หนูน้อยผู้เป็นที่รักของเหล่าจอมโจรแห่งขุนเขา

    บทที่ 37 ตำหนักหลี่เหอ

    บทที่ 37 ตำหนักหลี่เหอ 


    อู่อิงเหนียงมาถึงพอดี ทำให้ทุกคนในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากัน


    เมื่อกลับถึงบ้าน เซวียเช่อและซูจือจือก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาในช่วงหลายวันที่ผ่านมาให้ครอบครัวฟัง


    ผู้เฒ่าฉินส่ายหน้าพลางเอ่ย "เจ้าเด็กโง่ ถ้าถูกรังแกในสำนักศึกษาก็ควรส่งข่าวกลับมาแต่แรกสิ"


    ขงหวู่พยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ


    ซูจือจือกล่าวอย่างสงสัย "ข้าส่งจดหมายมาแล้วนะ"


    นางหันไปมองรอบ ๆ "อาเป่าอยู่ที่ใดหรือ?"


    เอี๊ยก--


    เงามืดทาบทับลงมาจากด้านบน อาเป่าร่อนลงมา


    ซูจือจือเดินไปลูบหัวอาเป่า "อาเป่า เจ้าไปที่ใดมา เหตุใดเพิ่งส่งจดหมายมาถึง?"


    อาเป่าส่งเสียงร้อง "เอี๊ยก เอี๊ยก" พลางก้มลงมองกรงเล็บของตัวเอง


    บนกรงเล็บนกอินทรีมีจดหมายผูกติดอยู่สองฉบับ


    ห่าวเหรินแกะจดหมายออกมา


    ฉบับหนึ่งเป็นจดหมายที่ซูจือจือเขียนไว้ก่อนหน้านี้ อีกฉบับเป็นจดหมายที่ไป๋สวินเขียนตอบกลับมา


    ห่าวเหรินอ่านจดหมายของไป๋สวินแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางนวดขมับทั้งสองข้าง


    อู่อิงเหนียงรับจดหมายมา "อาเหริน เกิดอะไรขึ้นหรือ?"


    ห่าวเหรินส่งจดหมายให้ "จดหมายของจือจือถูกอาเป่านำไปส่งบนเขา พวกเขาบอกว่าจะลงจากเขา"


    รอยยิ้มบนใบหน้าของซูจือจือพลันสว่างไสวขึ้นมา นางปรบมือพลางเอ่ย "พวกเขาจะมากันทั้งหมดเลยหรือ? วิเศษจริง!"


    ห่าวเหรินมองรอยยิ้มไร้กังวลของซูจือจือ ความรู้สึกในใจก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย


    หากว่าเรื่องราวในปีนั้นไม่เคยเกิดขึ้น บางทีจือจืออาจจะได้เล่าเรียนในวังก็เป็นได้


    ด้วยนิสัยเช่นนี้ของนาง ไม่รู้ว่าจะเป็นภาพที่งดงามเพียงใด


    ...


    เมืองฉางอัน


    จวนกงชินอ๋อง เรือนทิงหลาน


    มู่หรงหว่านพลิกตัวบนเตียง เมื่อลืมตาขึ้นมองผ่านม่านผ้าแพรก็เห็นเงาร่างพร่าเลือนของหญิงรับใช้


    ชุนเยว่เอ่ยถามเสียงเบา "คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?"


    มู่หรงหว่านเพิ่งตื่นนอน จึงส่งเสียงอืมตอบอย่างงัวเงีย


    ประตูห้องถูกเปิดออก หญิงรับใช้หลายคนทยอยเดินเข้ามาท่ามกลางแสงสว่างที่ลอดเข้ามา


    ม่านผ้าแพรถูกเลิกขึ้นอย่างช้า ๆ แสงอาทิตย์ส่องผ่านลวดลายซับซ้อนของบานหน้าต่าง ทอดลงบนผ้าทอบนเตียง


    ชุนเยว่ประคองมู่หรงหว่านลุกจากเตียง หญิงรับใช้คนหนึ่งถือกะละมังเงินเดินเข้ามาคอยปรนนิบัติมู่หรงหว่านช่วยล้างหน้าล้างตา


