ย้อนอดีตมามีครอบครัวที่อบอุน ยุค70

    บทที่ 14


            “พ่อมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะครับ ผมรอฟังอยู่” ซีห่าวทันทีที่นั่งลงก็ได้ถามออกไปทันที

            “สะใภ้รองพาเจียมี่ไปนอนก่อน” เมื่อเห็นฟางเซียงพาหยางเจียมี่เดินออกไปแล้วจึงได้หันกลับมาพูดกับซีห่าว

            “เจ้าใหญ่แกสนิทกับบ้านจางมากขนาดไหน”

            “สนิทครับ พ่อถามทำไม” เขาไม่ได้ตอบคำถามของพ่อทั้งหมด

            “บ้านนั้นมีเด็กสาว หากไปสนิทมากคนอื่นจะมองไม่ดี แล้วยิ่งแกเอาลี่มี่ไปให้เขาดูให้ มันใช่เรื่องเหรอ”

            “ครับ ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร และการที่ซินซินดูแลลี่มี่ให้ ผมก็ไม่เห็นว่าไม่สมควรตรงไหน”

            “ต๊ายย นี่เรียกกันซะสนิทสนมเชียว” เจียวจูอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น

            “แล้วจะทำไมครับ การที่ผมจะสนิทสนมกับใครก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับคุณนะ”

            ซีห่าวพูดพร้อมกับจ้องหน้าเจียวจู เขาเหลืออดกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงของเขา

            หากครั้งนั้นแม่เลี้ยงไม่กล่อมพ่อของเขาบังคับให้เขาแต่งงาน เขาคงยังไม่แต่งกับหลินเซียงเอ๋อร์หลานสาวของเธอ และยังวางยาเขาในวันเข้าหออีก ถึงยังไงเขาก็ต้องขอบคุณที่ทำให้เขามีลี่มี่ลูกสาวตัวน้อยที่น่ารัก

            “เจ้าใหญ่ นั่นแม่เลี้ยงแกนะ หัดพูดดีๆ ซะบ้าง” หยางเจียงบอกกับลูกชาย

            “พ่อมีอะไรจะถามอีกไหม ถ้าไม่มีผมขอตัว”

            “ฉันอยากรู้ว่าแกสนิทกับเด็กสาวบ้านจางนั่นขนาดไหน หรือว่าแกชอบเด็กสาวบ้านจาง”

            “พ่อครับถ้าหากผมตอบว่าชอบละครับ” ซีห่าวเลือกที่จะบอกออกไปตรงๆ ในเมื่อซินซินของเขายังกล้าที่จะบอกความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขาให้ทุกคนได้รับรู้ เขาเองนั้นก็ควรที่จะพูดตรงๆ เหมือนกัน

            แต่แล้วเมื่อหยางเจียงได้ยินในสิ่งที่ลูกชายคนโตบอก เขาจึงนิ่งเงียบไปทันที ก่อนจะพูดขึ้นว่า

            “แล้วแกรู้ว่าว่าอายุแกกับเด็กคนนั้นห่างกันเท่าไหร่ แทบ”

            “รู้ครับ ว่าผมแก่กว่าเธอมาก แต่บางทีอายุมันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตคู่นี่ครับพ่อ ผมกับจางห่าวอู๋ พี่ชายของซินซิน เรารู้จักและสนิทกันมานานแล้ว ผมมาห่างกับบ้านจางก็เป็นช่วงที่ผมเป็นทหาร ซินซินเธอเป็นเด็กสาวที่น่ารัก ตรงไปตรงมา ผมรู้ว่าผมไม่คู่ควรกับเธอ แต่ผมจะพยายามทำให้ตัวเองคู่ควรกับเธอ”

            “แล้วลี่มี่ละ เธอจะทำยังไง เธอไม่สงสารลี่มี่ที่ต้องมีแม่ใหม่เหรอ อีกอย่างตอนนี้เซียงเอ๋อร์ก็คิดถึงลี่มี่มาก อยากจะมาเยี่ยมลูก” เจียวจูพูดในสิ่งที่เธอคิด และยังพูดถึงหลานสาวที่เป็นแม่ของลี่มี่อีกด้วย

            “ผู้หญิงคนนั้นกับผมและลี่มี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ในเมื่อวันที่หย่าวันนั้นเธอเลือกที่จะเอาทรัพย์สินทั้งหมดแลกกับลี่มี่ลูกสาวของตัวเอง ในใบจดทะเบียนหย่าเธอก็ได้ลงชื่อกำกับแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลี่มี่อีก” ซีห่าวเลือกที่จะพูดออกไปแบบนี้ เขาไม่รู้ว่าพ่อของเขาจะรู้ข้อตกลงระหว่างเขากับแม่ของลี่มี่หรือไม่

            “แต่ถึงยังไงเซียงเอ๋อก็เป็นแม่ของลี่มี่ เธอจะมาบอกแบบนี้ไม่ได้ และเซียงเอ๋อร์ยังเป็นหลานสาวของฉัน” เจียวจูรีบพูดขึ้นทันที เธอยังหวังว่าหลานสาวของเธอจะยังกลับอยู่เป้นครอบครัวกับซีห่าว

