บทที่ 3 : ฟ้าดินคือเตาหลอม เปลวเพลิงแห่งการสรรค์สร้าง!
ลึกลงไปในหุบเหวอวสานิญญา ยิ่งก้าวเดินลึกเข้าไปมากเท่าใด แสงสว่างอันน้อยนิดก็ยิ่งถูกกลืนกินจนหมดสิ้น หมอกพิษสีเขียวอมม่วงที่แต่เดิมเป็เพียงกลุ่มควันบางเบา
บัดนี้กลับควบแน่นจนแทบจะกลายเป็หยดน้ำค้างพิษเกาะตามโขดหิน หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นสูงของเมืองหลินสุ่ยตกลงมา ณ จุดนี้ เกรงว่าเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าเฮือกเดียว ปอดและเส้นชีพจรคงถูกกัดกร่อนจนแหลกเหลวเป็น้ำเืภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ
ทว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ราวกับขุมนรกนี้ เงาร่างของซูหลงอวิ๋นกลับก้าวเดินอย่างมั่นคง ร่างกายของเขาแผ่ซ่านประกายแสงสีทองจางๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เคล็ดวิชา 'กลืนนภาผลาญจักรวาล' ถูกโคจรดึงเอาพลังงานจากหมอกพิษรอบกายเข้ามาหล่อเลี้ยงจุดตันเถียนอย่างไม่หยุดหย่อน
ยิ่งหมอกพิษหนาแน่นมากเท่าใด พลังปราณในร่างของเขาก็ยิ่งเดือดพล่านและบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น
"ช่างเป็สถานที่ที่วิเศษยิ่งนัก! หากข้ายังอยู่ข้างบนนั่น การจะรวบรวมปราณฟ้าดินให้ได้มากถึงเพียงนี้ คงต้องใช้เวลาบ่มเพาะอย่างน้อยครึ่งปี ทว่าในหุบเหวแห่งนี้ ข้ากลับรู้สึกได้ว่าพลังปราณกำลังเอ่อล้นจนแทบจะทะลักออกจากจุดตันเถียน"
ซูหลงอวิ๋นพึมพำกับตนเอง ั์ตาสีดำขลับทอประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิด
หลังจากสังหารอสรพิษเกล็ดเหล็กและได้หญ้าิญญาอสรพิษม่วงมา เด็กหนุ่มก็ใช้เวลาตลอดสองชั่วยามที่ผ่านมาในการค้นหาสมุนไพริญญาชนิดอื่น เพื่อนำมาเป็ส่วนผสมรองในการหลอมโอสถ
ด้วยความรู้จากศาสตร์แห่งโอสถระดับเทวะที่สลักลึกอยู่ในห้วงทะเลิญญา ทำให้เขาสามารถจดจำและแยกแยะสมุนไพรนับล้านชนิดได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่กวาดตามอง เขาก็สามารถมองทะลุหมอกพิษและค้นพบสมุนไพรที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบหินได้อย่างง่ายดาย
ในอกเสื้อของเขาบัดนี้ นอกจากหญ้าิญญาอสรพิษม่วงแล้ว ยังมี 'ผลโลหิตอสูร' สองผลที่มีสีแดงฉานราวกับหยดเื มันมีสรรพคุณในการกระตุ้นลมปราณและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย
และยังมี 'หญ้าน้ำค้างแข็ง' อีกสามต้น ซึ่งแผ่ไอเย็นเยียบออกมาตลอดเวลา หญ้าน้ำค้างแข็งนี้คือวัตถุดิบสำคัญที่จะนำมาสะกดข่มฤทธิ์หยินและพิษอันรุนแรงของหญ้าิญญาอสรพิษม่วง มิให้มันทำลายเส้นชีพจรของผู้ใช้โอสถ
"วัตถุดิบครบถ้วนแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะต้องทะลวงขีดจำกัดเสียที!"
ซูหลงอวิ๋นกวาดสายตามองหาชัยภูมิที่เหมาะสม ไม่นานนักเขาก็พบถ้ำศิลาขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกที่เหือดแห้ง ปากถ้ำแคบพอให้คนเพียงคนเดียวลอดผ่านเข้าไปได้ แต่ภายในกลับกว้างขวางและแห้งสนิท นับเป็สถานที่ที่เหมาะแก่การเก็บตัวหลอมโอสถยิ่งนัก
เมื่อก้าวเข้ามาภายในถ้ำ ซูหลงอวิ๋นมิได้ลงมือหลอมโอสถในทันที เขารู้ดีว่ากระบวนการหลอมโอสถนั้น้าสมาธิขั้นสูงสุด หากมีสัตว์อสูรหลงเข้ามาขัดจังหวะ อาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกและถึงแก่ความตายได้
เขาล้วงเอาแก่นอสูรสีดำสนิทของอสรพิษเกล็ดเหล็กออกมาถือไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายเริ่มขยับร่ายรำไปในอากาศอย่างเชื่องช้าทว่าซับซ้อน ปลายนิ้วชี้ของเขาเปล่งแสงสีทองเรืองรอง ขีดเขียนเส้นสายแห่งปราณลงบนความว่างเปล่า เกิดเป็อักขระลี้ลับสิบแปดตัวลอยล่องอยู่กลางอากาศ
"ค่ายกลลวงตาระดับพื้นฐาน... ผนึก!"