    หลังจากมู่หรงหว่านชำระล้างร่างกายเสร็จ ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย นางนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้งให้ชุนเยว่แต่งผม


    "วันนี้ทำผมง่าย ๆ ก็พอ ไปวังช้าไม่ได้"


    "เพคะ จวิ้นจู่"


    ชุนเยว่มีฝีมือเรื่องแต่งผม เส้นผมของมู่หรงหว่านดูนุ่มสลวยเป็นพิเศษในมือของนาง


    และด้วยเพราะนางมีฝีมือในงานประณีต มู่หรงหว่านจึงให้นางอยู่ข้างกายคอยรับใช้


    หลังจากที่พระชายาสั่งให้ชุนเยว่รับโทษโบยยี่สิบที นางก็เปลี่ยนหญิงรับใช้คนใหม่ให้มู่หรงหว่าน


    แต่มู่หรงหว่านไม่คุ้นเคยกับหญิงรับใช้คนใหม่ ยังรู้สึกว่าชุนเยว่ใช้งานได้ดีกว่า จึงให้ชุนเยว่กลับมารับใช้อีกครั้ง


    ชุนเยว่แต่งผมได้ทั้งดีและรวดเร็ว นางปักดอกไม้ประดับมุกสองดอกลงบนมวยผมของมู่หรงหว่านอย่างสมมาตร


    มู่หรงหว่านรับประทานโจ๊กไก่หยกขาวไปเพียงสองสามคำ ก็ขึ้นรถม้าเข้าวังไป


    บนรถม้า ยังมีพี่ชายฝาแฝดของนางมู่หรงหมิงนั่งอยู่ด้วย


    มู่หรงหมิงเอนกายพิงอยู่บนตั่ง ปากเคี้ยวผลไม้แห้ง ท่าทางดูเหลาะแหละไม่เอาไหน


    "ฮึ หากช้ากว่านี้อีกหน่อย ข้าคงนึกว่าเจ้ากลัวหนิงอัน ไม่กล้าไปแล้วเสียอีก"


    มู่หรงหว่านถลึงตาใส่พี่ชาย


    "ใครบอกว่าข้ากลัว?"


    ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป มู่หรงหมิงและมู่หรงหว่านต้องเข้าวังไปเรียนหนังสือ


    ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณองค์รัชทายาทมู่หรงเจิน


    แต่เดิมมู่หรงเจินเรียนหนังสือกับราชครูจางอยู่ที่ตำหนักบูรพา แต่รู้สึกว่าเงียบเหงาเกินไป จึงอยากเรียนร่วมกับบุตรหลานราชวงศ์ที่อยู่ในวัยเดียวกัน


    ฮ่องเต้ทรงรักและโปรดปรานองค์รัชทายาทเป็นพิเศษ จึงทรงอนุญาตด้วยความยินดี


    เนื่องจากยังอยู่ในวัยเริ่มเรียน หากองค์รัชทายาทชอบความคึกคักก็ไม่เป็นไร รอจนโตขึ้นอีกหน่อย เมื่อถึงเวลาที่ต้องเรียนวิชาการปกครองและศาสตร์แห่งการถ่วงดุลอำนาจ ค่อยแยกเรียนในภายหลัง


    การได้เรียนร่วมกับองค์รัชทายาทนับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับคำชี้แนะจากราชครูจางอีกด้วย


    เมื่อพระชายาเจ็ดเฮ่อเหยียนทราบเรื่องนี้ จึงได้กล่าวคำยกยอต่อหน้าฮองเฮาหลายประการ จนทำให้บุตรทั้งสองของนางได้เข้าวังมาเป็นสหายร่วมเรียน


    เมื่อมู่หรงหมิงและมู่หรงหว่านมาถึงตำหนักหลี่เหอ ในตำหนักก็มีองค์ชายและองค์หญิงหลายพระองค์ประทับอยู่แล้ว


    หนิงอันกงจู่วัยเจ็ดชันษา เมื่อเห็นมู่หรงหว่านก็แค่นเสียงฮึ แล้วหันหน้าไปทางอื่น


    มู่หรงหว่านเป็นเด็กที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัย นางรู้สึกไม่พอใจแต่ไม่ได้แสดงออกมา


