บทที่ 20
ความก้าวหน้าใน่ขั้นกลั่นปราณ (รีไรท์)
หาก้าเงินหนึ่งพันดอลลาร์ ก็สามารถหาได้ด้วยตัวเอง
เมื่อหยางเซียวเล่อกลับมาที่ห้องของเขา เขาแทบรอไม่ไหวที่จะเปิดคัมภีร์ทลายว่างเปล่า และสิ่งที่เขาเห็นคือตัวอักษรตัวเล็กสีดำหนา ๆ เหมือนกับฝูงมดที่จัดเรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ไม่ว่าจะโลกไหน ๆ การอ่านหนังสือนั้นเป็การสร้างความรู้อย่างแท้จริง
ในขณะที่เขาพร้อมที่จะอ่านคำแรกอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นมดดำเหล่านี้ก็ขยับตัว และควบแน่นอย่างรวดเร็ว มันรวมตัวเข้าด้วยกัน และบิดเป็เกลียว กลายเป็กระแสลมสีดำ
และซึมเข้าไปในคิ้วของหยางเซียวเล่อ !
นี่...มันจะอลังการมากเกินไปแล้ว !
หยางเซียวเล่อไม่รู้ว่า ทำไมในตอนแรกเขาใกับมันมาก แต่เมื่อเขาพบข้อมูลเพิ่มเติมในใจ เขาก็ยิ่งใมากขึ้นไปอีก !
เนื้อหาของหน้าแรกตรงเข้ามาในหัวใจของเขา
แน่นอนว่ามันแตกต่างจากหนังสือนิยาย ที่ไม่จำเป็ต้องอ่านเลย เพียงแค่นึกถึง ก็จะพบเนื้อหาในใจ
ตามที่หยางเซียวเล่อคาดเดา หน้าแรกของหนังสือเล่มนี้จะบันทึกวิธีการฝึกฝนั้แ่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นที่เก้าของ่กลั่นปราณ
ตราบใดที่เขาสามารถเชี่ยวชาญเนื้อหาของหน้าแรก และฝึกฝนมากขึ้น เขาก็จะสามารถไปถึงขอบเขตของขั้นที่เก้าของขั้นกลั่นปราณได้อย่างแน่นอน !
นี่เป็ข่าวดีสำหรับเขาอย่างไม่ต้องสงสัย การเป็ะทุกประเภทในละครทีวี ฉายแวบเข้ามาในความคิดของเขาทันที เขาไม่ได้พอใจกับการฝึกฝนในขอบเขตเล็ก ๆ เท่านั้น
เมื่อคิดว่า ตนเองจะสามารถไปถึงขอบเขตนั้นในไม่ช้า หยางเซียวเล่อก็ตื่นเต้นราวกับจะออกเดินทาง
จินตนาการนั้นสวยงามเสมอ และความเป็จริงที่โหดร้าย ก็ทำให้เขาแทบอ้าปากค้าง
เป็เวลาสามวันติดต่อกันที่หยางเซียวเล่อไม่ได้ก้าวออกจากประตู เขาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนคัมภีร์ทลายว่างเปล่า แต่เขากลับไม่สามารถเข้าใจความหมายของประโยคแรกได้ด้วยซ้ำ
ขั้นกลั่นปราณ คือ การกลั่นปราณ ถ้าอยากกลั่นปราณเขาต้องฝึกฝนอย่างน้อยสามวัน และเขาก็ยังไม่สามารถเรียนรู้วิธีกลั่นปราณได้
แต่ใครจะรู้ว่า หยางเซียวเล่อร่างจุติแห่งวิถี์ จะเป็ร่างศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายของเขาจะต้องมีปราณอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว แต่เขายังไม่ได้เรียนรู้วิธีการของการกลั่นปราณในร่างเลย
ด้วยเหตุนี้หยางเซียวเล่อจึงทึ้งหัวตัวเองอย่างหนัก “ถ้าอยากได้ความสงบ เมื่อรวบรวมแล้ว จะเกิดการควบแน่น หากยืนขึ้น ร่างจะไม่สลาย ใจสงบ การรวมตัว... นี่มันเขียนเื่บัดซบอะไรเนี่ย ฉันไม่เข้าใจเลย อ๊ะ จริง ๆ แล้ว หยินเทียนหลางนั้น แต่เดิมเป็ชายผู้แข็งแกร่ง บางทีเขา…”
หยางเซียวเล่อมีแรงบันดาลใจและคิดถึงหยินเทียนหลางขึ้นมาได้ เขานึกขึ้นได้ว่าเขานั้นโง่จริง ๆ เขามีเครื่องแปลภาษาสำเร็จรูปอยู่แล้ว
เมื่อหยางเซียวเล่อบอกกับหยินเทียนหลางถึงประโยคนี้ หยินเทียนหลางก็พูดความหมายของประโยคนี้ทันที ซึ่งทำให้ หยางเซียวเล่อนั้นเข้าใจโดยทันที
"สรรพนามทั้งหมดที่ใช้ในที่นี้คือตัวแทน เ้านายมันเป็เื่ปกติที่จะไม่เข้าใจมัน เมื่อััมันเป็ครั้งแรก ฉู่หยู หมายถึงกล้ามเนื้อและกระดูก ชิงโซว่ หมายถึงเื จู้เจ๋อ หมายถึงสมาธิ การไม่จับตัวเป็ก้อน หมายถึงการผ่อนคลาย..."