            “ใช่ ผมไม่เคยปิดกั้น แต่ผมขอถามหน่อยการที่คุณจะมาแก้ต่างแทนเธอนั้น ตอนที่เธอยังอยู่กับลี่มี่ เธอเคยดูแลลี่มี่เหมือนที่แม่คนอื่นเขาทำกันไหม

            มีแม่คนไหนบ้างได้เงินมาแล้วปล่อยให้ลูกอดอยาก มีแม่คนไหนบ้างที่ตัวเองมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ แต่ลูกตัวเองกลับปล่อยให้ใส่เสื้อผ้าตัวเก่า รอยปะแทบจะทั้งตัว เงินที่ผมส่งมาแต่ละเดือนหลายสิบหยวนเงินเหล่านั้นเคยเอามาดูแลลูกสาวตัวน้อยของผมบ้างไหม คุณช่วยบอกผมหน่อยคุณแม่เลี้ยง”

            เขาตอกกลับเจียวจูทันที เขารู้ว่าเงินที่เขาส่งมานั้นแม่เลี้ยงคนนี้น่าจะมีส่วนแบ่งไม่มากก็น้อย เขาจะไม่เสียใจหรือแค้นใจเลยหากเงินเห่านั้นแบ่งมาสักนิดเพื่อที่จะดูแลลูกสาวของเขา วันที่เขากลับมาแล้วเห็นลูกสาวอยู่ในสภาพนั้นน้ำตาเขาตกในทันที เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผอมแห้งแบบนั้น

            “พ่อครับ ตั้งแต่ผมกลับมาผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ก็ให้มันเหมือนเดิมเถอะครับ คือต่างคนต่างอยู่ อย่าให้ผมหมดความอดทนกับคนบ้านอีกเลย”

            “เจ้าใหญ่!!!” หยางเจียงตะคอกออกไปด้วยความโมโห ลูกชายคนโตพูดเหมือนจะตัดขาดกับที่บ้าน เพราะถ้าหากเมื่อไหร่ที่ลูกชายคนโตเขาตัดขาดขึ้นมาจริงๆ คนที่จะเดือดร้อนที่สุดไม่ใช่ตัวของซีห่าว แต่เป็นทุกๆ คนที่อยู่ในบ้านนี้ เขารับรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี

            “ส่วนเรื่องอาหาร ผมคงไม่มาทำกินที่ครัวอีก อาหารที่ผมมีผมจะเอามาให้พ่อนะครับ พ่อมีอะไรจะถามผมอีกไหม ถ้าไม่มีผมขอตัว และผมขอเตือนคนอื่นไว้ด้วยว่าอย่ามายุ่งกับของลี่มี่ ไม่ว่าอะไรก็ตาม” จากนั้นหยางซีห่าวเดินออกไปทันที คนอื่นอื่นเมื่อได้ยินที่ซีห่าวพูดอย่างสุดท้ายก็ได้แต่หน้าเสียกันไปทันที

            เมื่อเขาเข้าห้อง ซีห่าวได้ทบทวนกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา พ่อของเขามีภรรยาที่ตบแต่งแล้วนั่นก็คือแม่ของเขา แต่เมื่อเขานั้นอายุได้ 12 ปี พ่อก็พาหลินเจียวจูมาที่บ้านพร้อมกับหยางฮุ้ยหมินลูกชายที่เกิดผู้หญิงคนนี้

            เมื่อหลินเจียวจูเข้ามาอยู่ที่บ้าน จากนั้นบ้านนี้ไม่เคยสงบสุขเลย แม่เขาทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เขาเห็นแม่นั้นแอบร้องให้ตลอด จากนั้นไม่นานแม่ก็เริ่มป่วย และแม่ก็มาจากไปตอนที่เขาอายุ 15 ปี

            ซีห่าวเขาเคยถามแม่ว่าทำไมต้องทนเสียใจทำไมไม่หย่ากับพ่อ และทำไมถึงไม่กลับไปหาตายาย แม่บอกว่าตากับยายไม่ได้อยู่ที่เดิม แม่เคยเขียนจดหมายกลับถามไถ่แต่ไม่มีจดหมายตอบกลับมา อาจจะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนระหกระเหินไปคนละทิศคนละทาง เหตุผลสำคัญที่แม่เขาไม่ไปไหน เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านของแม่ ไม่ใช่ของพ่อหรือของพ่อเฒ่าหยางเจียงอย่าที่คนอื่นๆ รู้

            เพราะตอนที่ย้ายมาที่หมู่บ้านนี้ใหม่ๆ แม่ได้ซื้อเป็นชื่อของแม่เอง ก่อนที่แม่จะจากไป แม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังพร้อมทั้งแม่ยังได้ให้กล่องเหล็กไว้หนึ่งใบ ในกล่องนั้นมีจดหมายหนึ่งฉบับ ป้ายหยกหนึ่งอัน เขาคิดว่าน่าจะเป็นขอตระกูลของแม่ และมีกุญแจอีกหนึ่งดอก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้ว่ากุญแจนี้ใช้ทำอะไร

