กู้ชิงเฉิงยังคงไม่อยากเชื่อสายตานางจ้องมองโม่อวี้เฉินตรงๆ ราวกับไม่เคยรู้จักบุรุษผู้นี้มาก่อน
“เอาเถิด เจ้าบอกข้ามาเถอะว่าจะให้ข้าช่วยได้อย่างไร?” โม่อวี้เฉินเอ่ยถามด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “จะต้องแลกด้วยชีวิตข้าเลยหรือเหตุใดเจ้าจึงลังเลนักเล่า?”
เมื่อทราบว่าเรื่องราวในอดีตเป็นเพียงความเข้าใจผิดและโม่อวี้เฉินก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวนาง เขาจึงรู้สึกผิดต่อนางอยู่บ้าง
“ไม่ใช่เช่นนั้น” กู้ชิงเฉิงถอนหายใจโล่งอกรีบส่ายหน้าอย่างแรง “เพียงแค่...ต้องผ่าตัดเท่านั้นเพคะ”
อันที่จริงการผ่าตัดนี้ไม่มีความเสี่ยงใดๆ สำหรับฝีมือการแพทย์ของนางอันหยวนถังมีอุปกรณ์ครบครันและห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ หากการจับคู่เนื้อเยื่อสำเร็จทั้งบิดาและบุตรชายก็จะปลอดภัยไร้อันตราย
ยามนี้กู้ชิงเฉิงยังไม่อาจคลายความกังวลใจได้ทั้งหมดเพราะยังไม่ได้มีการจับคู่เนื้อเยื่อ ทุกสิ่งยังคงเป็นปริศนาโม่อวี้เฉินรู้ดีว่าห้องคนไข้ของอันหยวนถังเป็นอย่างไร ส่วนคำว่า‘ผ่าตัด’ ก็ไม่แปลกใหม่สำหรับเขา
เขาจึงพยักหน้าอย่างแรง“ดี ทุกอย่างเจ้าเป็นคนจัดการเถอะ!”
“ขอบพระทัยเพคะ” เสียงของกู้ชิงเฉิงแหบพร่าดวงตาแดงก่ำ แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นจริงใจเป็นพิเศษ
โม่อวี้เฉินยกมือขึ้นดีดหน้าผากนางเบาๆ“เจ้ายังคงเป็นเม่นน้อยตัวหนึ่งสินะ” ท่าทางนั้นช่างสนิทสนมทำให้กู้ชิงเฉิงรู้สึกอึดอัดใจ และการที่โม่อวี้เฉินทำเช่นนี้ทำให้นางยากที่จะยอมรับ
นี่คือพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยยิ้มแย้ม ในใจของเขามีเพียงแผ่นดินและนางเอกเท่านั้นแล้วสถานการณ์ของพวกเขายามนี้เล่า เป็นเช่นไรกันแน่?
“เอาล่ะ แล้วตอนนี้ข้าต้องทำสิ่งใดบ้าง?” โม่อวี้เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นกู้ชิงเฉิงลดการป้องกันและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาราวกับว่าวันนี้เขาเข้าใกล้สตรีตัวน้อยผู้นี้อีกก้าวหนึ่ง
“ต้องจับคู่เนื้อเยื่อเพคะ” กู้ชิงเฉิงอธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ อธิบายถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดแบบทั้งแบบที่เข้ากับร่างกายตนเอง แบบที่เข้ากันได้ทางพันธุกรรมและแบบที่เข้ากันไม่ได้ทางพันธุกรรมอย่างครบถ้วน
แต่เมื่อนางพูดจบคิ้วที่ขมวดแน่นของโม่อวี้เฉินทำให้นางรู้ว่าไม่ว่านางจะอธิบายได้ง่ายเพียงใดพวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ จึงจำต้องยอมแพ้ “นั่นคือก้าวแรกในการช่วยชีวิตเซวียนเอ๋อร์”
โม่อวี้เฉินที่ฟังแล้วรู้สึกปวดหัวเขาพยักหน้ารับเบาๆ “เข้าใจแล้ว”
เขายินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจยิ่งจากนั้นก็เหลือบมองกู้จิ่งเซวียนที่หลับใหลไปแล้วอีกครั้งก่อนที่โม่อวี้เฉินจะจากไป
เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในเวลากลางวันเขาต้องไปจัดการให้เรียบร้อย จวนตระกูลกู้คงไม่รอความตายส่วนบุรุษผู้นั้นที่มาจากแคว้นหลินก็ต้องปกป้องให้ดีจากนี้ไปจะต้องมีการต่อสู้อันดุเดือด
กู้ตงหลิงตื่นขึ้นมาเมื่อความมืดโรยราใบหน้าของนางยามนี้ไร้ซึ่งความสดใสเหมือนวันวาน ผิวพรรณซูบซีด ดวงตาแดงก่ำและแววตาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง “กู้ชิงเฉิง!หากข้าไม่กำจัดเจ้าให้สิ้นไปเสีย ข้าจะไม่ขอมีชีวิตต่อไป”
ความเกลียดชังท่วมท้นไปทั่วทรวงอกทำให้นางปรารถนาเพียงจะสังหารผู้คน นางสูญสิ้นชื่อเสียงแล้วชาตินี้นางจึงไม่อาจแต่งกับโม่อวี้เฉินได้อีกแล้ว