ด้วยคำอธิบายของหยินเทียนหลาง ทำให้หยางเซียวเล่อได้นำคำเหล่านี้มาทบทวนในใจ และรู้สึกว่าทุกอย่างถูกต้อง
หยางเซียวเล่อหลับตาลงทันทีและตั้งสมาธิ เพื่อฝึกฝนคัมภีร์ทลายว่างเปล่า คำต่าง ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในใจทีละคำ การหายใจ ความคิด และร่างกายของเขาทั้งหมดได้ปฏิบัติตามที่คัมภีร์ระบุเอาไว้
ในไม่ช้าศีรษะของเขาก็เริ่มปล่อยไอน้ำออกมาจาง ๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หยินเทียนหลางก็เบิกตากว้างและถอยออกไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว "จริงหรือ ในเวลาไม่ถึงสิบนาที เขาก็เข้าสู่่กลั่นปราณ ?"
ทันใดนั้น หยางเซียวเล่อพับฝ่ามือของเขาลงบนจุดตันเถียน จากนั้นแสงสีเขียวที่อ่อนแรงมาก ๆ ก็พุ่งออกมาและรัศมีในห้องก็พลันสดใสขึ้นทันที
มันเป็แสงสลัว ๆ ที่เมื่อหยินเทียนหลางมองเห็น เขารีบถอยไปที่ประตู ราวกับว่าเขาเห็นผี และรีบปิดประตูลง
เพราะกลัวว่าจะถูกคนภายนอกพบเจอโดยบังเอิญ... จู่ ๆ เขาก็ทะลวงผ่านขั้นแรกไปได้ ! ? ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง !
“เ้านายนั้นอัจฉริยะจริง ๆ? หรือเขาเป็อัจฉริยะครั้งในรอบล้านปี ?”
จากนั้นค่ำคืนนี้ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อหยางเซียวเล่อลืมตาขึ้น เขารู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก เขาบิดคอจนเกิดเสียงดังกึกกัก และรู้สึกราวกับว่า ร่างกายของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป มันแข็งแรงขึ้นมากกว่าเดิม
กลิ่นเหม็นรุนแรงตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง หยางเซียวเล่อสูดจมูกของเขาสองครั้งและขมวดคิ้ว พลางโบกมือไล่กลิ่นอย่างน่ารังเกียจ
“เ้านาย ท่านตื่นแล้วหรือ ท่านเก่งมาก !”
หยินเทียนหลางค้างคืนในห้องของหยางเซียวเล่อ เมื่อเห็นหยางเซียวเล่อตื่นขึ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้
หยางเซียวเล่อปิดจมูกของเขาและชี้ไปที่หยินเทียนหลาง พลางกล่าวว่า "นายอึในห้องของฉันหรือ ทำไมมันมีกลิ่นเหม็นแรงมาก แหวะ ?"
