ตอนที่5 ไป, ไปขอข้าวกิน
โจวโจวไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นในร้านหลังออกมาจากร้านอาหาร เธอก็เดินตามิทงมาที่สะพานลอย
เห็นได้ชัดว่าบริเวณสะพานลอยในตอนกลางวันไม่ได้ครึกครื้นเหมือน่เย็นแต่ก็มีแผงขายอาหารเช้าตั้งอยู่เต็มไปหมด คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็มีไม่น้อยเช่นกัน
เวลานี้เป็่เวลาเข้างานพอดีผู้คนต่างกำลังเตรียมตัวไปทำงาน โจวโจวอุ้มบาตรมาตรงหน้าร้านแผงลอยขายซาลาเปา แล้วกล่าวว่า“โยม พอจะทำทานอาหารให้อาตมาได้ไหม ? ”
หนูน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักแต่ทำหน้าจริงจัง สีหน้าท่าทางและคำพูดของเธอเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย
เถ้าแก่เนี้ยซาลาเปาเป็คุณป้าตัวอ้วนเมื่อเห็นหนูน้อยก็หัวเราะออกมาพลางพูดติดตลกว่า “อาตมา ? หนูโกนหัวมาแบบนี้หากไม่ใช่สามเณรน้อย ก็คงเป็นักบวชน้อยใช่ไหม ? ”
โจวโจวลูบหัวโล้นของตนเองแล้วพยักหน้าหนูน้อยยกนิ้วเล็ก ๆ ชูเลข 3 ขึ้นมา แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “3ขวบก่อนหน้านี้เป็พระ ต่อมาอาจารย์หยวนิพาหนูไปอยู่ที่อารามเต๋าตอนนี้หนูจึงเป็นักบวชเต๋า”
ถึงแม้เธอจะยังเด็กแต่กลับพูดจาได้อย่างคล่องแคล่ว
เถ้าแก่เนี้ยเป็คนใจดีเช่นเดียวกันเธอหยิบเอาซาลาเปายื่นให้หนูน้อยแล้วกล่าวว่า “รับไปสิ กินเถอะ ระวังติดคอด้วยนะ”
โจวโจวใช้จมูกดมแต่กลับไม่รับมา หนูน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนเยาว์ว่า “โยม อาตมาเป็นักบวชกินมังสวิรัติ”
ปฏิเสธด้วยท่าทีที่จริงจังขนาดนี้
เถ้าแก่เนี้ยหัวเราะอีกครั้งแล้วเปลี่ยนเป็ไส้เจให้หนูน้อย “เมื่อกี้นี้ยังเป็นักบวชเต๋าอยู่เลยตอนนี้บอกว่าเป็พระอีกแล้วหรือ ? ปฏิบัติตามกฎของทั้งสองฝ่ายเลยใช่ไหม อ่ะ ป้าให้ซาลาเปาไส้เจ”
ซาลาเปาของเธอทั้งลูกใหญ่และดูนุ่มฟูโจวโจวเห็นแบบนั้นก็กลืนน้ำลายไปอึกใหญ่แล้วพยักหน้ารับหนูน้อยจับบาตรด้วยมือทั้งสองข้างแล้วยืดตัวเขย่งไปรับซาลาเปามา “ขอบคุณโยม ! ”
เถ้าแก่เนี้ยหัวเราะให้หนูน้อยหนูน้อยคนนี้ยิ้มหวานดูน่ารักมาก ทำให้เถ้าแก่เนี้ยรู้สึกเอ็นดูเหลือเกินแต่ยังไม่ทันที่เถ้าแก่เนี้ยจะได้พูดอะไรก็เห็นว่าหนูน้อยยื่นมือไปหยิบของบางอย่างออกมาจากในห่อผ้า
มันคือยันต์แผ่นหนึ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ“นี่คือยันต์กันแท้ง ตอนนี้โยมมีลูกน้อยแล้วต้องพักผ่อนและดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี”
พูดจบหนูน้อยก็หันหน้าไปโค้งขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย แล้วหันหลังวิ่งกลับไปตรงหน้าิทงเธอแบ่งซาลาเปาให้เขาครึ่งหนึ่ง อาจารย์ลุงและหนูน้อยกินคนละสองสามคำก็หมดแล้วโจวโจวเช็ดริมฝีปากแล้วไปขออาหารที่ร้านต่อไป
หลังจากที่พวกเขาเดินจากไปแล้วเถ้าแก่เนี้ยลูบท้องตนเอง แล้วหันไปมองหน้าสามีของตนในแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เมื่อครู่เด็กน้อยพูดอะไรนะ มีลูกหรือ ?