แม้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพาเฉาปอมายังจวนราชครูแต่คิดว่าคงไม่ใช่คนธรรมดา คนทั่วไปย่อมทำเช่นนี้ไม่ได้ หลายปีมานี้เฉาปอคงกลัวนางและหลบหน้านางแทบไม่ทัน เหตุใดจึงกล้ามาปรากฏตัวเล่า?หากเฉาปอกล้าปรากฏตัว คงตายอย่างไร้ที่ฝังไปนานแล้ว
ในอดีตนางวางแผนอย่างรอบคอบวางหมากไปทีละก้าว แต่ท้ายที่สุดกลับไม่ได้รับสิ่งใดเลยมีเพียงกู้ชิงเฉิงผู้โง่งมนั่นที่สมหวัง ส่วนนางเองเกือบจะพินาศไปอย่างสิ้นเชิงเรื่องนี้ยังคงทำให้นางรู้สึกค้างคาใจไม่หาย
วันนี้กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกยิ่งทำให้ความแค้นของนางปะทุขึ้นไม่หยุด
“ตงหลิง” ถังเชี่ยวยืนอยู่ข้างๆดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ยามนี้กู้หยวนเจี๋ยไม่แม้แต่จะมองนางสักนิดและนางก็เข้าใจดีว่าเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ย่อมไม่มีใครยอมรับได้
“แม่กำลังส่งคนออกไปสืบเรื่อง เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจคนที่ทำร้ายเจ้าจะต้องตายอย่างอนาถ” ถังเชี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและชั่วร้าย
--------
วันต่อมาณ วังหลวง
“เฉินเอ๋อร์ เรื่องแคว้นหลินครานี้ ต้องปิดเอาไว้ให้ดี” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้จะกดเอาไว้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะบรรดาขุนนางล้วนอยู่ในเหตุการณ์” โม่อวี้เฉินเองก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิดเช่นนี้แต่ยามนี้เขาก็ยังคงผิดหวังอยู่ดี
เขาย่อมทราบดีว่าฮ่องเต้ฉินปรารถนาให้ตระกูลไป๋และตระกูลกู้ปรองดองกันเช่นนี้จึงจะรับประกันได้ว่าเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊จะไม่ขัดแย้งกัน
อีกทั้งหากตระกูลกู้และตระกูลไป๋สามารถจงรักภักดีต่อราชสำนักได้อย่างสุดใจย่อมนำมาซึ่งประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่เขา
“สังหารพยานจากแคว้นหลินตะวันตกเสีย” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ“เรื่องนี้ก็จะเป็นอันยุติไป”
องค์รัชทายาทกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว“เสด็จพ่อ ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“พระชายาทำเสน่ห์อะไรใส่เจ้ากันแน่?” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยด้วยโทสะ“เจ้าทำเพื่อนางสินะ”
“พระชายาเป็นคนดีพ่ะย่ะค่ะ” โม่อวี้เฉินเอ่ยเสียงแผ่วเบา“ลูกจะไม่ยอมให้ผู้ใดปรักปรำนาง สิ่งที่นางไม่ได้ทำลูกจะไม่ยอมให้นางต้องรับเคราะห์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด”
ฮ่องเต้ฉินลุกขึ้นเสด็จอ้อมโต๊ะอักษร เขาก้าวเดินไปมาในท้องพระโรงรอบหนึ่งแล้วจึงหันกลับไปมองโม่อวี้เฉินหลายครั้ง “เพื่อต้าฉินแล้วนางในฐานะพระชายาจะรับเคราะห์แทนผู้อื่นแล้วอย่างไร? แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นฝีมือของนางแต่ที่ผ่านมานางก่อเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อคุณธรรมอันร้ายกาจไว้ไม่น้อยไม่ใช่หรือ?ไม่ต่างอะไรกับเรื่องนี้หรอก”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” โม่อวี้เฉินยืนกราน “ลูกจะต้องทำให้คนทั้งใต้หล้ารับรู้ถึงความจริงให้จงได้”
“เหลวไหล!” ฮ่องเต้ฉินทรงกริ้ว “เจ้าคือองค์รัชทายาทแห่งต้าฉิน เหตุใดจึงสนใจแต่เรื่องความรักส่วนตัวไม่คำนึงถึงส่วนรวม เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากเรื่องนี้ถูกสืบสาวราวเรื่องต่อไปจะสืบพบสิ่งใดบ้าง?”