หยินเทียนหลางแสดงดวงตาที่ไร้เดียงสา และกล่าวว่า "เ้านาย... ดูตัวเองก่อนเถอะ"
"อา ?" ทันทีที่หยางเซียวเล่อก้มศีรษะลง เขาก็ใมาก เขามองเห็นคราบไคลหนาเป็ชั้น ๆ ที่แขน ไม่เพียงแต่ที่แขนเท่านั้น แต่ยังเห็นที่หน้าอก คอ และหลังด้วย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยคราบไคลแบบนี้
ราวกับขอทานที่ไม่อาบน้ำเป็เวลาหนึ่งปี ก็ยังสะอาดกว่าเขา 100 เท่า !
“เ้านาย อย่าใไป นี่เป็ปรากฏการณ์ปกติ ปราณจะขับสิ่งสกปรกทั้งหมดในร่างกายออกทางร่างกาย ตอนนี้ร่างกายของท่านแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็สิ่งที่ดี !”
หลังจากคำอธิบายของหยินเทียนหลาง หยางเซียวเล่อก็เข้าใจ อย่างไรก็ตาม นี่เป็ครั้งแรกที่หยินเทียนหลางพบว่า มีคนที่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกจำนวนมากในคราวเดียวได้
โดยปกติผู้ฝึกฝนใน่กลั่นปราณจะสามารถเจาะทะลวงได้เดือนละครั้ง ซึ่งถือว่าดีที่สุดในหมู่คน เมื่อฝึกฝนตามปกติ สิ่งสกปรกจำนวนเล็กน้อยจะถูกขับออกมาทุกวัน
ดังนั้นจะไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนถึงความสกปรก เมื่อยามทะลวงผ่านด่าน
แต่ทว่าหยางเซียวเล่อนั้นแตกต่างออกไป เขาทะลวงผ่านระดับเล็ก ๆ 4 ระดับ ในชั่วข้ามคืน ใช้เวลาเพียงสิบชั่วโมง จากการเข้าสู่ขั้นกลั่นปราณ ระดับ 3 ก่อนที่หยินเทียนหยางจะได้พบด้วยตาตนเอง
เขาไม่เคยคิดว่าว่าจะได้เห็นมาก่อน
หากปราศจากประสบการณ์ของผู้ฝึกฝนทั่วไป หยางเซียวเล่อจะรู้ได้อย่างไรว่า ความยากลำบากของการเลื่อนระดับเป็อย่างไร
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็โล่งใจ เขาเป็ร่างศักดิ์สิทธิ์สูงสุด และมันต้องได้รับผลเป็สองเท่ากับความพยายามครึ่งหนึ่งของผู้ฝึกฝนทั่วไป
ร่างกายศักดิ์สิทธิ์นั้นไวต่อปราณอย่างยิ่ง และมันง่ายที่จะทะลวงด่านอย่างธรรมชาติ
ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็ผู้สืบทอดต่อวิถี์ ความเข้าใจของเขาจะต้องดีกว่าคนอื่น ๆ มีเหตุผลที่เขาสามารถทำลายขอบเขต 4 ระดับได้ในชั่วข้ามคืน
หลังจากอาบน้ำแล้ว หยางเซียวเล่อก็คิดถึงโลกซิ่วเจินอีกครั้ง
เขาอุดอู้มานานและ้าไปพักผ่อนเสียหน่อย หลังจากเตรียมขนม ขวดแก้วแล้ว หยางเซียวเล่อเดินทางมายังโลกซิ่วเจินอีกครั้ง
เมื่อผู้าุโหยางมองเห็นเขา ก็ยิ้มออกมาทันทีอย่างสดใสยิ่งกว่าดอกไม้ดอกไหน ๆ
“สหายตัวน้อย มาทันเวลาพอดี ข้ามีเื่ใหญ่ที่ต้องทำกับเ้าที่นี่”
เมื่อมองเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย คาดว่าเขาคงทำเงินได้เยอะแน่ “การค้าใหญ่หรือ ?”
ผู้าุโหยางลูบมืออย่างตื่นเต้น แล้วกล่าวว่า "เ้าเมืองจะจัดการประชุมการกลั่นโอสถในอีกสามเดือน นักกลั่นโอสถทั้งหมดจะเข้าร่วม การกลั่นยาจะมีปริมาณมหาศาลโดยธรรมชาติ..."
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หยางเซียวเล่อเข้าใจทันที เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “มีเวลาอีกสามเดือน เราค่อยพูดถึงเื่นี้ทีหลังเถอะ”