ซูหลงอวิ๋นตวาดเสียงต่ำ พร้อมกับซัดแก่นอสูรในมือให้ลอยไปสถิตอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของอักขระทั้งสิบแปดตัว ทันใดนั้น แก่นอสูรก็ปลดปล่อยคลื่นพลังงานสีดำออกมากระจายตัวหลอมรวมเข้ากับอักขระ ก่อเกิดเป็ม่านพลังที่มองไม่เห็นครอบคลุมปากถ้ำเอาไว้ทั้งหมด
จากภายนอก
หากมีผู้ใดหรือสัตว์อสูรตนใดมองเข้ามา พวกมันจะเห็นเพียงกำแพงหินทึบตัน ไร้ซึ่งร่องรอยของปากถ้ำ นี่คือศาสตร์แห่งค่ายกลระดับเทวะ แม้จะเป็เพียงค่ายกลลวงตาขั้นพื้นฐานที่สุด แต่ด้วยการใช้วิธีจัดเรียงอักขระแห่งา มันก็ทรงพลังพอที่จะหลอกตาผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำได้เลยทีเดียว!
"เอาล่ะ บัดนี้ไม่มีผู้ใดมารบกวนข้าได้แล้ว"
ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหินเรียบ จัดระเบียบลมหายใจให้เข้าสู่สภาวะสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น เขานำสมุนไพรทั้งสามชนิดออกมาวางเรียงไว้เบื้องหน้า
สำหรับนักปรุงยาในโลกปุถุชนหรือแม้แต่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ การจะหลอมโอสถสักเม็ด จำเป็ต้องมี 'เตาหลอมโอสถ' ชั้นเลิศ เพื่อใช้ในการควบคุมอุณหภูมิและกักเก็บพลังปราณของสมุนไพร
มิเช่นนั้นพลังงานจะระเหยหายไปในอากาศจนหมดสิ้น อีกทั้งยังต้องใช้ฟืนิญญาหรือเปลวเพลิงสัตว์อสูรในการเผาผลาญ
ทว่า ในสายตาของจักรพรรดิเทพยุทธ์ผู้ให้กำเนิดคัมภีร์เทวะ เตาหลอมโอสถคือสิ่งใด? มันคือเครื่องพันธนาการที่จำกัดขีดความสามารถของ์และปฐี!
ศาสตร์แห่งโอสถระดับเทวะได้จารึกไว้ว่า : 'ฟ้าดินคือเตาหลอมอันยิ่งใหญ่ ร่างกายคือเชื้อปะทุ จิติญญาคือเปลวเพลิง! ผู้บรรลุวิถีแห่งโอสถที่แท้จริง ย่อมใช้สองมือเปล่าสกัดแก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง สรรค์สร้างโอสถท้าทาย์ได้ในพริบตา!'
"ในเมื่อข้าไม่มีเตาหลอม ข้าก็ใช้สองมือของข้านี่แหละเป็เตาหลอม!"
ดวงตาของซูหลงอวิ๋นเบิกกว้าง ประกายแสงแห่งความมุ่งมั่นลุกโชน เขาผายมือทั้งสองข้างออกไปเบื้องหน้า โคจรเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาลจนถึงขีดสุด พลังปราณสีทองในจุดตันเถียนถูกดึงขึ้นมาทะลักออกทางฝ่ามือ
"เพลิงปราณ... จงตื่นขึ้น!"
พรึบ!