    อย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้ใดในวังเห็น


    นางหยิบกล่องผ้าไหมขนาดเท่าฝ่ามือออกมา เดินไปหาหนิงอันกงจู่แล้วถวายคำนับ


    "หนิงอันกงจู่*[1] เมื่อวานหว่านเอ๋อร์เสียมารยาทไป นี่คือของขวัญขอขมาเพคะ"


    เมื่อวานหนิงอันกงจู่และมู่หรงหว่านทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อย


    มู่หรงหว่านกลับบ้านแล้วเล่าเรื่องนี้ให้มารดาเฮ่อเหยียนฟัง เฮ่อเหยียนปลอบใจบุตรสาวครู่หนึ่ง แล้วให้บุตรสาวนำของขวัญไปขอขมาหนิงอันกงจู่


    หนิงอันกงจู่เป็นธิดาของซูเฟย ปกติได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงไม่อาจล่วงเกินได้


    แม้มู่หรงหว่านจะไม่พอใจ ก็ได้แต่กลืนความขุ่นเคืองนั้นลงไป


    การรู้จักสถานะของตน และเกรงกลัวอำนาจราชวงศ์ คือบทเรียนแรกของเด็กเหล่านี้


    หนิงอันรับกล่องผ้าไหมจากมือของมู่หรงหว่าน


    เมื่อเปิดดูพบว่าเป็นปิ่นปักผมรูปนกสาลิกาที่ทำจากหินสนเขียว*[2]และพลอยไพลิน งดงามประณีตราวกับมีชีวิต


    ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก หนิงอันกงจู่หลงรักปิ่นปักผมนั้นตั้งแต่แรกเห็น ถึงขั้นมองมู่หรงหว่านด้วยสายตาเป็นมิตร


    "ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้นหรอก"


    หนิงอันกงจู่ถือปิ่นนกสาลิกาเล่นอยู่ในมือ


    ปิ่นปักผมรูปนกสาลิกานี้เป็นของขวัญปีใหม่ที่ตระกูลของมารดามอบให้มู่หรงหว่านเมื่อปีที่แล้ว มู่หรงหว่านรู้สึกเสียดายแต่ก็ช่วยไม่ได้


    มารดาบอกว่าปีหน้าจะทำปิ่นที่สวยกว่านี้ให้นาง


    "ขอบพระทัยเพคะ องค์หญิง" มู่หรงหว่านกลับไปนั่งที่ของตน


    "ราชครูจางมาแล้ว"


    ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้องเรียก ทำให้ทุกคนรีบนั่งประจำที่


    องค์รัชทายาทมู่หรงเจินนั่งอยู่ตรงกลางแถวหน้า บนโต๊ะมีแบบฝึกหัดและอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ขันทีจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว


    มู่หรงเจินมีใบหน้าคล้ายฮองเฮา หน้าตาสง่างาม ใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม หน้าผากกว้าง ติ่งหูหนาและยาว


    แม้จะไม่ถึงกับงดงามแต่ทุกคนต่างกล่าวว่านี่คือใบหน้าที่มีบุญวาสนาล้ำลึก


    ชายชราวัยหกสิบกว่าปีเดินเข้ามาในท้องพระโรง


    ผมขาวดุจเงิน ร่างผอมบาง แผ่นหลังตรงราวกับต้นสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ


    ราชครูจางกวาดตามองไปทั่วท้องพระโรง เห็นว่าทุกคนมาพร้อมหน้าแล้วจึงเริ่มกล่าว


    "ข้าน้อยขอคำนับรัชทายาท องค์ชาย องค์หญิงและคุณชาย คุณหนูทั้งหลาย งานคัดอักษรที่ข้าน้อยมอบหมายเมื่อวาน ไม่ทราบว่าพวกท่านทำเสร็จแล้วหรือไม่?"


