อาณาจักรต้าเซี่ย มณฑลเทียนสู่
นครหนานเฟิงในเดือนหกดวงอาทิตย์ร้อนแรงดุจเปลวไฟ แผดเผาแผ่นดินจนร้อนผ่าว
วิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิง
ณ สนามฝึกอันกว้างขวางและสว่างไสว
เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงมีใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งสวมชุดฝึกอยู่นั้นต่างนั่งขัดสมาธิอยู่รอบสนามฝึก สายตามองไปยังใจกลางสนามตรงนั้นมีเงาร่างสองร่างกำลังประลองฝีมือกันเมื่อกระบี่ไม้ในมือปะทะกันอย่างดุเดือด ก็มีเสียงดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามฝึก
สองคนในสนามทั้งคู่ดูมีอายุราวสิบห้าหรือสิบหกปี หนุ่มน้อยทางฝั่งขวามีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตามีประกาย รูปร่างโดดเด่นสง่างามยังไม่ต้องกล่าวถึงอย่างอื่น เพียงแค่รูปโฉมที่ค่อนข้างหล่อเหลาเอาการของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้สาวน้อยหลายคนในสนามส่งสายตาเป็ประกายมาที่เขาพร้อมกับความเขินอายบางๆแล้ว
“หลี่ลั่ว สู้เขา!”
ทั้งยังมีสาวน้อยที่ใจกล้าส่งเสียงให้กำลังใจออกมาด้วย
ซึ่งด้านหน้าของหนุ่มน้อยที่ชื่อหลี่ลั่วคนนั้นเป็เด็กหนุ่มที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ ใบหน้าหยาบกร้านไม่น้อยอีกทั้งยังมีผิวพรรณคล้ำเข้ม เมื่อเทียบกับหลี่ลั่วแล้วเขาก็ดูราวกับเป็มนุษย์ผสมกับหมีดำเลยจริงๆ
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเสียงสาวน้อยเ่าั้ให้กำลังใจหลี่ลั่วเขาก็เผยสีหน้าอิจฉาเล็กน้อย ส่งเสียงตะคอกกล่าว “หลี่ลั่ว ข้าจะไม่ออมมือแล้วนะ!”
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวพื้นดินถึงกับะเืไปเล็กน้อย กระบี่ไม้ในมือถูกตวัดวาดผ่านอากาศเสียงแหวกอากาศดังขึ้นรางๆ ฟาดฟันไปทางหลี่ลั่วที่อยู่ด้านหน้า
เงากระบี่ฟาดฟันลงมาหลี่ลั่วตาเป็ประกาย กดปลายเท้าเล็กน้อยจากนั้นร่างของเขาก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ย่างก้าวฉับไวประหนึ่งนกน้อยโบยบินหลบเลี่ยงหนึ่งกระบี่อันหนักหน่วงนั่นได้ทันที
“นั่นมันท่าเท้าปักษาวายุ!”มีคนในสนามอุทานออกมาด้วยความชื่นชม ท่าเท้าปักษาวายุเป็วิชาอัตลักษณ์ระดับต่ำในที่นี้มีคนใช้เป็ไม่น้อยแต่แทบไม่มีใครสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่าหลี่ลั่วเลย
เงาร่างของหลี่ลั่วพุ่งเข้าหาหนุ่มน้อยกำยำผู้นั้นราวกับวิหคโบยบินกระบี่ไม้ในมือถูกชักออกด้วยท่าชักกระบี่อย่างฉับพลัน พริบตานั้นราวกับมีประกายเย็นเยียบสายหนึ่งวาดผ่านพุ่งตรงไปยังหน้าอกของเด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูง
“กระบี่แสงิญญาน้อย!”มีเสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง กระบี่นี้ของหลี่ลั่วมีแสงิญญากะพริบวูบทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้สมชื่อผู้ที่มีความสามารถในการเรียนรู้เป็อันดับหนึ่งของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงจริงๆ
เมื่อเผชิญกับเงากระบี่ที่เสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็วสีหน้าของเด็กหนุ่มกำยำก็เปลี่ยนไปทว่าความแข็งแกร่งของเขาเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันใน่เวลาคับขันเขาสามารถฝืนประคองร่างและกระทืบเท้าหนึ่งทีเงาร่างพลันถอยหลังออกไปหลายก้าว
ขณะเดียวกันบนผิวกายของเขาได้มีแสงสีเงินปรากฏขึ้นมารางๆ หนึ่งชั้นฝ่ามือข้างที่จับกระบี่ไม้เอาไว้มันก็ราวกับกลายเป็เงาอุ้งเท้าหมีสีเงินอันเลือนราง
ขณะเดียวกันก็มีเสียงคำรามทุ้มต่ำของหมีดังขึ้นมารางๆจากภายในร่างกายของหนุ่มน้อยกำยำแล้ว
เหล่านักศึกษาที่เห็นภาพนี้ต่างพากันร้องอุทานด้วยความใ“นั่นมันอัตลักษณ์หมีเงินระดับห้าของจ้าวคั่ว! ดูท่าเขาจะเอาจริงแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงอุทานที่ดังระงมจ้าวคั่วได้ก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับปริออกเป็รอยแตกร้าวหนึ่งรอยกระบี่ไม้ในมือเขาได้ฟาดลงมาด้วยพละกำลังดุดัน เกิดคลื่นลมสาดซัดฟาดฟันเข้าใส่หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าอย่างรุนแรง
บนกระบี่ไม้มีประกายแสงสีเงินสว่างวาบเสียงแหวกอากาศดังขึ้นจนแสบหู
“ะเิพลังสะบั้น!”
เด็กหนุ่มกำยำแผดเสียงตะคอกแสงสีเงินฟาดฟันลงมาตรงเข้าใส่เงากระบี่ของหลี่ลั่วที่กำลังเสือกแทงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
วินาทีต่อมากระบี่ทั้งสองเล่มได้ปะทะเข้าด้วยกัน
ผลจากการปะทะอันรุนแรงทำให้กระบี่ไม้ในมือหลี่ลั่วแตกออกเป็เสี่ยงๆพลังอันดิบเถื่อนดุจหมีคลั่งสายหนึ่งได้ทะลักเข้ามา
พละกำลังอันมหาศาลได้ะเืจนหลี่ลั่วเซถอยหลังไปสิบกว่าก้าว
หลี่ลั่วฝืนหยุดฝีเท้าเอาไว้ก่อนจะก้มลงมองกระบี่ไม้ที่แหลกเป็เสี่ยงๆยิ้มออกมาอย่างจนปัญญาแล้วกล่าว “เอาเถอะ จ้าวคั่ว เ้าชนะแล้ว”
“เฮ้อ”
เสียงพูดของหลี่ลั่วทำให้สาวน้อยในสนามต่างพากันส่งเสียงแสดงความเสียดายแต่ในทางกลับกันนั้น เหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายกลับแอบยิ้มเยาะออกมาอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็เด็กหนุ่มวัยคึกคะนองพวกเขาย่อมต้องรู้สึกอิจฉาริษยาหลี่ลั่วที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ มากขนาดนี้อยู่แล้ว
“น่าเสียดายจริงๆทั้งที่การโจมตีของหลี่ลั่วเฉียบคมยิ่งกว่าในด้านการใช้วิชาอัตลักษณ์ก็เหนือกว่าจ้าวคั่วไม่น้อยด้วยหากไม่ใช่เพราะเขาไร้อัตลักษณ์ ผู้ชนะครั้งนี้จะต้องเป็หลี่ลั่วแน่นอน”มีคนแสดงความคิดเห็น