            แต่เมื่อไม่นานมานี้ เขาพึ่งจะค้นพบว่ากุญแจดอกนี้ใช้ทำอะไร หลังจากที่ซีห่างได้คิดและทบทวนเรื่องราวแล้ว เขาก็เตรียมตัวเข้านอนทันที


            เช้าวันถัดมาบ้านจาง เย่วซินตื่นเช้ามา เธอเข้าไปในมิติอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะทำอาหารเช้า

            “เช้านี้ทำข้าวผัดอเมริกันกับเกี๊ยวน้ำดีกว่าจะได้มีน้ำซุปซดด้วย”

            ก่อนอื่นเลยเย่วซินเธอต้องทอดไก่ ไส้กรอก ไข่ดาว ก่อน ทอดเสร็จแล้วมาวางพักไว้ในจาน จากนั้นก็ผัดข้าวต่อ ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่เนยลงไปผัดกับกระเทียม หอมใหญ่ มะเขือเทศ แล้วถั่วลันเตา ผัดแค่พอสุก  ตักข้าวใส่ลงไป ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาลทราย จากนั้นก็ผัดให้เข้ากัน เสร็จโรยลูกเกดลงไปแล้วผัดให้เข้ากันอีกครั้ง

            เพื่อความสวยงามเธอตักใส่ถ้วยแล้วนำไปคว่ำลงบนจาน ตกแต่งด้วยของทอดที่เธอทอดไว้เมื่อสักครู่ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

            “ว้าว ข้าวผัดน่ากินมาก หวังว่าทุกคนคงจะชอบนะ”

            เมื่อเธอทำข้าวผัดเสร็จแล้วเธอก็เริ่มลงมือทำอาหารอีกอย่างก็คือเกี๊ยวน้ำ เกี๊ยวน้ำนี้ ตัวเกี๊ยวเธอได้ทำไว้ครั้งก่อนแล้ว จึงไม่เสียเวลาในการทำมากนัก เพียงแค่ต้มน้ำซุป เมื่ออาหารทั้งสองอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วเอจึงเดินไปที่ห้องโถงเพื่อรอทุกคนมากินพร้อมกัน

            เธอนั่งได้ไม่นาน หยางซีห่าวก็ได้ส่งเสียงเรียกขึ้น เธอจึงเดินไปเปิดประตู เธอก็เจอลี่มี่ที่ยิ้มหวานให้เธอทันที

            “มากันแล้ว มาค่ะเข้าบ้านก่อน” เย่วซินเธออุ้มลี่มี่มาจากซีห่าวพาเข้ามาในบ้านทันที

    ซีห่าวเดินตามหลังมองเย่วซินที่ผลัดกันหอมแก้มกับลี่มี่ ลูกสาวตัวน้อยของเขาเมื่อได้อยู่กับคุณน้าซินซินของเธอนั้นเธอก็มีอาการสดใสทันที เขามองภาพนั้นอย่างมีความสุข

            เมื่อเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารก็เจอพี่ใหญ่ห่าวอู๋ กับห่าวหรวนนั่งรอกันอยู่แล้ว

            “ลี่มี่จ๊ะ หนูมานั่งเก้าอี้ตัวนี้รอน้าก่อนนะ น้าขอตัวไปยกอาหารก่อนจ๊ะ” แล้วก็หอมลี่มี่ไปอีกฟอดนึง เย่วซินเธอได้เอาเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กที่มีอยู่ในร้านอาหารให้กับลี่มี่

            “ห่าวหรวนจ๊ะ น้องไปช่วยพี่ยกอาหารก่อนจ๊ะ”

            เย่วซินเธอเรียกห่าวหรวนไปช่วยยกอาหาร แต่ว่าห่าวหรวนยังไม่ทันได้ลุกขึ้น ซีห่าวกลับเอ่ยขึ้นว่า

            “ห่าวหรวนนั่งเถอะ เดี๋ยวพี่ไปช่วยซินซินเอง”

            แล้วก็เดินตามเย่วซินเข้าไปในห้องครัว ปล่อยให้ห่าวอู๋กับห่าวหรวนนั่งมองหน้าแล้วยิ้มส่ายหัวให้กัน ลี่มี่ตัวน้อยเมื่อเห็นคุณน้าทั้งสองส่ายหัวแล้วยิ้ม เธอจึงได้ทำตามทันทีเมื่อเธอส่ายหัวแล้วยิ้มตาม ทำให้สองหนุ่มที่นั่งอยู่ก็หัวเราะขึ้นทันที

            เมื่อเย่วซินเดินเข้ามาในครัวและเตรียมที่จะยกอาหารออกไป แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเป้นซีห่าวที่เดินตามเข้ามาแทนที่จะเป็นห่าวหรวนน้องชายของเธอ

            “อ้าว พี่ซีห่าวแล้วห่าวหรวนละคะ”

            “พี่บอกห่าวหรวนว่าไม่ต้องเดี๋ยวพี่มาช่วยเอง” เขาตอบพร้อมยิ้มมุมปาก


    *****************





    คล้ายกับเรื่องย้อนอดีตมามีครอบครัวที่อบอุน ยุค70 ที่คุณอ่าน