**ก่อนจะเข้าไปอ่านต่อ ขอขายของแปบนะคะ
ร่วมพูดคุยกันได้ที่ Han Yu หานยวี่ / Meng Li Mao Hu เมิ่งลี่มาวหู น้า
ผลงานเื่อื่นๆ ของนักเขียน
แนวรักคอมเมดี้:
+รู้จักกับ 'หานอิงมี่' คุณหนูจอมแก่นที่ต้องถูกจับต่งงานกับคนที่เกลียดขี้หน้าอย่างท่านแม่ทัพ 'เซี่ยเฟยหง' ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] แต่งกับเ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเ้าเสียหน่อย!
+รู้จักกับพี่ชายคนโตตระกูลหาน ผู้ที่มีศักดิ์เป็พนักงานที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุดในวังหลวง 'หานิเทียน' และ 'จีลู่ฟาง' ฮูหยินตัวแสบ ---> [สามพี่น้องตระกูลหาน] สมรสพระราชทานบันดาลรัก
+รู้จักกับพี่ชายคนกลาง ผู้ที่สุดแสนจะเสเพลยิ่งกว่าน้องเขย 'หานิซาน' แต่กลับต้องมาเสียปณิธานที่ว่าจะไม่ยอมลงให้สตรีหน้าไหนให้แก่หัวหน้าโจรสาวอย่าง 'ซือซิง'
-----> [สามพี่น้องตระกูลหาน] หอบรักมาห่มใจแม่นางโจร
แนวรักดราม่า:
+้าเสพความหน่วงจาก 'เซียวหลินหลิง' สตรีที่เคยหลงรักในตัวของ 'ซือหยวนซา' คุณชายคนสุดท้องของสกุลและทนทำดีกับเขามาตลอดจนทนไม่ไหวเลยยื่นหนังสือหย่า ----> [สามบุพเพสกุลซือ] ทางใครทางมัน! เราหย่ากันแล้ว!
+ชอบแนวเต๊าะๆ เครียดๆ หวานเยอะสุดในซีรีส์สามบุพเพสกุลซือ ต้องคุณชายรอง 'ซือหยินซู' กับรัชทายาทมาร 'วั่งหลิวเหว่ย' เลยค่ะ
[สามบุพเพสกุลซือ] 18+แผนลับลวงใจ เสื้อแพรล่องหน (ของรัชทายาทมาร)
+้าอ่านแนวาสู้รบปรบมือ นางเอกเก่ง พบกับ 'จิวอวี้' และคุณชายใหญ่ 'ซือหยางซี' ได้ที่
---> [สามบุพเพสกุลซือ] บุปผาไร้งามกับกระบี่ไร้ใจ
+้าเสพความหน่วงระดับฮาร์ดคอร์ ขึ้นไปจุดสูงสุดแล้วปล่อยตัวตกลงมาดังตุบจากเกมส์กระดานแห่งความแค้น ของ 'ฉินซิ่นซื่อ' กับ 'ซู่ซู่'
----->หัวเราะทีหลังดังกว่า
้าเสพความหน่วงแบบจบง่ายไม่ต้องอ่านยาว
----->ห้วงมายา ปักษา ภารมย์
ขอให้มีความสุขและรอยยิ้มจากการอ่านเื่ต่อไปนี้น้า**
.
.
.
15
ทัศนาจรกรมต่างๆ
หลายสัปดาห์ต่อมาหลังจากการปฏิรูปวังหลัง...