เมื่อได้สติกลับมาเถ้าแก่ก็รีบพยุงเธอมานั่งเก้าอี้ แล้วลูบท้องของเธอก่อนที่ใบหน้าที่เรียบง่ายและดูซื่อตรงจะถูกเติมเต็มไปด้วยความดีใจ “มีจริงหรือ ? ”
พวกเขาแต่งงานกันมาเกือบ10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูกมาโดยตลอด เพราะหมอบอกว่าภรรยาของเขามีภาวะมีบุตรยาก
เมื่อคิดถึงเื่นี้ความดีใจที่เถ้าแก่เนี้ยเคยมีก่อนหน้าพลันมอดดับลง เธอพูดอย่างสิ้นหวังว่า“สงสัยเด็กน้อยจะพูดไปเรื่อยเปื่อย”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเถ้าแก่ก็กัดฟันแล้วพูดขึ้นว่า “ไป ไปลองตรวจกันเถอะ”
เพราะถ้าเกิดมีขึ้นมาล่ะ?
เป็่เวลาที่คนกำลังเข้าร้านแต่เถ้าแก่ไม่มีใจมาขายซาลาเปาแล้วเขาให้ทุกคนบริการตัวเองแล้วทิ้งเลขบัญชีไว้ด้านข้างจากนั้นก็พาภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาล
2ชั่วโมงต่อมา สองสามีภรรยาดูผลอัลตร้าซาวด์ที่เพิ่งออกมาสด ๆ ร้อน ๆด้วยแววตาที่ตกตะลึง
“มีมีจริงด้วย ? ! ” เถ้าแก่อ่านผลที่ระบุไว้ว่า “ตั้งครรภ์ 2 สัปดาห์”เขาก็ฉีกยิ้มกว้างจนปากแทบจะถึงหู “ยอดเยี่ยมไปเลย ! ”
หลังจากนึกบางอย่างขึ้นได้เขาก็รีบพยุงภรรยาให้นั่งลงบนม้านั่งตัวยาว “ที่รัก คุณพักผ่อนก่อนหมอบอกว่าคุณตั้งครรภ์ตอนอายุมากแล้ว ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองทำงานจนเหนื่อย”
พอพูดถึงเื่นี้เถ้าแก่เนี้ยก็รู้สึกเสียดายและเสียใจขึ้นมาทันทีหากหนูน้อยนักบวชคนนั้นไม่เตือนเธอ เธอก็คงตื่นเช้าหามรุ่งหามค่ำทำงานหนักทุกวันและเธอก็อาจแท้งลูกได้
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะบีบยันต์กันแท้งไว้ในมือ
“เร็วรีบไปขอบคุณผู้มีพระคุณคนนั้นกันเถอะ”
“อื้อ”
ทั้งสองรีบกลับไปที่ร้านของตนหลังจากหาอยู่นานก็หานักบวชสองคนนั้นไม่พบ สุดท้ายจึงทำได้เพียงพากันถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ยังไม่ทันได้ขอบคุณเธอเลย
ที่ด้านล่างสะพานลอยในเวลานี้โจวโจวได้หมั่นโถวมาอีกหนึ่งลูกหนูน้อยก้มหน้าก้มตากินหมั่นโถวกับิทงอยู่บนหินก้อนหนึ่ง
แต่ก็ยังคงกินไม่อิ่ม
การเดินขออาหารใช้พลังงานเยอะมากกว่าจะได้อาหารมาแต่ละอย่าง อันที่กินไปก่อนหน้าก็ย่อยหมดแล้ว
ระหว่างที่คิดอยู่นั้นโจวโจวพลันเคลื่อนไหวช้าลง เธอกินหมั่นโถวในมืออย่างเสียดาย ค่อย ๆ กัดกินทีละนิดพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกอิ่มด้วยวิธีนี้
ในตอนที่คุณนายฉินเร่งตามมาจนทันเมื่อหญิงชราเห็นภาพนี้ที่หนูน้อยกำลังใช้สองมือถือหมั่นโถวและค่อย ๆกินทีละนิดราวกับกลัวว่ามันจะหมด ทำให้หญิงชรารู้สึกสงสารและปวดใจไม่น้อยเธอจึงรีบเดินเข้าไปหาหนูน้อยทันที “ผู้มีพระคุณตัวน้อย ! ”