    ทุกเช้าสิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจการบ้าน


    ราชครูจางมองดูเหล่าขุนนางน้อยที่สูงแค่เอวของตน รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย


    ถึงแม้ว่าการได้ถวายการสอนแก่เชื้อพระวงศ์จะเป็นเกียรติของขุนนาง แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังเป็นเพียงเด็ก ๆ


    ด้านนอกมีคนหนุ่มหน้าตาดีมากมายมาขอคำชี้แนะ แต่เขาไม่มีเวลาสั่งสอน กลับมาสอนเด็ก ๆ กลุ่มนี้ให้รู้จักตัวอักษรเท่านั้น


    "ท่านราชครูจาง ข้าทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" หนิงอันกงจู่คลี่แผ่นฝึกคัดอักษรของตนออก


    ราชครูจางเดินไปดู "พอใช้ได้"


    หลังจากดูแผ่นฝึกคัดอักษรของมู่หรงเจิน และมู่หรงหว่าน ราชครูจางกล่าว "ไม่เลว"


    จากนั้นก็ดูแผ่นฝึกคัดอักษรของคนอื่น ๆ ปากก็พูดแต่คำว่า 


    "ไม่เลว" 


    "พอใช้ได้" 


    "พอไปวัดไปวาได้" 


    เมื่อวานมู่หรงเจินใช้เวลาตั้งใจถึงสองชั่วยามกว่าจะทำการบ้านเสร็จ แต่กลับได้รับเพียงคำว่า "ไม่เลว" จากราชครูจาง


    เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย "ท่านราชครูจาง คราวหน้าข้าจะตั้งใจฝึกให้ดียิ่งขึ้น"


    ราชครูจางกล่าว "องค์รัชทายาทเฉลียวฉลาด หากขยันฝึกฝนย่อมทำได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน"


    ราชครูจางชมว่ามู่หรงเจินเฉลียวฉลาด แต่คำชมเช่นนี้เป็นเพียงคำพูดสุภาพที่เขาใช้กับบุตรหลานขุนนางทุกคน


    หากพูดตามตรงองค์รัชทายาทไม่ได้โง่เขลาหรือเกียจคร้าน แต่หากว่ากันด้วยเรื่องความสามารถและไหวพริบ ก็นับว่าอยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น


    แต่ไม่มีใครกล้าพูด แม้แต่ราชครูจางก็ไม่อาจพูดได้


    องค์รัชทายาทแห่งแผ่นดินผู้ที่จะเป็นฮ่องเต้ในอนาคต จะให้ใครมาว่าธรรมดาได้อย่างไร


    หนิงอันกงจู่ถามว่า "ท่านราชครูจาง ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดที่ท่านเคยสอนคือผู้ใดหรือ?"


    มู่หรงเจินได้ยินดังนั้นก็หันไปมองราชครูจาง


    ราชครูจางกล่าวว่า "การได้เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ของราชครูแล้ว"


    เด็ก ๆ ยังเล็ก จึงคิดว่าคำพูดของราชครูจางเป็นการชมรัชทายาท


    องค์รัชทายาทมู่หรงเจินก็คิดเช่นนั้น จึงมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า


    ส่วนมู่หรงหว่านมีความสงสัยจาง ๆ ระหว่างคิ้ว รู้สึกว่าราชครูจางกำลังหลบเลี่ยงคำถามของหนิงอันกงจู่แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร


    ราชครูจางไพล่มือไว้ด้านหลัง หันหน้าไปทางแท่นบรรยาย ซ่อนความโศกเศร้าในสีหน้า


    ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดที่เขาเคยสอนหรือ?


    แน่นอนว่าเขาจำได้


    ในตอนที่เขายังไม่ได้เป็นราชครู เคยสอนทายาทรุ่นหลังผู้หนึ่งที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ


    เด็กคนนั้นอายุสามขวบก็อ่านออกเขียนได้ ห้าขวบแต่งบทกวี เจ็ดขวบเขียนความเรียงภายหลังชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วฉางอัน


    [1] กงจู่ เป็น ใช้เรียกพระราชธิดาของจักรพรรดิ หรือพระธิดาของอ๋องซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง


    [2] หินสนเขียว หมายถึง เทอร์ควอยซ์

    คล้ายกับเรื่องหนูน้อยผู้เป็นที่รักของเหล่าจอมโจรแห่งขุนเขา ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801