สิ้นเสียงคำราม เปลวเพลิงสีทองอร่ามก็ลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม อุณหภูมิภายในถ้ำศิลาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันราวกับอยู่ใจกลางูเาไฟ ทว่าแปลกประหลาดนัก เปลวเพลิงนี้กลับมิได้แผดเผาิัของเขาเลยแม้แต่น้อย มันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมโยงเป็หนึ่งเดียวกับจิติญญาของเขา
นี่คือ 'เพลิงปราณแท้จริง' ที่เกิดจากการควบแน่นพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่สุด ยิ่งผู้ฝึกยุทธ์มีฐานพลังที่แข็งแกร่งและบริสุทธิ์มากเพียงใด เพลิงปราณก็จะยิ่งทรงอานุภาพมากเท่านั้น
ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ หญ้าน้ำค้างแข็งทั้งสามต้นก็ลอยขึ้นสู่อากาศและพุ่งตกลงสู่ใจกลางเปลวเพลิงสีทองบนฝ่ามือซ้ายของเขา
ฟู่... ฟู่...
เสียงความร้อนปะทะกับความเย็นดังขึ้น หญ้าน้ำค้างแข็งพยายามปลดปล่อยไอเย็นออกมาต่อต้าน ทว่าภายใต้การควบคุมอันละเมียดละไมระดับเทวะ ซูหลงอวิ๋นใช้จิตััของเขาแบ่งแยกเปลวเพลิงออกเป็เส้นใยเล็กๆ นับพันเส้น ทะลวงเข้าไปในโครงสร้างของสมุนไพรเพื่อเผาผลาญสิ่งเจือปนและกากเดนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่ลมหายใจ หญ้าน้ำค้างแข็งก็ละลายกลายเป็ของเหลวสีฟ้าใสกระจ่าง หยดน้ำค้างแข็งปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ อย่างสิ้นเชิง ความบริสุทธิ์ระดับสิบส่วนเต็ม!
สิ่งนี้หากเหล่านักปรุงยาระดับปรมาจารย์มาเห็นเข้า เกรงว่าคงต้องกระอักเืด้วยความอับอาย เพราะแม้แต่ยอดฝีมือผู้ช่ำชองที่สุด ก็ยังสกัดสมุนไพรให้บริสุทธิ์ได้เพียงเจ็ดถึงแปดส่วนเท่านั้น
"ต่อไป ผลโลหิตอสูร!"
เด็กหนุ่มตวัดมือขวา ผลโลหิตอสูรทั้งสองผลลอยเข้าไปในเปลวเพลิงสีทองอีกด้านหนึ่ง คราวนี้เขาเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ผลโลหิตอสูรปริแตกออก ส่งกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง ทว่าเพียงชั่วครู่ กลิ่นคาวนั้นก็ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนมลายสิ้น เหลือเพียงของเหลวข้นหนืดสีแดงสดที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณอันร้อนแรงกลิ้งกลุกอยู่กลางอากาศ
"ขั้นตอนสุดท้าย... สิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด หญ้าิญญาอสรพิษม่วง!"
ใบหน้าของซูหลงอวิ๋นเคร่งขรึมขึ้น สมุนไพรระดับ 1 ขั้นสูงนั้นมีเจตจำนงต่อต้านอยู่ในตัว เขาค่อยๆ ชักนำมันให้ลอยมาอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงประกบมือเข้าหากัน นำเปลวเพลิงสีทองทั้งสองกองมาผสานกันเป็เตาหลอมล่องหน ห่อหุ้มหญ้าิญญาอสรพิษม่วงเอาไว้
กี้ซซซ!
เสียงกรีดร้องแหลมเล็กราวกับเสียงของอสรพิษดังลั่นออกมาจากกองสมุนไพร หมอกพิษสีม่วงเข้มะเิออกหมายจะทำลายล้างทุกสิ่ง ทว่าเปลวเพลิงสีทองของซูหลงอวิ๋นก็ทำหน้าที่เป็ปราการที่แข็งแกร่ง บีบอัดหมอกพิษเ่าั้ให้กลับเข้าไปในตัวสมุนไพร
"จงยอมสยบต่อข้าเสียโดยดี! ฟ้าดินไม่อาจขวางกั้น สมุนไพริญญาเล็กจ้อยเช่นเ้ามีสิทธิ์อันใดมาต่อต้าน!"
เด็กหนุ่มเค้นเสียงเ็า โคจรปราณยุทธ์กดดันลงไปอย่างหนักหน่วง เปลวเพลิงสีทองเปลี่ยนรูปเป็ัเพลิงตัวเล็กๆ หลายสิบตัว พุ่งเข้ากัดกินและหลอมละลายหญ้าิญญาอสรพิษม่วงอย่างตะกรุมตะกราม
หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของซูหลงอวิ๋น การหลอมโอสถด้วยมือเปล่าผลาญพลังปราณและพลังจิติญญาอย่างมหาศาล ทว่าเขากัดฟันอดทน ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม หญ้าิญญาอสรพิษม่วงก็แปรสภาพเป็ของเหลวสีม่วงประกายทองที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจออกมา
"หลอมรวม!"
