูโปรแกรมดักฟังนี่ไหมล่ะถ้าไม่ดู...”
“ดู!” ทำไมจะไม่ดูล่ะอย่างน้อยคนคนนั้นก็นับว่าเป็นเครือข่ายเส้นสายของเขานะ
อดไม่ได้ที่จะขยับมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มผลก็คือมันไปกระตุกต่อมโมโหของจี้เยี่ยนจื๋อเข้าอีกระลอก“นายยิ้มอะไร?”
“เปล่าครับ”
[แค่รู้สึกว่าคนปากไม่ตรงกับใจนี่แปลกดี เพิ่งจะทะเลาะกันเสร็จแท้ๆพริบตาเดียวก็ทำตัวเป็นเด็กหิวข้าวอยากกินโน่นกินนี่ขึ้นมาซะอย่างนั้น]
โดยไม่ทันได้ตั้งตัวท้ายทอยของจี้ทิงก็ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าจับเอาไว้
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเห็นเพียงจี้เยี่ยนจื๋อที่ก้มมองลงมาด้วยสายตามาดร้าย“เจ้าหูน้อยจี้ [1] นายอยากโดนดีอีกใช่ไหม?”
เขาสะดุดใจกับคำเรียกขานนั้นแต่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเพียงแต่ถามกลับ “เจ้าหูน้อยจี้?”
“ทำไม?” จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงน้ำเสียงเปี่ยมด้วยการประชดประชัน “นายเรียกฉันว่าแทสเมเนียนได้แล้วทำไมฉันจะเรียกนายว่าเจ้าหูน้อยจี้ไม่ได้ล่ะ”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง“ก็ได้ครับ”
ในเมื่อเขาตั้งฉายาให้จี้เยี่ยนจื๋ออีกฝ่ายย่อมตั้งฉายาให้เขาได้เหมือนกัน แบบนี้ถึงจะยุติธรรม
ในสายตาของจี้เยี่ยนจื๋อจี้ทิงมีดวงตาที่กลมโตเป็นประกายราวกับเม็ดองุ่นดูเหมือนลูกกวางที่ถูกนายพรานจับตัวไว้ ทั้งไร้เดียงสาและบริสุทธิ์
เขาเบือนหน้าหนีพร้อมส่งเสียง‘ฮึ’ ในลำคอ ก่อนจะปล่อยมือ “ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อตาใสใส่ฉัน ฉันไม่หลงกลนายหรอก”
จี้ทิงงุนงง“ทำหน้าซื่ออะไร...”
ยังพูดไม่ทันจบจี้เยี่ยนจื๋อก็หันหลังเดินตรงไปที่ลิฟต์ “ขึ้นไปข้างบนซะ”
เมื่อทั้งคู่มาถึงห้องของจี้ทิงจี้เยี่ยนจื๋อก็สอดส่ายสายตาไปรอบโต๊ะ “โน้ตบุ๊กนายล่ะ?”
“อยู่ในห้องเกมครับ”
“แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่บอก?”
“ก็พี่บอกเองว่าจะขึ้นข้างบนนี่ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าสักวันเขาคงต้องประสาทกินแน่ๆเขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “ไปห้องเกมของนายซะ”
“ไม่ต้องดูในโน้ตบุ๊กหรอกครับ” จี้ทิงหยิบแฟลชไดรฟ์อันหนึ่งออกมาส่งให้“โปรแกรมดักฟังอยู่ในนี้ครับ”
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าวันนี้จี้เยี่ยนจื๋ออยู่บ้านเขาและสวีเหรินคงไม่สะดวกที่จะเข้าไปในห้องเกม จึงได้คัดลอกไฟล์ลงในนี้ไว้ก่อน
จี้เยี่ยนจื๋อรับไปพลางกังวลว่าไฟล์ที่จี้ทิงคัดลอกมาจะมีปัญหาอะไรหรือไม่“โปรแกรมต้นฉบับยังอยู่ในโน้ตบุ๊กของนายใช่ไหม?”
“ครับ”
“เดี๋ยวส่งให้ฉันด้วย”
พูดจบจี้เยี่ยนจื๋อก็ถือแฟลชไดรฟ์เดินจากไป
เขาลงไปที่ห้องทำงานชั้นล่างและส่งโปรแกรมดักฟังไปให้วังปินที่ห้องแล็บสื่อสารของกลุ่มบริษัทเพื่อให้อีกฝ่ายทำการทดสอบดูหลายๆ รอบ
ไม่ใช่ว่าเขาเคลือบแคลงในความสามารถของคนคนนั้นแต่ในเมื่อมันถูกสร้างขึ้นในเวลาอันสั้นขนาดนี้ รอบคอบไว้หน่อยย่อมไม่เสียหาย
ผ่านไปชั่วโมงเศษ
ในขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะออกจากบ้านวังปินก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี
“ผลการทดสอบโปรแกรมดักฟังเป็นยังไงบ้าง?”
น้ำเสียงของวังปินฟังดูแปร่งๆ“ประธานจี้ โปรแกรมนี้ใครเป็นคนทำครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ตอบตรงๆ“ทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ?”
“เมื่อกี้ตอนทดสอบ ผมลองใส่คำสั่งมาโครเข้าไปตามความเคยชินน่ะครับ” วังปินผ่อนลมหายใจออกมา ท่าทางพยายามบังคับความตื่นเต้นไว้อย่างเต็มที่แต่น้ำเสียงยังคงสั่นเครือ “ผมพบว่าโปรแกรมชุดนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเมื่อคืนและใช้เวลาในการเขียนโปรแกรมทั้งหมดเพียงสี่สิบสามนาทีคุณรู้ไหมครับว่ามันหมายความว่ายังไง?”
จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่างหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น “ว่าไง?”
“มันหมายความว่าในห้องแล็บของอีกฝ่ายต้องมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์และประสิทธิภาพการทำงานของมันก็ย่อมเหนือกว่าเซินหลาน [2] ของบริษัทเราเสียอีกครับ”
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้“เหนือกว่าเซินหลาน คุณแน่ใจเหรอ?”
“ถึงผมจะกล้าเอาหัวเป็นประกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสเป็นไปได้ก็สูงถึงเก้าส่วนเลยครับ”
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าวังปินไม่ใช่คนที่จะพูดจาโอ้อวดเกินจริงแต่เขาก็ยังอดใจสั่นกับคำพูดนั้นไม่ได้เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะเหนือกว่าเซินหลานนั้นจะพบเห็นได้ก็เพียงแต่ในห้องแล็บของกองทัพหรือหน่วยงานรัฐบาลเท่านั้น
เชิงอรรถ
[1]หู ในที่นี้สื่อถึงความดื้อรั้นที่ชอบทำเป็นหูทวนลม
[2]เซินหราน หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Deep Blue คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยบริษัท IBM ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเล่นหมากรุกในปี 1997 Deep Blue สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะ GarryKasparov แชมป์โลกหมากรุกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตอนนั้นได้ภายใต้เงื่อนไขเวลามาตรฐาน