ตอนที่ 33 ความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
กัวเทียนแบกเฉินข่ายออกมาจากผับ A และเป็นโชคดีที่ตอนนี้คนทั้งหมดออกไปตามหาตัวเขา จึงไม่มีใครคิดว่าเขาจะแอบย่องออกจากประตูหลัง
หลังมาถึงอาคารร้างที่ไร้ผู้คน กัวเทียนโยนเฉินข่ายลงกับพื้น จากนั้นก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายร้องโอ๊ยขึ้นมาทันที
เฉินข่ายได้สติแล้ว
กัวเทียนนั่งยองๆ ลงกับพื้นเพื่อมองเขา เมื่อเฉินข่ายลืมตาเห็นคนแปลกหน้าก็รีบมองไปรอบๆ ทันที อาจเพราะยังคิดว่าตัวเองยังอยู่ในเงื้อมมือของฟางขุย ผลคือเขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว รอบกายไร้ซึ่งกลุ่มอิทธิพลมืดที่น่ากลัว มีเพียงชายหนุ่มอ่อนเยาว์ตรงหน้าเท่านั้น
แต่เฉินข่ายก็ยังคงหวาดผวาอยู่ดี เขามองกัวเทียนแล้วถามขึ้น “คะ...คุณ...คุณเป็นใคร”
“คนบ้านเดียวกับคุณ ก่อนหน้านี้ลุงฮว่าแนะนำให้ผมขายผักให้คุณ” กัวเทียนกล่าว
“ปะ...เป็นคุณเองเหรอ!” เมื่อเฉินข่ายได้ยินแบบนั้นก็หลบสายตาทันที เพราะคิดว่ากัวเทียนมาเพื่อถามหาเงินค่าผัก แต่เมื่อคิดอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เขามองกัวเทียนแล้วถามว่า “คุณช่วยผมเหรอ”
“ใช่ ผมไปหาฟางขุยเพื่อทวงค่าผัก มีคนบอกว่าคุณถูกใส่ร้าย และให้ผมช่วยคุณออกมา” กัวเทียนสังเกตสีหน้าของเฉินข่ายอย่างตั้งใจ
เฉินข่ายได้ฟังก็เงยหน้ามองกัวเทียนทันที “คุณ...คุณไปทวงเงินกับฟางขุยเหรอ เขาจะให้เงินคุณได้ยังไงกัน!”
“ไม่ให้ก็ต้องให้ แต่คุณไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้หรอก บอกผมมาว่าคุณถูกใส่ร้ายจริงหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ คุณบอกผมมาให้หมด เพราะยังไงผมก็เป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้!” กัวเทียนกล่าว
เฉินข่ายส่ายหน้าพลางตอบว่า “บอกไม่ได้ พูดไม่ได้เลย แต่ที่ผมบอกได้คือผมโดนใส่ร้ายจริงๆ ผมไม่ได้เล่นการพนัน ไม่เคยแตะต้องของพวกนี้แม้แต่ครั้งเดียว”
“ผู้ชายผมแดงบอกให้ผมมาช่วยคุณ เขาบอกว่าคุณโดนใส่ความ แล้วยังบอกด้วยว่าถ้าผมอยากรู้อะไรก็ให้ถามคุณ”
“ผู้ชายผมแดงเหรอ” เฉินข่ายแสดงสีหน้างงงวย เขาส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ผมไม่เคยรู้จักผู้ชายผมแดงที่ไหน พอโดนจับมาผมก็ถูกพวกนักเลงจับตามองอยู่ตลอด”
“จะไม่ยอมบอกอะไรหน่อยเหรอ” กัวเทียนถามอีกครั้ง
เฉินข่ายส่ายหน้า “ผมบอกไม่ได้จริงๆ และจะไปพูดกับใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ด้วย แต่ผมกล้าสาบานกับฟ้าดินเลย ว่าผมถูกใส่ความจริงๆ ผมไม่เคยเล่นการพนันมาก่อน ที่ลุงฮว่าแนะนำผมให้คุณก็เป็นหลักฐานว่าพวกเขาเชื่อในตัวผม ครั้งนี้ผมต้องขอโทษพวกคุณจริงๆ แถมยังทำให้คุณต้องมาเหนื่อยกับเรื่องของผมอีก”
ที่จริงเขาอยากบอกอีกว่าจะตอบแทนกัวเทียน แต่พอคิดขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีอะไรเลย แม้แต่ร้านค้าก็ถูกยึดไปแล้ว คำพูดนี้จึงติดอยู่ในลำคอ
กัวเทียนใช้สายตามองเฉินข่ายตรงหน้าอย่างพิจารณา ชั่วขณะนั้นเขาก็พูดขึ้น “ตามใจ ในเมื่อไม่พูดผมก็ไม่บังคับ ผมกลับละ คุณก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
ว่าแล้วกัวเทียนก็หมุนตัวเตรียมจากไป แต่เฉินข่ายเรียกไว้ “น้องชาย ชื่ออะไรน่ะ”
เขาหันกลับไปมองเฉินข่ายแล้วตอบ “กัวเทียน”
พูดจบก็เดินจากไป
เฉินข่ายมองแผ่นหลังของกัวเทียน สายตาเต็มไปด้วยคำขอบคุณ จากนั้นเขาก็พยุงตัวเองลุกขึ้นแล้วออกไปจากอาคารร้างหลังนั้น
...