“ใช่แล้วจ้าวคั่วมีอัตลักษณ์หมีเงินระดับห้า พละกำลังมหาศาลและพลังอัตลักษณ์ของเขาเกรงว่าน่าจะถึงระดับห้าตราแล้วด้วยสมกับเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตึกสองของพวกเราจริงๆ”
“หลี่ลั่วมีพร์ในด้านวิชาอัตลักษณ์ที่ร้ายกาจมากก็จริงแต่เขากลับไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด นับเป็ข้อเสียอันใหญ่หลวงเลยทีเดียวหากไร้ซึ่งพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งมากพอมาหนุนเสริมไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เชี่ยวชาญเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักอยู่ดี”
“ฮ่าฮ่า เ้าไม่ต้องไปสงสารเขาหรอกหลี่ลั่วเป็ใครกัน? เขาเป็ถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์แห่งอาณาจักรต้าเซี่ยเราพ่อแม่ของเขาก็เป็ถึงผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเราอีกด้วยในเวลาสั้นๆ เพียงสิบปีคฤหาสน์ลั่วหลานที่พวกเขาสร้างก็สามารถทะยานขึ้นเป็หนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยได้แล้วอย่าว่าแต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยเลย แม้แต่นอกอาณาจักรเองชื่อเสียงของพวกเขาก็เป็ที่รู้จัก”
“เฮ้อแต่ตอนนี้เื่ราวเ่าั้มันล้าสมัยไปแล้วั้แ่เมื่อสามปีก่อนที่พ่อแม่ของหลี่ลั่วหายสาบสูญไปใน ‘สมรภูมิขุนนางราชัน’คฤหาสน์ลั่วหลานก็ตกต่ำลงไปมากแล้วนอกจากนี้ยังมีข่าวว่าภายในคฤหาสน์ลั่วหลานยังเกิดความขัดแย้งภายในรุนแรงข้าเกรงว่าอีกไม่นานก็คงจะแตกแยกออกจากกันแล้วเกรงว่าตำแหน่งคุณชายน้อยของเขาก็คงจะหลุดลอยไปด้วยแล้วกระมัง”
“อ้าว? มีเื่แบบนี้ด้วย? ผู้ดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้น่าจะเป็… รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์สินะ?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้แววตาของเด็กหนุ่มทั้งหลายก็เปลี่ยนไปเร่าร้อนมากขึ้นไม่น้อยเพราะชื่อนี้ถือเป็ตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงแห่งนี้เลยทีเดียว
แต่เมื่อนึกถึงเื่ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์กับหลี่ลั่วแล้วสายตาของพวกเขาที่มองทางหลี่ลั่วก็แปลกประหลาดไปอย่างอดไม่ได้
และในขณะที่เหล่าหนุ่มน้อยสาวน้อยทั้งหลายกำลังซุบซิบกันอยู่จ้าวคั่วก็เดินตรงเข้ามาหาหลี่ลั่วเช่นกัน ตบไหล่เขาพร้อมฉีกยิ้มกล่าว“ไม่เป็ไรใช่ไหม? อย่าหาว่าข้าเอาเปรียบเ้าล่ะ”
หลี่ลั่วยิ้มออกมาจ้าวคั่วผู้นี้มีนิสัยเถรตรง สนิทกับเขาพอสมควรอีกทั้งเื่นี้จ้าวคั่วก็ไม่ได้ทำผิดกฎอะไรเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรเสียการที่ตัวเขาไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดเดิมทีก็เป็จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของเขาอยู่แล้วด้วย จะไปโทษจ้าวคั่วได้อย่างไร
...
ตรงริมสนามมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้เลื่อนสายตากลับมาจากตัวทั้งสองคนในสนาม เขามีชื่อว่าสวีซานเยว่ เป็ครูของตึกสอง
ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายเช่นกัน
ความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่ลั่วนั้นโดดเด่นอย่างมากไม่ว่าจะเป็วิชาอัตลักษณ์ใดๆเมื่ออยู่ในมือเขาแล้วก็ล้วนสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วยิ่งกว่าคนทั่วไปอย่างมากดูจากจุดนี้แล้วเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ได้รับสืบทอดจุดเด่นของพ่อแม่ที่เป็อัจฉริยะทั้งสองคนมาด้วยเหมือนกันทั้งยังอาจจะเหนือกว่าเลยด้วย
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ...หลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ในด้านการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์จึงมีปัญหา
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์ ต้องพึ่งพา“อัตลักษณ์” ของตัวเอง ซึ่งมันเป็แก่นของการบำเพ็ญ
ใช้อัตลักษณ์ดูดกลืนพลังงานฟ้าดินสิ่งที่ได้มาในท้ายที่สุดจะถูกเรียกว่า “พลังอัตลักษณ์”
ซึ่งชนิดอัตลักษณ์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่สามารถแบ่งออกเป็สองกลุ่มใหญ่ๆ คือ อัตลักษณ์ธาตุและอัตลักษณ์สรรพสัตว์
อัตลักษณ์ธาตุก็คือเหล่าธาตุต่างๆในทั่วหล้าฟ้าดิน ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า เป็ต้น ส่วนอัตลักษณ์สรรพสัตว์นั้นตำนานเล่าว่ายุคเริ่มต้นของเผ่ามนุษย์มีสุดยอดฝีมือที่้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับเผ่ามนุษย์จึงได้นำิญญาแห่งสรรพสัตว์มาหลอมรวมเข้าสู่สายเืเผ่ามนุษย์ถึงได้มีอัตลักษณ์สรรพสัตว์กำเนิดขึ้นมา
ซึ่งไม่ว่าจะเป็อัตลักษณ์ธาตุหรืออัตลักษณ์สรรพสัตว์ล้วนแล้วแต่มีการแบ่งระดับทั้งสิ้น นั่นคือระดับหนึ่งไปจนถึงระดับเก้า
ในยามที่เด็กน้อยเผ่ามนุษย์เติบโตขึ้นจนมีอายุราวๆสิบกว่าปี ภายในร่างกายจะมีจุดเชี่ยวเสวีย[1]เปิดออกหนึ่งจุด จุดนี่จะถูกเรียกว่า“วิหารอัตลักษณ์”
เมื่อวิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้นย่อมต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเองกำเนิดขึ้นมาด้วย
อย่างเช่น จ้าวคั่วภายในวิหารอัตลักษณ์ของเขา ก็ได้มีอัตลักษณ์หมีเงินถูกปลุกขึ้นมาถือเป็หนึ่งในอัตลักษณ์สรรพสัตว์
จุดเด่นของอัตลักษณ์นี้ก็คือการมีพละกำลังมหาศาล เมื่อใช้คู่กับพลังอัตลักษณ์ของตัวเองด้วยแล้วพลังทำลายล้างก็นับว่าน่าใเลยทีเดียว
แต่ปัญหาของหลี่ลั่วก็อยู่ที่ตรงนี้เองเพราะหลังจากที่วิหารอัตลักษณ์ภายในร่างกายเขาเปิดออกภายในนั้นกลับไม่ได้มีอัตลักษณ์ใดๆ เผยออกมาเลย ภายในนั้นว่างเปล่าดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ไร้อัตลักษณ์” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพบเห็นได้ยากอย่างมาก
และเมื่อไร้ซึ่งอัตลักษณ์เป็แก่นไปดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานในฟ้าดินย่อมเป็การยากที่หลี่ลั่วจะสามารถบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งออกมา...ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ให้กับจ้าวคั่ว
เพราะวิหารอัตลักษณ์ของเขานั้นไร้อัตลักษณ์
เื่ที่หลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์ภายในวิทยาลัยหนานเฟิงได้มีการทดลองมาแล้วหลายครั้งเพราะพ่อแม่ทั้งสองของเขาล้วนแล้วแต่โดดเด่นมากความสามารถเกินไปทำให้เหล่าบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยต่างก็ตั้งความหวังกับหลี่ลั่วไว้สูงมากรู้สึกว่าในอนาคตเขาจะต้องเลื่อนระดับขึ้นไปสู่วิทยาลัยระดับสูงที่ดีที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแห่งนั้นได้อย่างแน่นอน