ซูหลงอวิ๋นเปลี่ยนท่วงท่าของฝ่ามือ ขีดเขียนสัญลักษณ์ลี้ลับในอากาศ ชักนำของเหลวสีฟ้าใส ของเหลวสีแดงสด และของเหลวสีม่วงประกายทอง ให้พุ่งเข้าชนกัน ณ จุดศูนย์กลางของเปลวเพลิง
ปัง!
เสียงปะทะดังสนิท พลังงานความเย็น ความร้อน และพิษร้าย ปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดแรงะเิเล็กๆ ทว่าสองมือของซูหลงอวิ๋นก็กางออกราวกับตาข่ายฟ้า กักเก็บแรงะเินั้นไว้มิให้เล็ดลอดออกไป
เขาใช้จิติญญาควบคุมสัดส่วนของสมุนไพรอย่างแม่นยำระดับเส้นผม ใช้ไอเย็นของหญ้าน้ำค้างแข็งสะกดพิษร้าย ใช้ความร้อนของผลโลหิตอสูรกระตุ้นพลังปราณ และใช้หญ้าิญญาอสรพิษม่วงเป็แก่นกลางในการผสานพลังทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ของเหลวทั้งสามสีเริ่มหมุนวนเป็เกลียว ผสมผสานกลืนกินกันและกัน ค่อยๆ ควบแน่นและหดเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย
"ก่อรูปลักษณ์! ปิดผนึกปราณฟ้าดิน!"
ซูหลงอวิ๋นตวาดก้อง ประสานอิน (มุทรา) ด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน เปลวเพลิงสีทองพุ่งเข้าบีบรัดของเหลวนั้นอย่างรุนแรงเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะสลายตัววับหายไปในอากาศ
ติ๋ง...
วัตถุทรงกลมขนาดเท่าเม็ดบัว ร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของเด็กหนุ่ม มันเปล่งประกายสีม่วงอมแดงเรืองรอง กลิ่นหอมตลบอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งถ้ำศิลา เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมนี้ ก็ทำให้ความเหนื่อยล้าของซูหลงอวิ๋นมลายหายไปจนสิ้น จุดตันเถียนสั่นสะท้านด้วยความหิวโหย
บนพื้นผิวของเม็ดโอสถ ปรากฏเส้นสายสีทองลี้ลับสามเส้นพาดผ่านราวกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า
"นี่คือ... ลายเมฆาโอสถ! ์... ข้าสามารถหลอมโอสถที่มีลายเมฆาโอสถได้ั้แ่ครั้งแรกที่ลงมือเลยหรือนี่!"
ซูหลงอวิ๋นจ้องมองโอสถในมือด้วยความตื่นตะลึง ลายเมฆาโอสถคือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบสูงสุดของเม็ดยา มันหมายความว่าโอสถเม็ดนี้ไร้ซึ่งสิ่งเจือปนหรือพิษตกค้างใดๆ ทั้งสิ้น ประสิทธิภาพของมันจะเพิ่มขึ้นจากโอสถปกติถึงสามเท่าตัว! แม้แต่นักปรุงยาระดับ์ก็ใช่ว่าจะสามารถสร้างโอสถที่มีลายเมฆาได้ทุกครั้งไป
โอสถปราณอสรพิษ ระดับสมบูรณ์แบบ!
"ด้วยโอสถเม็ดนี้ การทะลวงสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่ หรือแม้แต่ขั้นที่ห้า ย่อมมิใช่ความฝันที่เลื่อนลอยอีกต่อไป!"
ซูหลงอวิ๋นมิรอช้า เขานำเม็ดโอสถใส่ปากและกลืนลงคอทันที
เมื่อโอสถปราณอสรพิษตกถึงท้อง มันก็มิได้ละลายอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับะเิออกราวกับูเาไฟปะทุ! พลังปราณมหาศาลที่อัดแน่นไปด้วยความดุดันของอสรพิษและความบ้าคลั่งของโลหิตอสูร พุ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าสายของเขาอย่างเกรี้ยวกราด
"อ๊ากกก!"
ซูหลงอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นฟ้า เส้นเืดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและท่อนแขน ราวกับมีอสรพิษนับพันตัวกำลังชอนไชอยู่ใต้ิั ความเ็ปรุนแรงประหนึ่งร่างกายกำลังจะปริแตกออกเป็เสี่ยงๆ
พลังงานจากโอสถระดับสมบูรณ์แบบนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามจะรับมือได้ หากเป็ผู้อื่นคงธาตุไฟแตกซ่าน ร่างกายะเิดับดิ้นไปแล้ว
ทว่าซูหลงอวิ๋นคือผู้สืบทอดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์!
"เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล... จงกลืนกินมันให้หมดสิ้น!"
เขาคำรามในใจ กัดฟันข่มความเ็ป โคจรเคล็ดวิชาอย่างบ้าคลั่ง ทะเลิญญาสั่นะเื คัมภีร์สีทองเปล่งประกายเจิดจ้า ปลดปล่อยแรงดึงดูดมหาศาลออกจากจุดตันเถียน
พลังงานที่กำลังอาละวาดอยู่ในร่างกาย ราวกับพบเจอศัตรูทางธรรมชาติ พวกมันถูกกระชากอย่างรุนแรง บีบบังคับให้ไหลไปตามเส้นทางโคจรลมปราณของเคล็ดวิชาเทวะ
ทุกครั้งที่พลังงานไหลผ่านจุดชีพจร ความร้อนและปราณบริสุทธิ์จะเข้าไปขยายและเสริมสร้างผนังเส้นเืให้เหนียวแน่นและกว้างขวางขึ้น ความเ็ปเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความสบายตัวอย่างประหลาด!
ปัง
เสียงทึบๆ ดังขึ้นจากภายในร่างกาย จุดตันเถียนของเขาขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว พลังปราณที่เคยเป็เพียงหมอกบางเบา บัดนี้เริ่มรวมตัวกันหนาแน่นยิ่งขึ้น!
ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่ ทะลวงผ่าน!
ทว่าพลังงานจากโอสถปราณอสรพิษระดับสมบูรณ์แบบยังไม่หมดลงแค่นั้น มันยังคงหลั่งไหลออกมาดุจสายน้ำหลาก ซูหลงอวิ๋นไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ เขาเร่งโคจรเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาลต่อไป ดูดซับพลังงานทุกหยาดหยดเข้าสู่จุดตันเถียน
"มาอีก! ส่งมาให้หมด!"
ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง เหงื่อกาฬไหลชโลมกาย ิัของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำสลับกับสีทองเรืองรอง!
ปัง
เสียงกึกก้องดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม พายุลมปราณก่อตัวขึ้นรอบร่างของเขา พัดพากระแสลมภายในถ้ำจนหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด จุดตันเถียนขยายตัวขึ้นอีกครั้ง พลังปราณอัดแน่นจนเกือบจะแปรสภาพเป็หยดน้ำ!!
ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่ห้า ทะลวงสำเร็จ!
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้นช้าๆลมหายใจที่ถูกพ่นออกมากลายเป็เส้นสายลมปราณสีขาวขุ่นดุจลูกศรพุ่งไปกระแทกผนังถ้ำจนเกิดรอยบุ๋มลึก
เขากำหมัดแน่นััได้ถึงพละกำลังที่เอ่อล้นอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ต่ำกว่าห้าเท่าตัว! หากเขาต้องเผชิญหน้ากับอสรพิษเกล็ดเหล็กอีกครั้ง เกรงว่าเพียงแค่สะบัดมือ มันก็คงแหลกเป็เศษเนื้อในพริบตา
"ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่ห้า... ปุถุชนไร้ค่าที่ตระกูลหลินดูแคลน บัดนี้ก้าวข้ามนายน้อยหลินควงที่พวกมันประคบประหงมมานับสิบปีได้ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะกังวานของซูหลงอวิ๋นสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำศิลาั์ตาของเขาประกายไปด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวแห่งราชันย์
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนหยัด รัศมีพลังบนร่างค่อยๆ สงบลงและถูกซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้ิัอย่างแเี เขามองทะลุม่านค่ายกลลวงตาออกไปยังความมืดมิดเบื้องนอกหุบเหวอวสานิญญา
"ตระกูลหลินจงรอข้าก่อน... หุบเหวแห่งนี้คือขุมทรัพย์ที่์ประทานมาให้ ข้าจะกวาดล้างสมุนไพรและแก่นอสูรในที่แห่งนี้ให้เหี้ยนเตียน เพื่อปูทางสู่การเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุด และเมื่อข้าปีนป่ายขึ้นไปจากขุมนรกนี้ได้เมื่อใด... เมืองหลินสุ่ยจะต้องนองเื!"
ชายโครงเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้ว ซูหลงอวิ๋นก้าวเท้าเดินออกจากถ้ำศิลา มุ่งหน้าสู่ความลึกซึ้งอันมืดมิดและอันตรายยิ่งกว่าของหุบเหวอวสานิญญา โดยมีคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์เป็แสงนำทางสู่จุดสูงสุดของจักรวาล!