เวลาผ่านไปแล้วหลายชั่วยาม และถึงแม้จะทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้วก็ตาม แต่หญิงสาวจากอนาคตยังคงมึนงงสับสนกับบรรยากาศโบราณ ๆ รอบตัวอยู่ บวกกับยาที่เริ่มหมดฤทธิ์จึงทำให้เธอเริ่มปวดบริเวณาแฉกรรจ์ตรงหน้าผากอีกครั้ง
“ตอนนี้กี่โมงแล้วค่ะ…เอ่อ…ฉัน…ข้าหมายถึงตอนนี้เป็ยามใดแล้ว” ลินินตะกุกตะกักพูดยังไม่คล่องปากกับสำนวนจีนโบราณเช่นนี้
“ตอนนี้ยามจื่อแล้วเ้าค่ะคุณหนู” จิ่วซินบอกเมื่อประคองให้นายสาวลุกจากเตียงเดินมาตรงเก้าอี้ไม้ตรงริมห้องด้านนอก
“ยามจื่อ…อ๋อ่ห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน”
“คุณหนูพูดว่าอะไรนะเ้าค่ะ ข้าฟังไม่ถนัด”
“เปล่าจ้ะเปล่า” ลินินรีบปฏิเสธ เพราะไม่้าให้คนอื่นสงสัยไปมากกว่านี้ ตอนนี้เธอตกอยู่ในที่นั่งลำบากห่างไกลทั้งครอบครัว และบ้านเกิดเมืองนอน…ไกลเสียยิ่งกว่าตอนได้ทุนมาเรียนแพทย์ที่ปักกิ่งเสียอีก ฉะนั้นเธอจะให้ใครสงสัยไม่ได้ว่าเธอคือจงหลีชุนตัวปลอม เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว หากโดนจับได้หรือถูกสงสัยขึ้นมา การใช้ชีวิตในอดีตเช่นนี้คงเป็เื่ลำบากอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญเธอคงไม่มีโอกาสสืบหาต้นสายปลายเหตุของความมหัศจรรย์ครั้งนี้
หากเธอรู้สาเหตุทั้งหมด…ไม่แน่ว่าลินินอาจหาหนทางเพื่อเดินทางกลับสู่โลกปัจจุบันได้อีกครั้ง
ป่านนี้ไม่รู้ว่าพ่อจะรู้หรือยังว่าเธอต้องระหกระเหินเร่ร่อนมาไกลขนาดนี้ ถ้ารู้แล้วพ่อจะทุกข์ใจขนาดไหนนะ เมื่อคิดถึง ‘พ่อ’ ผู้ชายที่รักเธอมากที่สุดและเป็ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ น้ำตาก็รื้นขึ้นมาคลอ
“คุณหนูเป็อะไรหรือเ้าค่ะ เจ็บแผลเหรอ ให้ข้าออกไปต้มยาให้มั้ย?”
ลินินหันมองเด็กหญิงนามจิ่วซิน คน ๆ เดียวที่เธอรู้จักของโลกอดีตในตอนนี้ น้ำเสียงซึ่งแสดงถึงความห่วงใยอย่างจริงใจใสซื่อนั้นทำให้เธอยิ้มออกมาได้นิดนึง อย่างน้อยการมีจิ่วซินอยู่เคียงข้างได้สร้างความอุ่นใจให้เกิดขึ้นได้บ้าง จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวเพียงลำพังในโลกที่เธอแทบไม่รู้จักใครเลยเวลานี้
“ฉัน…เอ่อ…ข้าคิดถึงพ่อน่ะ”
“โถ…คุณหนู” จิ่วซินรินน้ำชาให้แล้วพูดเพื่อปลอบใจต่อว่า “ทันทีที่รู้ว่าคุณหนูปลอดภัยแล้ว นายท่านก็รีบเข้าวังไปรักษาท่านอ๋องั้แ่บ่าย กว่าจะกลับก็คงรุ่งเช้านั่นแหละเ้าค่ะ คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก”
ลินินยิ้มรับ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้แล้ว “ว่าแต่เื่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้ยังไงเหรอ ข้างงไปหมด?”
“คุณหนูหมายถึงเื่อะไรหรือเ้าคะ?”
“ก็ไอ้าแที่มันเกิดขึ้นตรงหน้าผากข้านี่ยังไง” เธอบอกพร้อมกับชี้ไปที่บริเวณหน้าผากของตัวเองที่ตอนนี้ถูกพันไว้ด้วยผ้าสีขาวแน่น
“ก็คุณหนูน่ะซีเ้าคะร้องขอตามนายท่านจะเข้าไปในวังหลวงให้ได้ แล้วไม่รู้ยังไงพลัดตกลงไปในสระน้ำ นี่ยังนับว่า์ยังเมตตานะเ้าคะที่ท่านอ๋องไปพบเข้าพอดี เลยะโลงไปช่วยคุณหนูไว้ได้ทัน”
“ท่านอ๋อง?”
“เ้าค่ะ…ก็ฉีซวนหวางอ๋อง คนที่คุณหนูแอบหลงรักมาั้แ่เด็ก ๆ ยังไงเ้าคะ คุณหนูจำได้เหรอ”
“เปล่า ๆ จำได้สิ คนรักทั้งคนทำไมจะจำไม่ได้” เธอหัวเราะแหะ ๆ กลบเกลื่อนรีบถามต่อไปว่า
“เ้าบอกว่าข้าจมน้ำ แล้วแผลที่หัวนี่แหละล่ะได้มาจากไหน?”
เด็กสาวส่ายหน้าดิก “ข้าก็ไม่รู้หรอกเ้าค่ะ ตอนนั้นนายท่านอุ้มคุณหนูเข้ามาในจวน เืเต็มตัวไปหมด ทุกคนใแทบสิ้นสติ พอนายท่านรักษาคุณหนูจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วนั่นแหละจึงรีบกลับเข้าไปในวังหลวงไปรักษาท่านอ๋อง”
“เขาเป็อะไร?” ลินินโผล่งถามออกไป แต่พอเห็นสีหน้าเหรอหราของผู้ฟังเธอจึงอธิบายต่อ
“ข้าหมายถึงท่านอ๋องน่ะ เขาป่วยเป็อะไรไหนว่าลงไปช่วยข้าที่สระน้ำไม่ใช่หรือ?”
“ก็เพราะช่วยคุณหนูนี่แหละเ้าค่ะ ที่ทำให้โรคประหลาดของท่านอ๋องกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง”
“โรคประหลาด? เ้าอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้มั้ยว่าท่านอ๋องป่วยเป็โรคอะไร สงสัยหัวข้าถูกกระทบกระเทือนเลยหลงลืมไป” หญิงสาวกลบเกลื่อน ลุ้นว่าจิ่วซินจะสงสัยอะไรหรือไม่ พอได้ยินเด็กสาวพยักหน้าจึงรู้สึกเบาใจขึ้น