จู่ๆ ตรงหน้าของหนูน้อยโจวโจวที่กำลังกินหมั่นโถวอยู่ก็ปรากฏเงาหนึ่งขึ้นหนูน้อยเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย และเมื่อเห็นว่าเป็คุณนายฉินสีหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความดีใจ “แม่เฒ่า เป็แม่เฒ่านั่นเอง”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยเขยิบที่ว่างข้างกายให้ แล้วใช้มือตบที่ว่างข้าง ๆ ตน“แม่เฒ่านั่งลงก่อนสิ”
เวลาที่หนูน้อยยิ้มหวานแบบนี้ยิ่งทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกชื่นชอบเข้าไปใหญ่ คุณนายฉินนั่งลงอย่างมีความสุขพ่อบ้านหลี่เห็นว่าพื้นมันสกปรก กำลังจะเข้าไปห้ามแต่เมื่อเห็นว่านายหญิงตวัดสายตาคมปราบมามอง เขาก็หยุดอยู่ที่เดิมทันที
พอหันกลับไปแล้วเจอใบหน้าอ้วนฟูของโจวโจวคุณนายฉินก็ยิ้มหวานอีกครั้ง “ผู้มีพระคุณตัวน้อยฉันมาเพื่อขอบคุณเธอโดยเฉพาะเลยนะ ขอบคุณหนูมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
“ไม่เป็ไร”โจวโจวโบกมือเล็ก ๆ แล้วยืดอกตรงพลางพูดว่า “อาจารย์ของหนูเคยสอนไว้ว่าหากทำความดีย่อมได้รับผลตอบแทน อาจารย์เ้าอาวาสก็เคยสอนหนูไว้ว่าการช่วยเหลือชีวิตคนเป็บุญกุศลยิ่ง”
เสียงของหนูน้อยทั้งอ่อนยาว์และอ่อนหวานดูออดอ้อนและน่าเอ็นดูเป็อย่างยิ่ง คุณนายฉินชอบมากเธอมองหมั่นโถวที่อยู่ในมือของหนูน้อยแล้วรีบพูดว่า“เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงข้าวผู้มีพระคุณตัวน้อยเอง”
เลี้ยงข้าวหรือ ?
โจวโจวหูผึ่ง“กินจนอิ่มได้เลยใช่ไหม ? ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้คุณนายฉินชะงักไปเล็กน้อย “กินจนอิ่มสิ ! ”
หากเธอ้าเลี้ยงข้าวใครสักคนคน ๆ นั้นก็ต้องได้กินจนอิ่มอยู่แล้ว
โจวโจวลังเลไปเล็กน้อยแล้วกล่าวเตือนว่า “แม่เฒ่า หนูกินเก่งมากเลยนะ หนูกินบะหมี่ได้ตั้ง 18 ชามแหนะ”
เดิมทีกิน8 ชามก็อิ่มแล้ว แต่อาหารของคนเมืองมีสีสันน่ากินไม่ได้ดูจืดชืดเหมือนอาหารบนูเา เส้นหมี่ในชามก็น้อย เธอถึงต้องกิน 18ชามถึงจะอิ่ม
เมื่อได้ยินคำพูดนี้คุณนายฉินยิ่งรู้สึกปวดใจเข้าไปใหญ่ผู้มีพระคุณตัวน้อยของเธอต้องทนหิวมานานแค่ไหนกัน
“ไม่ต้องกังวลอย่าว่าแต่ 18 ชามเลย ต่อให้ 80 ชามก็เลี้ยงไหว”
ระหว่างที่พูดเธอบีบมือเล็ก ๆ ของหนูน้อยเอาไว้เพื่อดึงเธอให้ลุกขึ้นมา แล้วพูดอย่างมีเมตตาว่า“ไป ไปกินข้าวกัน”
คุณผู้ชายฉินเองก็ส่งสายตาให้พ่อบ้านหลี่บอกให้เขารีบไปจองร้าน
เมื่อเห็นแบบนั้นิทงที่คอยจ้องมองพวกเขาอยู่ด้านข้างมkโดยตลอดก็ยื่นหน้าเข้ามาแจมด้วย “โจวโจวอย่าลืมอาจารย์ลุงสิ”
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาหาโจวโจวทำไมแต่เื่ของติดไปกินข้าวฟรีแบบนี้ไม่ควรพลาด