เมื่อกัวเทียนกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงเข้าไปแล้ว
เพิ่งจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้หน้าประตู ก็เห็นมู่เจ๋ออวี่เดินออกมาจากข้างใน
“คุณกลับมาแล้ว”
กัวเทียนเงยหน้าขึ้นมองมู่เจ๋ออวี่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาทันที ราวกับว่าสามีออกไปทำงาน ภรรยารออยู่ที่บ้าน เมื่อสามีกลับมาแล้ว ภรรยาก็วิ่งออกมาต้อนรับหน้าประตู
พอคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยที่ไม่เคยคิดมาก่อน สายตาของกัวเทียนที่มองมู่เจ๋ออวี่ก็อ่อนโยนลง
เขาแก้มัดถุงที่ผูกไว้ที่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์แล้วส่งให้มู่เจ๋ออวี่ กล่าวว่า “เอาเข้าไปสิ เป็นของกินน่ะ”
เขานึกไม่ถึงเลยว่าหมอนี่จะชอบกินของกินเล่น ทุกครั้งที่เข้าไปในตำบล มู่เจ๋ออวี่ก็จะซื้อของกินพวกนี้กลับมาด้วย
ดังนั้นตอนที่เห็นว่ามีร้านของกินเล่นหลายร้านขณะนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ เขาจึงลงจากรถแล้วไปซื้อมา
เพราะหมอนี่ช่วยเหลือเขา ตอนนี้เขาจึงได้เงินคืนมาจนได้ การมอบน้ำจิตน้ำใจให้บ้างก็เป็นเรื่องที่ควรทำ
“ดีจัง อุตส่าห์ซื้อของกินมาให้ด้วย” มู่เจ๋ออวี่ยิ้มพลางรับถุงมา เปิดดูเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองกัวเทียน กล่าวว่า “คุณไปไหนมาน่ะ ในตำบลไม่มีของแบบนี้ขายสักหน่อย”
“ไปทำธุระในเมืองมาน่ะ” กัวเทียนไม่ได้บอกรายละเอียด มู่เจ๋ออวี่เองก็ไม่ได้คิดมาก เขาเอ่ย “ว่าแล้วเชียว ผมว่าในตำบลไม่ขายของแบบนี้หรอก”
จากนั้นเขาก็ถือถุงเข้าไปข้างใน ส่วนกัวเทียนก็จูงมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดในลานบ้าน หลังล็อกรถเรียบร้อยแล้วจึงตามเข้าไปด้วย
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นมู่เจ๋ออวี่หยิบถุงเนื้อวัวแห้งออกมาแล้วนั่งกิน กัวเทียนเดินเข้าไปนั่งลงเช่นกัน เขาถามว่า “ชอบกินของว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อืม จริงๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้ชอบกินหรอก แต่แฟนเก่าผมชอบซื้อมาทุกวี่ทุกวัน พอจะดูหนังทีก็กินที เลยกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว”
เมื่อพูดถึงแฟนเก่าขึ้นมาตอนนี้ มู่เจ๋ออวี่กลับไม่มีความรู้สึกอะไรเท่าไรแล้ว ราวกับพูดถึงคนที่ไม่เคยผูกพันกันมาก่อน
พอเล่าจบ มู่เจ๋ออวี่ก็หยิบเนื้อวัวแห้งส่งให้กัวเทียนหนึ่งชิ้น ถามว่า “กินไหม”
กัวเทียนอ้าปากงับ มู่เจ๋ออวี่แสดงสีหน้าหดหู่พลางเอ่ย “ขี้เกียจถึงขนาดไม่อยากยื่นมือออกมาเลยนะ”
ต่อว่าเสร็จเขาก็กินต่อไป
“จริงสิ ผมเพิ่งได้ดูละครดีๆ มา เดี๋ยวตอนใหม่จะมาแล้ว อยากดูไหม”
ในสถานที่ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แบบนี้ สิ่งบันเทิงอย่างเดียวของทั้งสองก็คือโทรทัศน์
แน่นอนว่าสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตในโทรศัพท์ได้ แต่จะให้วันๆ ก้มหน้าจ้องแต่โทรศัพท์ก็ไม่ดีต่อสุขภาพคอ ดังนั้นหากมีเวลาว่างพวกเขาก็ยอมดูโทรทัศน์กันมากกว่า
“ได้สิ ดูกันเถอะ”
กัวเทียนเองก็ไม่ค่อยได้พักผ่อนนัก เพิ่งมีโอกาสดูโทรทัศน์ก็ตอนนี้
ทั้งสองเข้าไปในห้อง เปิดเครื่องปรับอากาศแล้วนั่งดูโทรทัศน์
ระหว่างที่ดูอยู่ กัวเทียนก็บอกกับมู่เจ๋ออวี่ “ผมได้เงินคืนแล้วนะ”