ซึ่งตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งเข้าเรียนมาเป็ปีแรกนั้นเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ของเขานั้นได้เผยให้เห็นถึงพร์ที่น่าทึ่งอย่างมากได้ถูกจัดให้ไปอยู่ที่ตึกหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงโดยตรงที่นั่นเป็ที่ที่รวบรวมวัยเยาว์ที่มีพร์โดดเด่นที่สุดจากในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่เอาไว้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่ออายุของนักศึกษาสูงขึ้นจนถึง่ที่วิหารอัตลักษณ์ปรากฏขึ้นเขาก็ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจ
นั่นคือคนอื่นๆล้วนแล้วแต่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เขา... แม้จะมีวิหารอัตลักษณ์เกิดขึ้นแต่ในนั้นกลับว่างเปล่า
ซึ่งการที่ขาดอัตลักษณ์ของตัวเองไปแม้หลี่ลั่วมักจะสามารถฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ได้เร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอแต่พลังอัตลักษณ์ของเขากลับยกระดับได้เชื่องช้าอย่างมาก จนเมื่อผ่านไปหนึ่งปีระดับของเขาก็ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตึกหนึ่งเสียแล้ว
การฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์มีเป้าหมายเพื่อทำให้สำแดงพลังอัตลักษณ์ออกมาได้ทรงพลังยิ่งขึ้นแต่หากพลังอัตลักษณ์เบาบางไม่ว่าจะเป็วิชาอัตลักษณ์ที่ระดับสูงเพียงใดก็มีอานุภาพที่จำกัดอยู่ดี
หลังจากทดสอบหลายต่อหลายครั้งพวกบุคลากรระดับสูงของวิทยาลัยก็ได้ข้อสรุปว่าปัญหาอยู่ที่ลักษณะร่างกายของหลี่ลั่ว
ร่างกายเช่นนี้ ภายในร่างขาดอัตลักษณ์ดังนั้นจึงยากที่จะดูดกลืนและกลั่นเกลาพลังงานฟ้าดินได้การบำเพ็ญในอนาคตจะค่อนข้างยากลำบากเป็พิเศษ
เมื่อผลลัพธ์นี้ออกมาครูของตึกหนึ่งก็ได้ยื่นคำร้องต่อเบื้องบนของวิทยาลัยทันทีทำการลดขั้นของหลี่ลั่วจากตึกหนึ่งลงไปอยู่ตึกสองในตอนนี้แทน
อันที่จริงมันก็เป็เื่ปกติอย่างไรเสียตึกหนึ่งก็เป็สถานที่แห่งความภาคภูมิใจของวิทยาลัยหนานเฟิงครูท่านนั้นย่อมไม่้าให้หลี่ลั่วไปเป็ตัวถ่วงแน่นอนว่าสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ของหลี่ลั่วในเวลานั้นได้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว และเมื่อไร้ซึ่งเสาหลักทั้งสองท่านนี้สถานการณ์ภายในอาณาจักรต้าเซี่ยของคฤหาสน์ลั่วหลานที่มีขุมพลังอ่อนแอที่สุดในบรรดาห้ามหาคฤหาสน์่หลายปีที่ผ่านมานี้จึงดูอึดอัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายหลี่ลั่วก็ต้องย้ายมาอยู่ที่ตึกสอง
สวีซานเยว่แอบถอนหายใจตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งมายังตึกสองใหม่ๆ นั้น จ้าวคั่วยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยแต่บัดนี้เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งปีหลี่ลั่วก็เริ่มถูกจ้าวคั่วแซงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว
ด้วยความเร็วเช่นนี้เกรงว่าครึ่งปีต่อจากนี้ อันดับของหลี่ลั่วในตึกสองคงจะลดต่ำลงไปอีกเป็แน่
หากสุดท้ายแล้วหลี่ลั่วมีผลงานแค่นี้ละก็เกรงว่าคงจะไร้วาสนากับวิทยาลัยระดับสูงที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันอย่างวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว
ระหว่างที่สวีซานเยว่มองดูหลี่ลั่วที่มีรูปร่างสมส่วนและใบหน้าอันหล่อเหลาที่มีสีหน้าสงบนิ่งนั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกเสียดายมากกว่าเดิมอันที่จริงหนุ่มน้อยคนนี้เองก็พยายามอย่างมากแล้วแต่เพราะเขามีพ่อแม่ที่โดดเด่นและเก่งกาจมากเกินไป ทำให้คนรอบข้างต่างก็คาดหวังกับเขาไว้สูงมากบัดนี้ พ่อแม่ที่มากความสามารถ กลับกลายเป็แรงกดดันสำหรับเขาไปแทน
อย่างไรเสียผู้คนก็เอาแต่พูดว่าบิดาพยัคฆ์แต่มีบุตรเป็สุนัขแต่กลับไม่ได้ไปดูถึงเบื้องลึกเื้ัของเื่ราวเ่าั้เลย
หลี่ลั่วที่ตกอยู่ใต้สายตาเสียดายของกลุ่มคนนั้นก็ได้ปัดเศษไม้บนตัวทิ้งไป จากนั้นก็ไปนั่งขัดสมาธิลงข้างๆเขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าในใจของคนอื่นตอนนี้กำลังคิดเื่อะไรกันอยู่
ไร้อัตลักษณ์...