โจวโจวเงยหน้าขึ้นไปตามคุณนายฉินด้วยดวงตาที่ใสแป๋ว
คุณนายฉินจึงโบกมือเชิญชวน“ไปด้วยกันสิ ! ”
“ขอบคุณแม่เฒ่า”โจวโจวเงยหน้าหันไปยิ้มอย่างดีใจให้ทำให้คุณนายฉินรู้สึกรักและเอ็นดูเธอเข้าไปใหญ่ เธอค่อย ๆ บีบมือนุ่มของหนูน้อยเบาๆ
เพียงแต่มือเล็ก ๆ นี้เหี่ยวเพราะแช่น้ำนานเกินไป
แถมยังบวมแดงอีกด้วยคงเป็เพราะล้างจานมานั่นเอง
เมื่อคิดถึงเื่นี้คุณนายฉินยิ่งรู้สึกปวดใจเข้าไปใหญ่ เธอจึงเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้น
ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็มาถึงโรงแรมสุดหรูแห่งหนึ่ง และในตอนที่พวกเขาเดินเข้าไปนั้นบนโต๊ะกลมก็ได้เต็มไปด้วยอาหารหลากหลายวางเรียงรายอยู่แล้ว โจวโจวที่เห็นแบบนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง‘ทำไมมันเยอะขนาดนี้ ! ’
เธอหันไปมองคุณนายฉินไม่กล้าเดินเข้าไป “แม่เฒ่า อาหารพวกนี้คงมีราคาแพงมากใช่ไหม”
เมื่อวานเธอกินบะหมี่ไปไม่กี่ชามก็ต้องล้างจานทั้งวันแล้วถ้าหากกินหมดนี่มีหวังได้ล้างจานจนหนังถลอกหมดแน่นอน
ระหว่างที่คิดเธอก็ก้มลงมองมือตนเอง แล้วค่อย ๆ ก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณก่อนจะเงยหน้าพูดกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “แม่เฒ่าเลี้ยงหมั่นโถวหนูก็พอแล้ว หมั่นโถวมีราคาถูก ทั้งยังอิ่มท้องด้วย”
เมื่อได้ยินแบบนี้คุณนายฉินก็พอจะเดาออกถึงความคิดของหนูน้อยแล้วพอคิดได้ว่าเด็กน้อยตัวแค่นี้ต้องล้างจานมาตลอดทั้งคืนเธอก็ยิ่งปวดใจและสงสารหนูน้อยเข้าไปใหญ่
ดังนั้นหญิงชราจึงอุ้มหนูน้อยขึ้นมานั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็กที่ให้พนักงานเตรียมไว้ล่วงหน้า“ไม่เป็ไร กินเถอะ ต่อให้มีแบบนี้อีกแปดโต๊ะสิบโต๊ะ ย่าก็เลี้ยงหนูไหวไม่ต้องกังวล”
หลังจากที่หญิงชรารับปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าโจวโจวถึงได้เริ่มกินอย่างสบายใจ
คุณผู้ชายฉินเองก็ใส่ใจหนูน้อยเช่นกันหลังจากที่เขาได้ยินผู้จัดการร้านก่อนหน้านั้นบอกว่าพวกหนูน้อยกินแต่บะหมี่เจเขาก็เดาออกได้ว่าหนูน้อยน่าจะกินเจอย่างเดียว จึงสั่งเมนูผักมาทั้งหมด
โจวโจวกินอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากทนต่อความหิวโหยมาตลอดทั้งคืน หนูน้อยกินอาหารเคี้ยวตุ้ย ๆทำให้คนที่ได้เห็นยิ่งรู้สึกสงสารและเอ็นดูเข้าไปใหญ่
ช่างเป็เด็กน้อยที่ทำให้คนยิ้มได้จริงๆ
“กินเยอะๆ สิ” คุณนายฉินมองหนูน้อยคีบผักด้วยแววตาแสนอบอุ่น แล้วกล่าวเชิญชวนอย่างใจดี
“อื้อ! ” โจวโจวไม่สนใจอะไรแล้ว หนูน้อยก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างอร่อยและมีความสุขมันอร่อยกว่าร้านเมื่อวานซะอีก !