“ข้าคิดว่าตัวเองควรไปดูการทำงานของกรมต่างๆ เสียหน่อย” ข้าพูดกับมี่เยี่ยนที่เดี๋ยวนี้เริ่มพูดคุยกับข้าโดยไม่ใช้าาศัพท์ได้อย่างสนิทใจ
ก็นะ ่นี้เข้าๆ ออกๆ วังหลังบ่อยเป็ว่าเล่น ถึงยัยวิกกี้เวอร์ชั่นเรียบร้อยจะไม่รักข้า ก็ยังมีสนมอีกมากมายที่พร้อมจะทอดกายถวายตัวให้ข้า อย่างจูเหม่ยเหริน เ้าของหน้าอกหน้าใจอันสะบึ้ม , อ้ายเป่าหลิน เ้าของออร่าสดใสน่ารักดุจสาวน้อยแรกแย้มทั้งที่อายุปาไปยี่สิบกว่าแล้ว , หวู่เจี๋ยยวี๋ ที่มีหน้าตาเหมือนนานา แฟนเก่าในภพที้แล้ว แถมยังทำอาหารอร่อยด้วย (นานาที่รัก ข้าโคตรดีใจที่เ้าข้ามภพมาอยู่กับข้า!) ฯลฯ ตอนนี้ขาดแอนนาเบล หลันหลาน รวิภา ครบแก๊ง
หากทำได้ ข้าคิดว่าพวกนางคงเอาตัวเองมาเสิร์ฟให้ถึงตำหนักข้าแล้วล่ะ
เออจริงๆ ก็อยากให้เป็งั้นนะ ี้เีเยื้องย่องยกย่างเท้าไปมา แต่ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวเคยตัว ไปๆ มาๆ รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็ต้าเทียนผู้อ้วนฉุ เพราะไม่ยอมเคลื่อนไหวร่างกาย
เพราะงั้นตอนนี้ข้าก็ควรกลับมาสนใจบ้านเมืองบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวิญญาต้าเทียนตัวจริงข้ามภพมาอีก ก็ไม่รู้จะตอบยังไง…
“อารมณ์ไหนอีกล่ะเนี่ย?” มี่เยี่ยนถามพลางหรี่ตา
“ก็แค่อยากไปเดินเล่น” วันๆ ว่าราชการก็ไม่เห็นได้ทำไรเลย นอกจากเซ็นอนุมัติฎีกานั่นนี่ อ้ายพวกกบฎก็ไม่ยอมโผล่หางออกมาซะที ทั้งที่ข้าก็ให้มี่เยี่ยนจัดสายสืบที่เขาบอกว่าไว้ใจได้ไปสืบข่าวแล้วแท้ๆ แต่ยังไม่พบอะไรคืบหน้า
ก่อนจะกล่าวว่า
“ไปกันเถอะ”
“ไปกัน”
ถ้าพูดถึงกรมในวังของข้านั้นแบ่งออกเป็สองฝ่ายคือทหารและฝ่ายพลเรือน โดยฝ่ายทหารก็จะเป็กรมกลาโหม ที่ทำหน้าที่คัดเลือกทหารแม่ทัพนายกอง และฝึกซ้อมออกศึก (อันนี้เคยไปแล้ว เห็นฝึกซ้อมยิงธนูขี่ม้ากันสนุกดี)
ส่วนฝ่ายพลเรือนได้แตกออกเป็ 5 กรมด้วยกัน
1.กรมขุนนาง ทำหน้าที่จัดสอบจอหงวนเพื่อคัดเลือกขุนนาง ปลด ย้ายขุนนาง (งานนี้มีใต้โต๊ะแหงๆ) อารมณ์เหมือนเป็แผนกบุคคลของบริษัท
2.กรมคลัง ทำหน้าที่เก็บภาษี บริหารทรัพย์สินส่วนแผ่นดิน เบิกงบประมาณนั่นนี่ส่งไปให้กรมต่างๆ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่บันทึกข้อมูลของราษฎรอีกด้วย (งานนี้คงมีคอรัปชั่น)
3.กรมโยธา ทำหน้าที่บูรณะเจดีย์อาศรม ถนนหนทาง (นี่ก็คงคอรัปชั่น)
4.กรมพิธีการ ทำหน้าที่ดูแลงานพระราชพิธีต่างๆ ในวัง ทั้งการบวงสรวง พิธีแต่งตั้งนั่นนี่นู่นโน่น รวมทั้งการคัดเลือกสนมนมเนย //นั่นมันขนม!