มันเป็การแสดงออกมาว่าอนาคตมืดบอดชัดๆ
แต่ว่า... หลี่ลั่วเบะปากเล็กน้อยยื่นฝ่ามือไปลูบบริเวณท้องน้อยอย่างอดไม่ได้ อันที่จริงนอกจากตัวเขาเองแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าความพิเศษของเขาไม่ได้มีแค่เื่ไร้อัตลักษณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญในโลกหล้าแรกเริ่มเดิมทีจะมีวิหารอัตลักษณ์กำเนิดขึ้นเพียงหนึ่งอันและเมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับขุนนางในอนาคต ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองเกิดขึ้นและในยามที่ประดับยศราชัน ก็ถึงจะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สามเกิดขึ้น...แต่ระดับขุนนางนั้น ในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยก็ยังมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นส่วนระดับราชัน แม้แต่ในอาณาจักรต้าเซี่ยอันแข็งแกร่งแห่งนี้ก็ยังแทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
แน่นอนว่าทุกเื่ราวย่อมไม่มีอะไรตายตัวร่ำลือว่าผู้ที่มีพร์พิสดารนั้น ในยามที่พลังอัตลักษณ์ยกระดับขึ้นก็มีโอกาสที่ต่ำมากที่จะมีวิหารอัตลักษณ์อันที่สองกำเนิดขึ้นมาก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับขุนนางแต่เื่แบบนี้มันก็พบเจอได้น้อยอย่างมากเช่นกัน
ซึ่งความพิเศษของหลี่ลั่วอีกจุดหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้เอง...แม้ตอนนี้เขาจะยังอยู่ในระดับแรกสุดอย่างระดับสิบตรา ทว่า... ภายในร่างกายของเขากลับไม่ได้มีวิหารอัตลักษณ์อยู่แค่อันเดียว...
แต่เขามีมากถึงสามอันอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!
ใช่แล้วนี่เป็สิ่งที่เดิมทีแล้วจะเกิดขึ้นได้ตอนก้าวขึ้นสู่ระดับราชันเท่านั้นแต่ตอนนี้มันกลับมาเกิดขึ้นกับหลี่ลั่วแล้ว
แต่ที่น่าโมโหคือวิหารอัตลักษณ์ทั้งสามอันนี้ มันล้วนว่างเปล่า!
ดังนั้นหากว่าไร้อัตลักษณ์หนึ่งอันไม่มีอนาคต เช่นนั้นขอถามหน่อยว่าแล้วไร้อัตลักษณ์สามอัน มันจะถือว่ามีอนาคตหรือไม่มีอนาคตกันแน่?
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมาคำหนึ่งสีหน้าเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย
ขณะที่หลี่ลั่วว้าวุ่นใจอยู่นั้นจ้าวคั่วก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ เขา เอ่ยถามเสียงเบาว่า“ปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์ของเ้า ยังแก้ไม่ได้อีกหรือ?”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย
จ้าวคั่วเห็นท่าทางของหลี่ลั่วแล้วก็ถอนหายใจออกมาเช่นกันเขารู้ว่าตัวเองเหมือนจะถามคำถามไร้สาระออกไปอัตลักษณ์นั้นเป็สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเหมือนจะยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนด้วยว่าจะสามารถเติมเข้าไปหลังกำเนิดได้
ปัญหาของหลี่ลั่วนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็โจทย์ยากข้อใหญ่
ในขณะที่ทั้งสองสนทนากันอยู่สวีซานเยว่ได้เดินเข้ามาในสนาม กล่าวให้กำลังใจหลี่ลั่วสองสามประโยคสุดท้ายจึงค่อยหันไปกล่าวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ว่า “ทุกคนเริ่มั้แ่เดือนหน้าเป็ต้นไป จะเป็่การสอบใหญ่ที่สำคัญที่สุดแล้วพวกเ้าจะได้เข้าสู่วิทยาลัยระดับสูงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสอบครั้งนี้แล้วดังนั้น ตั้งใจบำเพ็ญให้เต็มที่ล่ะ”
เมื่อเหล่านักศึกษาได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าจริงจังออกมาพวกเขาต่างพร่ำเพียรฝึกฝนมาเป็เวลาหลายปีก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบครั้งใหญ่ในเดือนหน้านี่เองหากพวกเขาสามารถสอบเข้าเรียนในวิทยาลัยระดับสูงได้อนาคตของพวกเขาก็จะยิ่งก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวะโ
หลังจากที่สวีซานเยว่พูดจบก็ประกาศเลิกเรียน
หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วเองก็เดินออกจากสนามฝึกพร้อมกับนักศึกษาคนอื่นๆ
“ข้าจะไปฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์เพิ่มอีกสักหน่อยวันนี้ข้าถูกเ้ากระตุ้นเข้าให้แล้ว เ้านี่มันร้ายกาจจริงๆถ้าพลังอัตลักษณ์ของเ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อยละก็ข้าคงถูกเ้าอัดอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว” จ้าวคั่วถอนหายใจออกมายาวเป็พิเศษก่อนจะโบกมือลาหลี่ลั่วแล้วเดินจากไป
หลี่ลั่วมองตามหลังของจ้าวคั่วแล้วหัวเราะเบาๆเขารู้ดีว่าจ้าวคั่วคงกลัวว่าผลการประลองเมื่อครู่จะกระทบกระเทือนจิตใจเขาจึงได้ขอแยกตัวออกไปก่อน
แต่ถึงอย่างไรหลังจากเวลาผ่านมานานขนาดนี้หลี่ลั่วก็ชินกับมันได้นานแล้ว
เขาเลื่อนสายตากลับมา เดินตามถนนเล็กๆที่ตัดผ่านป่า มุ่งหน้าออกสู่นอกวิทยาลัย
ระหว่างนั้นเขาได้พบเจอกับนักศึกษาหลายคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็ชายหรือหญิงทุกคนล้วนจับจ้องสายตามามองที่เขาเพราะต่อให้ไม่นับเื่หน้าตาที่หล่อเหลาสง่างามของเขาแล้วหลี่ลั่วก็ยังถือเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความแปลกของวิทยาลัยแห่งนี้คนหนึ่งเลยเหมือนกัน
กับสายตาเ่าั้หลี่ลั่วกลับแสดงท่าทีเฉยเมย เขาเดินตามถนนไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าประตูวิทยาลัยถึงได้หยุดเท้าลง
ที่นั่นมีผู้คนรวมตัวกันเป็กลุ่มใหญ่กำลังส่งเสียงฮือฮาออกมา
จุดที่กลุ่มนักศึกษาเ่าั้กำลังล้อมรอบอยู่เป็กำแพงหินสีเขียว มันคือกำแพงเกียรติยศของวิทยาลัยหนานเฟิงจะบันทึกชื่อของอัจฉริยะทุกคนที่จบจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปเอาไว้