ศิษย์พี่เจ็ดพูดไม่ผิดอาหารของคนเมืองมีแต่ของอร่อยทั้งนั้น
หลังจากนั้นไม่นานอาหารในจานทั้งหมดบนโต๊ะก็ถูกกินจนเกลี้ยง มองไปยังจานที่ว่างเปล่าทั้งหมดโจวโจวเริ่มรู้สึกเกรงใจ หนูน้อยเกาหัวที่โล้นของตนเองด้วยความเก้อเขินแล้วถามอย่างรู้สึกผิดว่า “แม่เฒ่า หนูกินเยอะเกินไปใช่ไหม ? ”
“ไม่จ้ะ”คุณนายฉินเห็นว่าหนูน้อยกินจุขนาดไหน เธอรู้สึกใอยู่บ้าง แต่ไม่ได้รังเกียจทั้งยังหยิบกระดาษทิชชู่มาช่วยเช็ดปากให้หนูน้อยเบา ๆ “กินอิ่มไหม ? อยากกินอะไรเพิ่มหรือเปล่า? ”
โจวโจวส่ายหน้าเธอลูบพุงน้อย ๆ ของตนเอง “หนูกินอิ่มแล้ว ขอบคุณพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าที่เลี้ยงข้าวหนู”
“เกรงใจอะไรแค่ข้าวมื้อเดียวเท่านั้น” คุณนายฉินลูบหัวหนูน้อย มันให้ััที่ลื่นมือมาก ให้ความรู้สึกดีเหลือเกินเมื่อเห็นว่าหนูน้อยมองมาที่ตนเองด้วยความแปลกใจ หญิงชราหน้าแดงเล็กน้อยเธอกระแอมแล้วเรียกพนักงานมาคิดเงิน
เมื่อเหล่ตามองและเห็นว่าหนูน้อยกำลังแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจของเธอก็รู้สึกขำขันไม่เบา
ที่แท้หนูน้อยก็เป็กังวลว่าเธอจะเลี้ยงข้าวไม่ไหวนี่เอง
หลังจากรูดบัตรจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้วเธอก็มองไปยังชุดที่หนูน้อยสวมใส่ พลางพูดว่า: “ผู้มีพระคุณตัวน้อย หนูช่วยฉันเอาไว้ฉันต้องขอบคุณเธอ อีกอย่างฉันยังไม่ได้ให้ค่ายาก่อนหน้านี้เลยฉันอยากซื้อยานั้นอีกสักหน่อย หนูจะคิดราคาเท่าไหร่หรือ ? ”
เงินหรือ ?
ิทงตาเป็ประกายเขากวาดตามองคนพวกนี้ ดูจากเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่น่าจะเป็ของมีระดับมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนมีเงิน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็ประเภทพวกเศรษฐีอีกด้วยดังนั้นเขาจึงรีบทำสัญญาณมือให้โจวโจว
โจวโจวเองไม่รู้ว่ายานั้นขายที่ราคาเท่าไรเพราะมันเป็ยาที่หนูน้อยไปเก็บสมุนไพรในป่ามาปรุงด้วยตนเองไม่ได้จ่ายค่าสมุนไพรสักหยวน แต่เมื่อเห็นสัญญาณมือของิทง เธอก็เข้าใจในทันที
เธอยิ้มตาหยีแล้วชูนิ้วออกมาห้านิ้วพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใสแจ๋วว่า “5 หยวน ! ”
ิทง:“……? ”