เอมิยืนพิงผนังเย็นเฉียบในมุมอับหลังร้าน รู้สึกถึงเรียวแรงที่หดหายไปจากร่างกาย หัวใจยังคงเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ริมฝีปากรู้สึกชาวาบราวกับรอยจูบของกฤตยังคงประทับอยู่ เธอทำอะไรลงไป? จูบนั้น... มันเกิดขึ้นจริง! มันไม่ใช่แค่ความหวั่นไหวในใจอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการกระทำ คือการทรยศ คือการก้าวข้ามเส้นแบ่งที่เธอพยายามรักษามาตลอด
"พี่เอมิคะ! ลูกค้ามาค่ะ!" เสียงเรียกของมิ้นท์ดังแทรกเข้ามาในภวังค์ ปลุกให้เธอตื่นจากอาการตื่นตระหนก
"จ...จ้ะ! ไปเดี๋ยวนี้!" เอมิขานรับเสียงสั่น พยายามสูดหายใจลึกๆ รวบรวมสติ เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากอย่างแรงราวกับจะลบร่องรอยที่มองไม่เห็นนั้นออกไป มองเงาสะท้อนลางๆ ของตัวเองในกระจกบานเล็กที่แขวนอยู่ผนัง เห็นดวงตาที่ยังเบิกกว้างและแก้มที่แดงก่ำ เธอต้องกลับออกไป ต้องทำตัวให้ปกติที่สุด ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด!
เธอสูดหายใจลึกอีกครั้ง หมุนตัวเดินกลับออกไปยังหน้าร้านด้วยขาที่ยังสั่นเทาเล็กน้อย พยายามปั้นรอยยิ้มให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด
"ขอโทษทีค่ะ พอดีหาของอยู่ข้างหลัง" เธอบอกลูกค้าที่รออยู่หน้าเคาน์เตอร์ "รับอะไรดีคะ"
"พี่เอมิ หายไปนานจัง สารวัตรเขาฝากบอกว่าขอบคุณสำหรับกาแฟนะคะ แล้วก็ฝากปากกาคืนด้วยค่ะ เขาบอกว่าลืมไว้จริงๆ" มิ้นท์พูดขึ้นพลางยื่นปากกาด้ามที่กฤตหยิบติดมือออกไปกลับมาให้
เอมิรับปากกามาถือไว้แน่นจนข้อนิ้วขาว รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยคำโกหกที่แเีของเขา เขาวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้วสินะ ทั้งข้ออ้าง ทั้งการสร้างสถานการณ์ "อ้อ...จ้ะ ขอบใจมากมิ้นท์" เธอตอบเสียงเรียบ พยายามกดความรู้สึกขุ่นมัวลงไป
การทำงานใน่เวลาที่เหลือของวันนั้นกลายเป็เื่ทรมานอย่างแสนสาหัส เอมิรู้สึกเหมือนกำลังแสดงละครฉากใหญ่ ทุกคำพูด ทุกรอยยิ้ม รู้สึกฝืนทนและจอมปลอมไปหมด เธอชงกาแฟผิดๆ ถูกๆ หลายครั้ง ทอนเงินพลาดไปบ้าง โชคดีที่ลูกค้ารายนั้นใจดีไม่ได้ว่าอะไร เธอรู้สึกเหมือนทุกคนกำลังจับจ้อง เหมือนมิ้นท์จะมองเธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเป็พิเศษ หรือเธอแค่คิดไปเองเพราะความหวาดระแวงกันแน่?
ความทรงจำถึงจูบนั้นหวนกลับมาเป็ระลอก ััร้อนแรง รสชาติหวานล้ำปนเปื้อนความผิดบาป ความรู้สึกของการถูกชั่วขณะ มันทั้งน่ารังเกียจและน่าหวามไหวในเวลาเดียวกัน เธออยากจะลบมันทิ้งไปจากความทรงจำ แต่ยิ่งพยายามลืม มันก็ยิ่งแจ่มชัด
เมื่อถึงเวลาปิดร้าน เอมิแทบจะหมดแรง เธอเก็บร้านอย่างเงียบเชียบ กล่าวลามิ้นท์แล้วเดินกลับเข้าบ้านที่อยู่ติดกัน บ้านที่เคยเป็ที่พักพิงอันปลอดภัย ตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนคุกที่คุมขังเธอไว้กับความลับอันหนักอึ้ง
ศิวัฒน์ยังไม่กลับมา เอมิเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงไปทิ้งตัวลงบนโซฟา หลับตาลง แต่ภาพจูบนั้นก็ยังตามมารบกวน เธอรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ
คืนนั้น ศิวัฒน์กลับมาดึกกว่าปกติเล็กน้อย เขามีท่าทีอารมณ์ดีเพราะเพิ่งปิดโปรเจกต์ใหญ่ได้สำเร็จ เขาตรงเข้ามากอดเอมิจากด้านหลัง หอมแก้มฟอดใหญ่ "ที่รัก วันนี้พี่มีข่าวดีมาบอก..."
แต่แทนที่จะรู้สึกยินดี เอมิกลับสะดุ้งสุดตัว ผละออกจากอ้อมกอดของเขาทันที "ว้าย! ใหมดเลย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง" เธอแหวใส่ กลบเกลื่อนปฏิกิริยาใที่เกิดจากความรู้สึกผิด
ศิวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย มองภรรยาด้วยความแปลกใจ "เป็อะไรไปเอมิ ทำไมวันนี้ดูหงุดหงิดจัง"
"เปล่านี่คะ ก็แค่ในิดหน่อย" เธอเลี่ยงตอบ เดินหนีไปรินน้ำดื่ม "แล้ว...ข่าวดีอะไรเหรอคะ" เธอถาม พยายามเปลี่ยนเื่และปรับน้ำเสียงให้ปกติ
แม้ศิวัฒน์จะเล่าข่าวดีเื่งานด้วยความตื่นเต้น แต่เอมิกลับฟังเหมือนหูทวนลม ในใจเธอมีแต่ความสับสนว้าวุ่น เมื่อเขาพยายามจะเข้ามาคลอเคลีย กอด หรือหอม เธอก็จะหาทางบ่ายเบี่ยงตลอด อ้างว่าเหนื่อยบ้าง ปวดหัวบ้าง จนศิวัฒน์เริ่มรู้สึกได้ถึงความห่างเหินผิดปกติ แต่เขาก็คิดเอาเองว่าเธอคงจะเหนื่อยจากงานที่ร้านจริงๆ
ก่อนนอน เอมิแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นข้อความใหม่จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่เธอรู้ทันทีว่าเป็ใคร ข้อความสั้นๆ เขียนว่า:
"เมื่อวาน... ผมหยุดคิดถึงคุณไม่ได้เลยนะ"
หัวใจเอมิกระตุกวูบ เธอกำโทรศัพท์ไว้แน่น ข้อความนั้นเหมือนถ่านไฟร้อนๆ ที่จี้เข้ามากลางใจ มันเป็การตอกย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เป็การเรียกร้องความสนใจ และเป็การดึงเธอให้กลับไปสู่วังวนนั้นอีกครั้ง เธอควรจะลบมันทิ้งไป ควรจะบล็อกเบอร์นี้เสีย ควรจะตัดไฟั้แ่ต้นลม... แต่เธอกลับทำไม่ได้... นิ้วเรียวเลื่อนไปมาบนหน้าจอ อ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกดปิดหน้าจอแล้ววางโทรศัพท์ลงข้างหมอนอย่างเงียบเชียบ โดยไม่ได้ตอบกลับไป