5.กรมยุติธรรม ทำหน้าที่ตรากฎหมาย และชำระคดีใหญ่ๆ รวมทั้งตรวจสอบความโปร่งใสของศาลย่อย
และกรมแรกที่โดนแจ็คพ็อตก็คือ...กรมขุนนาง! ที่มีใต้เท้าสุ่ยเป็เสนาบดีใหญ่
“ฝ่าาเสด็จจจจ” เสียงเจากงกงที่ลอยมา ทำให้ทุกคนรีบวางมือจากการทำงานของตนแล้วพากันมาถวายบังคม
“ถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” แหม ใต้เท้าสุ่ย ข้ารู้นะใจจริงเ้าอยากพูดว่า 'ลมอะไรหอบมา' ล่ะสิ
“ตามสบายเถิด เจิ้นแค่มาเดินเล่น เดี๋ยวก็ไปละ” ข้าตอบไปตามความจริง ก็ข้ามาเดินเล่นนี่
“พ่ะย่ะค่ะ...” ใต้เท้าสุ่ยรับคำ
แล้วข้าก็เดินไปโต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ที ดูเหล่าข้าราชการในชุดสีกรมท่ากำลังขะมักเขม้นอยู่กับงานของโต๊ะ
“ปีนี้มีขุนนางเข้าใหม่กี่คน?” ข้าถามขุนนางคนหนึ่งที่กำลังใช้พู่กันจุ่มหมึกสีดำเขียนอะไรสักอย่างลงบนผืนกระดาษ
“ทูลฝ่าา สองร้อยสี่สิบสี่คนพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ” แล้วข้าก็หันไปถามอีกคนที่กำลังฝนหมึก
“ปีนี้มีขุนนางได้เลื่อนยศกี่คน?”
“ทูลฝ่าา ร้อยสี่สิบเก้าคนพ่ะย่ะค่ะ”
“อือ” สมัยนั้นถือว่าเยอะหรือน้อยหว่า แล้วสมัยก่อนน่าจะมีการยัดใต้โต๊ะสินะ (มันก็มีทุกยุคทุกสมัยปะะะ) ต้องใช้เท่าไรกัน เห็นทีข้าต้องศึกษาเพิ่มมากกว่านี้เสียแล้ว...
และกรมต่อไปที่ข้าไปเยี่ยมคือกรมโกษาธิบดีหรือกรมคลัง! (ความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็มา55)
“ถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” คราวนี้ใต้เท้าหม่า ที่ดูอายุอานามก็น่าจะปาไปเจ็ดสิบเศษ (ถ้าเป็ยุคปัจจุบันเ้าต้องเกษียณไปละหรือเขาแค่หน้าาุโ) เอ่ย
“ถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” คนอื่นๆ ทำตาม
“ตามสบาย” ข้าตอบ
“นี่รายงานภาษีของเดือนนี้พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าหม่าผู้ที่ได้ข่าวว่าอายุอานามย่างเข้าเลขแปดแล้ว พูดพลางส่งม้วนกระดาษให้ข้า ช่างรู้หน้าที่ดีจริง
ข้าจึงกางมันออกซะตรงนั้นเลย แล้วก็ต้องช็อคเมื่อเห็นค่าภาษีที่ชาวบ้านตาดำๆ ต้องจ่าย อยู่นี่ไม่ว่ามีเงินน้อยหรือมากก็ต้องจ่ายภาษีด้วยกันทุกคน ถ้าไม่มีตังค์ก็ให้จ่ายเป็สิ่งของแทน...
ขืนเป็แบบนี้ต่อไปแย่แน่ ดีไม่ดีขาวบ้านคงมองว่าข้าเป็ทรราชย์อาจจะเกิดการปฏิวัตินอกเหนือจากส่งยัยสนมนั่นมาสังหารข้าก็ได้! ข้าต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ลิสต์ไว้ก่อนละกันว่านี่เป็ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้อย่างเร่งด่วน
“จะว่าไป...เจิ้นขอไปดูคลังอาวุธของราชวงศ์ได้หรือไม่” อยากเผือกอะว่ามีไรมั่ง น่าจะต้องติดต่อที่นี่ละมั้ง การคลังก็น่าจะการทรัพย์สินส่วนฮ่องเต้ด้วย
“ถ้าเื่คลังอาวุธต้องติดต่อเสนาบดีจางพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าหม่าเอ่ย เสนาบดีจางเหรอ... ก็พ่อใหญ่ที่เป่าซือฮ่องเต้ฝากฝังให้ดูแลต้าเทียนฮ่องเต้ไง... คนที่ตัวข้าในอดีตไม่ค่อยญาติดีด้วย
โอเค...ลิสต์เพิ่มอีกข้อ...ไปผูกมิตรกับพ่อใหญ่จาง
“อ้อเข้าใจแล้ว เจิ้นไปล่ะ” ข้าพูดแล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ท่ามกลางเสียงฝ่าาทรงพระเจริญไล่หลัง
จากนั้นข้าก็ทยอยไปเยี่ยมกรมนั้นกรมนี้จนเกือบครบ ได้ลิสต์ใหม่ๆ มาเพียบว่าข้าต้องหาวิธีปรับปรุงอะไรบ้าง
อย่างแรกไอ้กรมพิธีการ ทั้งบวงสรวงทั้งคัดเลือกสนมอะไรเยอะแยะ รวบมาไว้ทำปีละ 2-3 ครั้งได้มะ? เดือนละครั้งนี่มากเกิน
แล้วกรมโยธาไม่ยักกะเห็นเเผนการสร้างถนนเลย มีแต่เจดีย์ๆๆ เจดีย์ช่วยให้ชีวิตราษฎรสะดวกสบายขึ้นรึไง!
