นางหยูได้ยินข้อเสนอนั้นก็อึ้งไป แม้แต่ตัวนางยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ แต่สะใภ้สามกลับเป็นกังวลแทนนาง
“น้องสะใภ้สาม ขอบใจมาก ขอบใจเจ้ามาก!”
คนได้รับความช่วยเหลือน้ำตาคลอพร้อมกับคลี่ยิ้มตื้นตัน ซาบซึ้งในน้ำใจของเหอจิ่วเหนียงจากใจจริง
“ครอบครัวเดียวกันจะขอบคุณทำไมเจ้าคะ เพียงแต่ถึงแม้ตอนนี้พวกเรามาถึงจิงโจวแล้วก็บอกไม่ได้ว่าจะตามหาพวกเขาเจอหรือไม่ พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ต้องเตรียมใจเอาไว้บ้างนะ”
เหอจิ่วเหนียงจับมืออีกฝ่ายพลางบอกอย่างจริงจัง ในยุคโบราณก็มีข้อเสียในเรื่องการติดต่อสื่อสารที่ไม่สะดวกเช่นนี้ หากพลัดพรากจากกัน โอกาสพบกันอีกครั้งช่างยากเย็นจนแทบริบหรี่
“ข้ารู้” นางหยูพยักหน้าเข้าใจ “ตอนนั้นทุกอย่างฉุกละหุกไปหมดจึงไม่ได้กลับไปบอกที่บ้านสักคำ ข้าทำใจเอาไว้แล้วละว่าชาตินี้อาจไม่ได้เจอกันอีก”
สตรีแซ่หยูฝืนยิ้มแม้ในใจโศกเศร้า ความจริงนางเคยได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่าครอบครัวทางฝั่งบิดามารดาลี้ภัยออกไปก่อนแล้ว…หากครอบครัวนางเป็นห่วงนางสักหน่อยก็น่าจะส่งข่าวมาบอกกันสักคำ แต่นางกลับไม่ได้รับข่าวคราวใดจากทางบ้านเลย นึกแล้วในใจก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน
“อืม พี่สะใภ้เข้าใจก็ดีแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ควรปลอบเช่นไร หวังเพียงให้เจ้าตัวคิดและเข้าใจด้วยตัวเอง
นางหยูยกมือปาดน้ำตา แล้วเอ่ย “ตอนนี้ครอบครัวเรามาถึงจิงโจวอย่างปลอดภัยข้าก็พอใจแล้ว อีกอย่าง ทุกคนในครอบครัวก็ดีกับข้ามาก ข้าไม่มีอะไรต้องเสียใจ น้องสะใภ้สาม เจ้าวางใจเถอะ น้ำใจนี้ของเจ้าข้าจดจำเอาไว้แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร และจูงมือพี่สะใภ้เดินหาซื้อยาจินฉวงราคาถูกที่สุดในโรงหมอริมทาง จากนั้นก็พากันเดินเล่นชมความครึกครื้น
โดยสตรีทั้งสองหารู้ไม่ว่า…
หลังจากที่พวกนางเดินออกจากโรงหมอ มีคนสองคนเดินออกมาจากมุมหนึ่งทางด้านหลัง
สองคนนี้ก็คือเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการก่อนหน้านั่นเอง
ทั้งสองเดินออกมาจากข้างกำแพงโรงหมอด้วยสีหน้าเคลือบแคลง
“พวกเขามีคนบาดเจ็บตั้งหลายคนกลับไม่พากันมาหาหมอ แต่ซื้อยาแค่นี้กลับไปอย่างนั้นหรือ อีกทั้งยังเป็นแค่ยาจินฉวงถูก ๆ เนี่ยนะ?”
จะคิดเช่นไรก็ไม่เข้าใจ บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น ได้เงินช่วยเหลือมาแล้วอันดับแรกก็ต้องมาหาหมอสิ
แต่นี่มาซื้อแค่ยา?
เจ้าหน้าที่แซ่หลี่เหลือบมองสหายพลางกล่าว “เจ้าจะเข้าใจอะไร เงินสำหรับชาวนาธรรมดามีค่าขนาดไหน หากพากันมาหาหมอก็ต้องใช้เงินมาก จะให้จ่ายก้อนใหญ่แบบนั้นได้อย่างไรกัน!”
“เอาเถอะ ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็กลับกันเถอะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
สาเหตุที่ทั้งสองแอบตามชาวบ้านตระกูลลู่ก็เพราะกังวลว่าจะถูกหลอก หากเป็นเช่นนั้นพวกตนคงไม่พ้นถูกลงโทษแน่ ทว่าตอนนี้เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าสงสัย พวกเขาก็สบายใจในที่สุด
----------
ฉินเจียนกลับมาถึงเมืองหลวง และเล่าเรื่องที่ได้รับมาจากเหอจิ่วเหนียงให้เฉินอ๋องฟังแล้ว ผู้ฟังตกใจอย่างมาก แต่หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้
“มิน่าล่ะ เหตุใดพวกมันถึงรู้ความเคลื่อนไหวพวกเราดี ที่แท้ก็เป็นคนใกล้ตัวนี่เอง!”
เฉินอ๋องแค่นหัวเราะเสียงเย็น …หมากกระดานนี้ยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว!
“องค์ชายคิดว่าเป็นใครหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินเจียนมองผู้เป็นนายด้วยสายตาตึงเครียด ในใจรู้สึกหดหู่เมื่อตระหนักว่าในราชวงศ์ไม่มีคำว่าครอบครัว หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของพี่น้องกันเองละก็ นับเป็นเรื่องที่น่าปวดใจจริง ๆ
“ไม่รู้”
เฉินอ๋องส่ายหน้า ตอนนี้เขาเองก็ยังบอกไม่ได้ ยามที่พี่น้องอยู่ต่อหน้ากันภายนอกก็ยิ้มแย้มหัวเราะปกติ แต่เบื้องหลังใครจะรู้กันว่าใครแอบทำอะไรอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้อ๋องหนุ่มโมโหมากก็คือ ตอนนี้บ้านเมืองมีศึกทั้งในและนอก พวกเขาชิงชังกันเองยังพอเข้าใจได้ แต่การที่ไปช่วยหนานไท่โจมตีตนนี่หมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยไปได้เด็ดขาด!
“เจ้าบอกว่านักฆ่าพวกนั้นมีรอยสักเขี้ยวหมาป่าอยู่บนตัว เช่นนั้นจงส่งคนไปสืบมาว่ารอยสักนี่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง”
เฉินอ๋องยกมือนวดขมับ ฉินเจียนน้อมรับคำสั่งแล้วเอ่ยต่อ “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้กระหม่อมตัดสินใจโดยพลการ มอบป้ายห้อยเอวให้คนผู้นั้นไป ให้พวกเขาเดินทางไปตั้งตัวที่จิงโจว โปรดองค์ชายลงโทษกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเปิดเมืองจิงโจวก็เพื่อรับผู้ลี้ภัยอยู่แล้ว เจ้าผิดอะไรกัน?”
“เพราะคนในครอบครัวนั้นมีกลุ่มชายหนุ่มแข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจียนก้มหน้าลงน้อมรับความผิด ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้บุรุษร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเข้าไปเสริมกองทัพ แต่เขากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ยอมให้ชายหนุ่มเหล่านั้นเข้าเมืองจิงโจว เรื่องนี้หากปล่อยเอาไว้นานก็เท่ากับเป็นการลบหลู่เบื้องสูง
เฉินอ๋องกลับไม่มีปฏิกิริยาอย่างที่ควรเป็น เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่เป็นไร ครอบครัวนั้นช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ทั้งยังบอกเรื่องสำคัญกับเจ้า ถือว่ามีความดีความชอบ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยองค์ชาย”
ฉินเจียนเตรียมจะถอยออกไป ทันใดนั้นเสียงขององครักษ์ด้านนอกก็ดังขึ้น “ทูลองค์ชาย ข่าวด่วนจากแปดร้อยลี้พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องหันไปส่งสายตาให้ฉินเจียน “รีบไปเอาเข้ามา”
ฉินเจียนรีบไปรับจดหมาย ทันทีที่กวาดสายตาผ่านเนื้อหาบนหน้ากระดาษดวงตาก็พราวระยับ “องค์ชาย ข่าวจากหนานไท่พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องผุกลุกขึ้นอย่างร้อนใจทันทีและรีบรับจดหมายมาเปิดดู อยากรู้นักว่าหนานไท่จะมีความเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้น
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ คนร้อนใจก็หัวเราะออกมา บ่งบอกว่าพึงพอใจยิ่งนัก
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ไม่เลว ไม่เลวเลย! ซุนฉีผู้นี้ ข้ามองเขาไม่ผิดจริง ๆ! รอเขากลับมาข้าจะตกรางวัลให้อย่างหนัก!”
เมื่อได้ยินชื่อที่ถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้เป็นนาย คนสนิทขององค์ชายสามก็พลอยตื่นเต้น บอกชัดว่าเขาอยากรู้เพียงใดว่าตกลงแล้วในจดหมายมีใจความอย่างไรบ้าง
โชคดีที่เฉินอ๋องเชื่อใจคนสนิทแซ่ฉินผู้นี้มากจึงยื่นจดหมายให้เขา ผ่านไปครู่หนึ่งการแสดงออกของฉินเจียนก็ไม่ต่างไปจากเจ้านายเขาเลย
“นี่เขาสังหารองค์รัชทายาทหนานไท่แล้วหรือ! นี่มันเรื่องจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
ก่อนหน้านี้หนานไท่รู้ว่าทางเป่ยเหยียนเกิดภัยแล้งจึงคิดจะนำทัพบุกเข้ามา เฉินอ๋องกังวลอยู่เลยว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าซุนฉีจะจัดการเรื่องที่สุมอกเขาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้!
“ใช่ เขาลอบเข้าไปในตำหนักองค์รัชทายาทคนเดียวและลงมือ แถมยังหนีออกมาได้ ช่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีคนหนึ่งจริง ๆ! ไม่เสียแรงที่ข้าช่วยชีวิตเขาไว้ในคราวนั้น!”
เฉินอ๋องสุขใจอย่างมาก “ในเมื่อแก้ไขปัญหาด่วนได้แล้ว เช่นนั้นจดหมายที่ข้าให้เจ้าไปส่งก็ไม่จำเป็นแล้ว เจ้าไปตรวจสอบเรื่องนักฆ่าพวกนั้นให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปรวมตัวกับซุนฉี ฝากบอกเขาด้วยว่าระวังตัวให้ดี รอเขากลับมาข้าจะทูลขอเสด็จพ่อแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
แค่ศีรษะของว่าที่กษัตริย์หนานไท่ก็เพียงพอจะตกรางวัลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ซุนฉีส่งข่าวสำคัญมากมายให้เขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เดิมทีราชวงศ์หนานไท่ก็มีผู้สืบสกุลน้อยอยู่แล้ว คนที่มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ก็มีเพียงองค์รัชทายาทผู้นั้น บัดนี้ผู้เป็นความหวังในการสืบทอดอำนาจเพียงหนึ่งเดียวดับสูญแล้ว ราชสำนักจึงตกอยู่ในภาวะสั่นคลอนอย่างรุนแรงแน่นอน
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจียนยินดีกับสหายของเขาอย่างยิ่งจากใจจริง นี่เป็นความดีความชอบที่ซุนฉีสมควรได้รับ!
----------
หลังจากพักค้างอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยหนึ่งคืน เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นและเดินออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อันที่จริงนางนอนไม่หลับ กลิ่นตัวเหม็นสาบรุนแรงเกินจะบรรยายคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสบตาแสบจมูกจนแทบไม่อยากหายใจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลับสนิทเลย
เดินออกมาได้ไกลพอสมควรหญิงสาวก็รีบโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับสิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่านางยังมีชีวิตรอดอย่างแท้จริง
ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว นางจึงไปที่หน้าประตูศาลาว่าการตั้งแต่เช้าตรู่ รอเจ้าหน้าที่สองคนนั้นออกมา จะได้เข้าสู่แผนการของตน
กระทั่งเป้าหมายมาถึงแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที “ใต้เท้าทั้งสอง นี่คือคนในครอบครัวของข้าที่พลัดหลงกัน ข้าวาดรูปพรรณสัณฐานมาให้แล้ว ด้านล่างเขียนชื่อเอาไว้ด้วย โปรดใต้เท้าทั้งสองช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ!”
ขณะขอความช่วยเหลือนางก็ควักเงินหนึ่งตำลึงยัดใส่มือพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนึกไม่ถึงว่าสตรีชาวบ้านจะใจใหญ่เช่นนี้ เมื่อวานกระเบียดกระเสียรเงินไม่กี่อีแปะซื้อยาราคาถูก แต่ตอนนี้กลับควักเงินหนึ่งตำลึงเพื่อขอให้ตามหาคน…
ช่างน่าสงสัยจริง ๆ
“หากข้าจำไม่ผิด ครอบครัวเจ้าแซ่ลู่ไม่ใช่หรือ คนในภาพนี่แซ่หยูทั้งนั้น เหตุใดถึงบอกว่าเป็นคนในครอบครัวเจ้ากัน?”
“เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะใต้เท้าทั้งสอง คนเหล่านี้เป็นครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่ข้า เพราะไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกัน อีกทั้งตอนลี้ภัยไม่ได้เดินทางมาพร้อมกัน ตอนนี้จึงไม่รู้ข่าวคราวจากพวกเขาเลย พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าไม่สบายใจมาก ข้าจึงมาขอความช่วยเหลือจากคนมีความสามารถอย่างพวกท่านเจ้าค่ะ”
.
.
.