“ยามนี้เสด็จพ่อกระทั่งความจริงยังไม่ปรารถนาจะรับรู้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”โม่อวี้เฉินพิโรธเช่นกัน จ้องมองฮ่องเต้ฉินตรงๆ “นี่คือการปกป้องคนบาป และปล่อยให้คนดีต้องรับกรรมอย่างนั้นหรือ?”
“คนดี? กู้ชิงเฉิงก็เป็นคนดีด้วยหรือ?” ฮ่องเต้ฉินแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่นางเคยทำไว้หรือไร?หากไม่ใช่เพราะนางมีลูกกับเจ้า ในตอนนั้นข้าก็คงจะเอาชีวิตนางไปแล้ว”เสียงนั้นเต็มไปด้วยโทสะ บรรยากาศรอบกายเผยรัศมีกดดันผู้คน
ทว่าโม่อวี้เฉินกลับไม่สนใจ“เสด็จพ่อยามนี้ตระกูลไป๋ก็จะไม่ยอมให้เสด็จพ่อแตะต้องพระชายาของลูกเช่นกัน!” จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อและเสด็จจากไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้า... ลูกอกตัญญู!” ฮ่องเต้ฉินกริ้วจัดถึงกับปัดฎีกาบนโต๊ะอักษรลงพื้น แล้วคำรามเสียงดัง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นทว่าโม่อวี้เฉินกลับทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้เขา
ขันทีที่ได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งเข้ามา“ฝ่าบาทโปรดระงับพระโทสะ โปรดรักษาสุขภาพด้วย” เขาพูดพลางเก็บฎีกาเหล่านั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
หลายปีมานี้ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้และองค์รัชทายาทแย่ลงเรื่อยๆยามนี้ดูเหมือนจะยิ่งรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ถูก
“ตระกูลไป๋…ตระกูลไป๋อีกแล้ว ตระกูลไป๋นับเป็นอะไรกัน” ฮ่องเต้ฉินกริ้วยิ่งนัก
ตระกูลไป๋ได้สร้างประโยนช์อันยิ่งใหญ่ให้กับต้าฉินจริงแต่การที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอยู่ตลอดเวลายิ่งตอกย้ำให้เขาทราบว่าตระกูลไป๋แตะต้องไม่ได้สำหรับจักรพรรดิผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จการนี้ย่อมเป็นสิ่งที่รับไม่ได้และไม่อาจยอมทน ขันทีตัวสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะทูลปลอบอย่างไรในยามนี้ตระกูลไป๋เกือบจะกลายเป็นเกล็ดมังกรที่ฮ่องเต้ฉินไม่อาจแตะต้องได้เสียแล้ว
--------
ในด้านของกู้ชิงเฉิง
กู้ชิงเฉิงได้ใช้ยาและฝังเข็มให้กู้จิ่งเซวียนอีกครั้งซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำได้เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น ไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยสิ้นเชิงและช่วงเวลาที่อาการทุเลาลงก็สั้นลงเรื่อยๆ นางจึงยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น
“เซวียนเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?” โม่อวี้เฉินเก็บซ่อนอารมณ์แล้วเสด็จมายังห้องของกู้จิ่งเซวียน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “การจับคู่เช่นนี้จำเป็นต้องเตรียมสิ่งใดบ้าง?”
“ข้อควรระวังทั้งหมด ข้าได้เขียนให้เฟิงเจ๋อแล้วเพคะ” กู้ชิงเฉิงพยักหน้า พลางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สีหน้าของท่านไม่สู้ดีนักเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเปล่า?”
ตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่ในจวนตระกูลกู้นางก็สังเกตเห็นแล้วว่าฮ่องเต้มีเจตนาจะปกปิดเรื่องที่แคว้นหลินคิดร้ายต่อคนตระกูลไป๋ช่างน่าหดหู่ใจนัก