กรมทหารอีก ข้าล่ะเกลียดการให้ยศตามอายุราชการจริงๆ ควรให้ตามความสามารถสิ กลับวังเมื่อไรข้าจะนั่งพระราชทานยศให้คนที่มีความสามารถทั้งหมดโดยไม่สนว่าพวกนั้นจะมีอายุเท่าไร!
เริ่มจากพี่น้องเซี่ยก่อนเลย เห็นชื่อในรายงานออกรบบ่อยชิหายวายป่วง
เอาเถอะ!! อย่างน้อยก็ยังเหลือกรมยุติธรรมที่ข้ายังไม่ได้ไปทัศนาจร หวังว่ากรมนี้จะไม่มีอะไรให้ข้าเก็บมาบ่นนะ
ณ กรมยุติธรรม
แฮกๆๆ กรมนี้จะตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คนไปไหนเนี่ย กว่าจะเดินมาถึง
'จริงๆ แล้วเวลาฝ่าามาที่นี่ จะทรงม้ามาพ่ะย่ะค่ะ' พลันคำพูดของมี่เยี่ยนก็ลอยเข้ามาในหูทันที
ข้ารู้มี่เยี่ยน แต่ข้าขี่ม้าไม่เป็ไง ให้ไปนั่งทำท่าเก้ๆ กังๆ ก็กระไรอยู่ แถมรู้สึกว่าตอนมาเข้าร่างนี้ ตัวเองในอดีตชาติก็ได้นอนสลบอยู่นาน เพราะตกจากหลังม้าไม่ใช่รึ ถึงจะนั่งเฉยๆ แล้วให้มี่เยี่ยนล่องหนจูงมือก็คงเป็ภาพที่แลดูตลกเวอร์ ดังนั้นไม่เอาดีกว่า
“ถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าปิง ผู้ที่ทำให้ข้านึกถึงคนแคระในองค์หญิงหิมะตรงเข้ามาทำความเคารพทันทีที่เห็นข้าเดินเข้ามา
“ดูฝ่าาทรงเหนื่อย โปรดเสวยน้ำสักแก้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ให้คนไปเอามาให้”
“เอาสิ” หลังจากได้น้ำมาแล้วข้าก็จัดการเอาชุดทดสอบพิษมาตรวจสอบเพื่อความแน่ใจ //เป็ฮ่องเต้แสนลำบาก คอแห้งจนเป็ผุยผงแล้วยังจะต้องมานั่งตรวจพิษก่อนกินน้ำอีก
พอเห็นไม่มีพิษเจือปนก็จัดการกระดกเข้าปากแล้วส่งแก้วคืนให้ใต้เท้าปิง
“ขอบใจ”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” แล้วใต้เท้าปิงก็เดินนำข้าเข้าไปภายในห้องทำงานของกรมที่ตอนนี้ดูทุกคนกำลังยุ่งกับกองเอกสารขนาดใหญ่ ทว่าเมื่อเห็นฮ่องเต้พวกเขาก็ต้องรีบวางมือแล้วมาทำความเคารพ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” ทุกคนพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน ตายจริงนี่ข้าทำให้คนเกือบยี่สิบชีวิตเสียการเสียงานหรือนี่ รู้สึกผิดจัง…
*เหม่ยเหริน = ผู้มีความงดงาม *เป่าหลิน = สิ่งที่สูงค่ายิ่ง *เจียยวี๋ = หญิงงามผู้ได้รับความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิ