(เนื้อหาบางช่วงมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
“จะให้ผมทิ้งไอ้ทีได้ยังไงล่ะ ในเมื่อทั้งชีวิตนี้ผมก็มีมันอยู่แค่คนเดียว” เจ้าตัวพูดพึมพำกับตนเองอีกครั้ง ภาพความทรงจำในครั้งแรกที่เจอกันระหว่างเกียกกายกับทีปกรก็แวบเข้ามาในสมอง ภายนอกที่ดูเหมือนจะร่าเริง รักเพื่อน แต่กลับมีอดีตที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งภายในจิตใจ
“ปัง…” เสียงทุบโต๊ะสเตนเลสดังสนั่นทั่วโรงอาหาร เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนในช่วงเวลาพักกลางวันที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่เงียบลงทันทีโดยอัตโนมัติ
“อ้าวไอ้อ้วน มานั่งกินข้าวคนเดียวอีกแล้ว ไม่มีใครคบเหรอวะ” เกียกกายในวัยประถมที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์กำลังถูกนักเรียนรุ่นพี่คุกคามทางคำพูด ซึ่งภาพนี้มีให้เห็นอยู่ทุกวันแต่ทุกคนก็ไม่กล้าจะแสดงตัวออกมาปกป้องเด็กอ้วนผู้นี้แม้แต่คนเดียว ด้วยความกลัวขาใหญ่ประจำโรงเรียน ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองไปอย่างเงียบ ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ” พรรคพวกสองคนยืนหัวเราะอยู่ด้านข้างลูกพี่ด้วยความชอบใจ คนหนึ่งในกลุ่มใช้มือตบเข้าไปที่หัวของเด็กอ้วนซ้ำไปซ้ำมา จนเจ้าตัวเริ่มเจ็บและปัดมือออก
“อ้าวไอ้นี่อยากมีปัญหาเหรอ สงสัยคงต้องลดความอ้วนซะแล้วล่ะมั้ง” เมื่อพูดจบก็เทข้าวในจานทิ้งลงบนพื้นทันที พร้อมทั้งโยนจานทิ้งไปด้วย ส่วนอีกคนรับหน้าที่เทน้ำแดงที่วางอยู่บนโต๊ะราดลงบนหัวของเกียกกายด้วยความสะใจ
“ฮ่า ๆ ๆ” ลูกน้องทั้งสองต่างหัวเราะชอบใจในการกระทำของลูกพี่ขาใหญ่ประจำโรงเรียน น้ำตาคลออยู่ที่เบ้าตาของเกียกกาย สายตามองไปยังข้าวที่กระจายเรี่ยราดอยู่เต็มพื้น รวมไปถึงหมูสามชั้นและไข่พะโล้หอม ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าปากเลยสักคำ ความเจ็บแค้นที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้แค่เพียงแอบกำหมัดอยู่ใต้โต๊ะจนกว่าพวกนั้นจะจากไปเอง
“ถ้าอยากกินนักก็ลงไปเลียกินที่พื้นสิวะไอ้หมูตอน” ลูกน้องอีกคนพูดขึ้นเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามทำตาละห้อยมองอาหารที่อยู่เบื้องล่าง
“ฮ่า ๆ ๆ หมูตอน หมูตอน”
“เฮ้ย ๆ ๆ วันนี้พอแค่นี้ก่อนถ้ายังมีครั้งหน้าอีก พี่ไม่ปล่อยแกไว้แน่ไอ้หมู” คนพูดไม่ได้พูดเปล่า ยังใช้มือตบลงบนใบหน้าเกียกกายเพื่อเป็นการเตือนสติ
“ฮ่า ๆ ๆ”
ทีปกรเด็กชายตัวเล็กที่เพิ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาใหม่มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ห่าง ๆ ทุกคนต่างมองดูอย่างเฉยเมยเหมือนเป็นภาพปกติ ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจคนที่โดนรังแกตรงนั้นเลยสักนิด
“อย่าไปสนใจเลย กินข้าวไปเถอะ” เพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้างคนแรกพูดทักขึ้น
“ไม่คิดจะเข้าไปช่วยเขาหน่อยเหรอ ทนอยู่ได้ยังไงอะ” ทีปกรทำท่าลุกขึ้นแต่เพื่อนด้านข้างได้จับแขนรั้งให้นั่งลงดังเดิม
“นายเพิ่งเข้ามาใหม่จะไปรู้อะไร อย่าคิดไปมีเรื่องกับพวกนั้นเชียวนะ มันเป็นขาใหญ่ของที่นี่ ไอ้พวกนี้มันหมั่นไส้ไอ้เกียกกายที่อ้วนตุ๊ต๊ะจนน่าแกล้ง ก็เลยแกล้งมันซะทุกวัน พอมันมีอาการฮึดฮัดขึ้นมาบ้างก็ยิ่งแกล้งหนักกว่าเดิม" เสียงกระซิบกระซาบจากเพื่อนด้านข้างเล่าถึงวีรกรรมของขาใหญ่ประจำโรงเรียน
"เมื่อก่อนเกียกกายก็เคยมีเพื่อนอยู่หรอก แต่ไอ้พวกนั้นบอกว่าถ้าใครมาคบกับเกียกกายก็จะโดนแกล้งด้วย ถ้านายขืนเข้าไปยุ่งนะ แขนนายเล็ก ๆ อย่างนี้มันหักทีเดียวก็เรียบร้อย” เพื่อนคนที่สองพูดสำทับขึ้นต่อจากคนแรก เพราะอยากให้เพื่อนใหม่ระวังตัวจากกลุ่มขาโจ๋พวกนี้
“จะใหญ่แค่ไหนกัน…” ทีปกรถือจานข้าวที่ยังกินไม่หมดและน้ำของตน เดินตรงเข้าไปวางไว้ตรงหน้าเกียกกาย ที่ตอนนี้น้ำแดงเปียกโชกไปทั้งหัวและลามลงมาเลอะบนเสื้อนักเรียนสีขาว
“ฝากไว้แป๊บหนึ่ง” เด็กชายตัวเล็กก้มลงไปโกยข้าวและเศษหมูที่กระจายอยู่บนพื้นใส่จานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เฮ้ย… มีเพื่อนขาดสารอาหารมาช่วยเก็บข้าวหมูว่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ” ลูกน้องต่างหัวเราชอบใจในคำพูดของหัวหน้าขาโจ๋ แต่ในระหว่างที่พวกนักเลงขาสั้นกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข ความทุกข์ก็แทรกเข้ามาในทันที
ทีปกรสาดข้าวที่ตนเพิ่งโกยขึ้นมาเข้าหน้าขาโจ๋อย่างจัง จนมีบางส่วนเข้าปากและทำให้สำลักจนหน้าดำหน้าแดง ด้วยความตัวเล็กของทีปกรจึงปีนขึ้นโต๊ะสเตนเลสได้อย่างว่องไวและใช้จานข้าวที่อยู่ในมือซัดเข้ากบาลคนที่กำลังสำลักข้าวอย่างจังจนเสียงดังสนั่นทั่วโรงอาหาร
การกระทำของเด็กชายตัวเล็กที่เพิ่งย้ายเข้ามาในโรงเรียนแค่ไม่กี่วันสร้างเสียงฮือฮาดังไปทั่วโรงอาหาร ลูกน้องได้แต่ตบเข้าที่หลังของลูกพี่ที่กำลังหน้าแดงเพราะเศษข้าวติดคอ แต่เด็กชายตัวเล็กไม่หยุดแค่นั้น ก้มลงไปหยิบน้ำโค้กของตนสาดเข้ากลุ่มนักเลงขาสั้นประจำโรงเรียน จากเสื้อสีขาวกลายเป็นจุดสีน้ำตาลในทันที
“ออกไป ไอ้พวกขยะโรงเรียน” เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วโรงอาหารพร้อมทั้งเสียงโห่ร้องขับไล่ จนพวกนักเลงขาสั้นต่างพากันออกจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความอับอาย ทีปกรกระโดดลงมาจากโต๊ะสเตนเลสเงยหน้ามองเกียกกายด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วง
“ถ้านายไม่สู้ นายจะถูกรังแกไปตลอดชีวิตนะเกียกกาย" เด็กชายตัวอ้วนพยักหน้าตอบรับ พร้อมทั้งปาดน้ำตาที่ล่วงออกมาเลอะทั้งสองแก้ม
“อื้ม… ขะ ขอบใจนายนะ” ทีปกรตบไปที่บ่าของเกียกกายเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ
“ถ้านายไม่มีใครฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง” เด็กชายตัวอ้วนมองเด็กชายตัวเล็กด้วยความตื้นตันใจในสิ่งที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย มือที่อวบอ้วนปิดใบหน้าของตนเองเพราะไม่อยากให้ใครเห็น และปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าจะทำตัวให้แข็งแกร่ง เพื่อวันหนึ่งจะปกป้องคนตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าให้ได้เช่นกัน
หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นในโรงอาหาร เหล่านักเลงขาสั้นก็กลับไปฟ้องผู้ปกครองให้มาเอาเรื่องทีปกรและเกียกกาย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทุกคนในโรงอาหารต่างเป็นพยานและพุ่งเป้าไปยังตัวต้นเหตุที่ก่อเรื่อง ด้วยความอับอายเกินทนจึงพากันออกจากโรงเรียน แต่ก็ยังไม่วายที่จะไปก่อเรื่องที่อื่น รวมไปถึงกลับมาดักทำร้ายเกียกกายและทีปกรหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดพวกนักเลงขาสั้นก็ต้องไปจบลงที่สถานพินิจ
มิตรภาพของทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกับเรื่องราวที่ผ่านกันมามากมาย ทำให้กลายเป็นเพื่อนรักกันจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวที่ผ่านมานานนับสิบปีแต่ก็ยังคงจำฝังใจได้ไม่เคยลืม และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่เกียกกายยอมให้แก่ทีปกรมาโดยตลอด
“จะให้ทิ้งนายลงได้ยังไงวะ ในเมื่อตอนที่ฉันลำบากนายก็อยู่เคียงข้างฉันมาตลอด” สายตาที่ซึ้งปนเศร้ามองไปยังเพื่อนรักที่นอนอีโหน่อีเหน่อยู่ด้านข้าง
“โทรศัพท์ก็รับหน่อยเด้อ… โทรศัพท์ก็รับหน่อยเด้อ…” เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ในจังหวะสามช่าของแม่กกธูปดังขึ้น ทำเอาคนที่กำลังซึ้งอยู่คนเดียวหลุดออกจากภวังค์แห่งความหลัง