กำแพงเกียรติยศนี้นักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็ได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วตามหลักแล้วพวกเขาควรจะรู้สึกเบื่อหน่ายกันได้แล้วแต่ที่นี่กลับยังคงเป็จุดที่คึกคักที่สุดเสมอ
หลี่ลั่วเม้มปากเล็กน้อยแน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้สาเหตุอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ ล้วนมาเพราะนาง
สายตาของหลี่ลั่วหันไปมองทาง้าของกำแพงเกียรติยศตรงนั้นมีศิลาผลึกแก้วอยู่ก้อนหนึ่ง มีประกายแสงหลายสายแผ่ออกมาจากในนั้นสุดท้ายก็ร้อยเรียงกันเป็เงาร่างที่สูงเพรียวเรียวบางอีกทั้งยังดูสมจริงราวกับมีชีวิต
นั่นคือเด็กสาวคนหนึ่งนางสวมชุดเครื่องแบบของวิทยาลัยหนานเฟิง ท่อนบนเป็ชุดสีขาวอันเรียบง่ายบริสุทธิ์แต่มีผ้าคลุมสั้นสีน้ำเงินสดใสคลุมทับอีกชั้น โบกสะบัดตามสายลมท่อนล่างเป็กระโปรงสั้นสีดำใต้กระโปรงนั้นเป็ท่อนขาอันเรียวยาวขาวเนียนจนสะท้อนแสงคู่หนึ่ง
นางมีใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบดั้งจมูกที่โด่งงาม ขนตาที่หนาและยาว ผิวขาวราวกับหิมะแต่ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะล้วนน่าชื่นชม ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคือดวงตาของนาง
เป็ดวงตาสีทองคู่หนึ่งแผ่ความบริสุทธิ์ที่ยากจะบรรยายได้ออกมา หากจ้องมองนานเกินไปก็ชวนให้รู้สึกกดดันอยู่บ้างเหมือนกัน
นางมีสีหน้าที่ค่อนข้างเ็ามองตรงไปทางด้านหน้า มือข้างหนึ่งเท้าเอวไว้ส่วนอีกมือหนึ่งนั้นถือกระบี่ไม้เล่มหนึ่ง ทันทีที่พบเห็นทั้งความสง่างามทั้งความดุดันแข็งกร้าวนั้นก็ได้ถาโถมเข้าใส่ทันที
นี่คือเด็กสาวที่ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือบุคลิกก็ล้วนทำให้ผู้คนใจเต้นได้ทั้งสิ้น
บนกำแพงด้านหลังเงาร่างของนางมีชื่อของนางสลักเอาไว้
เจียงชิงเอ๋อร์เพชรเม็ดงามอันเจิดจรัสที่จบออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงไปด้วยอัตลักษณ์แสงสว่างระดับเก้าและความร้ายกาจของพร์นางก็ทำให้ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยยังต้องตกตะลึง
เพียงแค่สองปีหลังจากเข้าเรียนยังไม่ทันได้ทำการสอบใหญ่เลื่อนชั้นก็ถูกวิทยาลัยระดับสูงอย่างเช่นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงรับเลือกโดยตรงเป็กรณีพิเศษกลายเป็คนแรกในรอบร้อยปีของมณฑลเทียนสู่ที่ได้รับเกียรติเช่นนี้
นางได้กลายเป็ตำนานของวิทยาลัยระดับกลางหนานเฟิงไปแล้วนักศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนที่เข้ามาใหม่หลังจากนั้นล้วนแล้วแต่แหงนมองนางจากที่นี่ซึ่งตัวนางในตอนนี้ก็ถึงกับมีชื่อเสียงในทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยแล้ว
หลี่ลั่วจ้องมองไปที่เงาร่างของเจียงชิงเอ๋อร์เช่นกันจากนั้นเขาก็ััได้ถึงสายตาจำนวนหนึ่งที่มองมาที่ตัวเขาจากรอบข้างนักศึกษาเ่าั้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิงตอนนี้ล้วนแล้วแต่มองเขาด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บใจ อิจฉา และประหลาดใจ
กับสายตาเหล่านี้หลี่ลั่วยังคงเมินเฉยเหมือนเคย เขารู้ดีว่าต้นเหตุของสายตาเหล่านี้คืออะไร
เป็เพราะเจียงชิงเอ๋อร์
ผู้ที่เป็ดั่งเทพธิดาสำหรับเหล่านักศึกษาทุกคนในวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ว่าชายหรือหญิงและนางก็ยังเป็คนที่ถูกพ่อแม่ของเขารับเป็ศิษย์ั้แ่เล็กๆ อีกทั้งยัง...หมั้นหมายกับเขาไว้แล้วด้วย
พูดให้ชัดๆ เลยก็คือเจียงชิงเอ๋อร์นั้นเป็คู่หมั้นของเขา
-------------------------------------
[1] จุดเชี่ยวเสวียจุดฝังเข็มตามหลักแพทย์แผนจีน