บทที่ 1
หลี่หว่านเอ๋อร์ ยืนมองขบวนแห่ศพ...ของตนเอง
"นี่เ้าไม่ใช่หลี่หว่านเอ๋อร์จริงรึ" ซูไป๋เฉิงยังคาใจกับเื่นี้ หลังจากตื่นขึ้นมา เขาได้ถามหลี่หว่านเอ๋อร์ซ้ำอยู่หลายครั้ง ซึ่งคำตอบทุกครั้งก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ครั้งนี้นางเพียงพยักหน้าตอบง่าย ๆ ไม่รำคาญอีกฝ่ายที่เอาแต่ถามคำถามเดิมวนไปมา
ย่อมเข้าใจได้...
นางเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อเสียด้วยซ้ำ หากไม่เห็นเงาสะท้อนของตนผ่านคันฉ่องภายในเรือน มันกำลังสะท้อนภาพหญิงสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปี ใบหน้าขาวสะอาดหมดจด แม้มิใช่หญิงงามแต่ก็ดูแล้วสบายตายิ่ง หากไม่ใช่เพราะหน้าตาดูซูบซีดราวคนป่วยไปหน่อย
เอาเถอะ ตัวนางเองก็หาใช่สาวงาม แถมยังป่วยขี้โรคั้แ่เด็ก จะเอาความกล้าที่ใดไปติรูปร่างหน้าตาผู้อื่นว่าไม่ดี...
"ท่านนักพรตบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ ตัวข้าผู้นี้เป็ใครกัน"
ซูไป๋เฉิงมองหญิงสาวซึ่งนั่งย่อง ๆ อยู่ข้างตน ดูแล้วก็ไม่เหมือนผีร้ายที่ใดมาสิงสู่ ยังคงสามารถเจรจาพูดคุยกันได้...กระมัง
"เป็เ้าที่ต้องตอบข้าก่อน ว่าเ้าเป็ิญญาร้ายจากที่ใด"
เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นจึงอดที่จะเบ้ปากไม่ได้ "เปิ่นกงเป็ผู้ถามก่อนแท้ ๆ"
"เ้าว่าอันใดนะ"
การกระทำของชายชราไม่พ้นสายตาของหญิงสาว นางบ่นรำพึงในใจอยู่เงียบ ๆ ว่าเหตุใดนักพรตชราถึงชอบแสดงท่าทางกลัวอันใดนัก ทั้งที่ตัวเขาเป็ผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแท้ ๆ ยังจะกลัวอันใดอีก...
หากไม่ใช่เพราะนางเข้าอยู่ในร่างนี้จริง ๆ นางคงเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็พวกหลอกลวงแน่
"บอกไว้ก่อนหากพูดปดแม้ครึ่งคำ ข้าจะขับไล่ิญญาเ้า" เขาขู่เสียงเหี้ยม อีกฝ่ายนอกจะไม่กลัวแล้วยังมีสีหน้าเอือมละอา สายตามองเขาราวกับมองคนสติไม่ดี หากเป็หลานสาวเขาจะเอาไม้เรียวตีให้เจ็บ
กล้าดีอย่างไรมาใช้สายตาเช่นนี้มองนักพรตผู้เก่งกาจ
"เยี่ยนหย่งผิง หรือท่านจะเรียกฝูอันเล่อกงจู่ก็ได้เช่นกัน เป็คนแคว้นเยี่ยน" นางเอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ เหมือนกับเื่ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องอันใดกับนาง
"ข้าน่าจะตายแล้ว ไม่นานทางวังน่าจะประกาศออกมา หรือไม่ก็ประกาศ อะ แต่อาจจะไม่ประกาศก็เป็ไปได้" ชายชราฟังอย่างนิ่งเงียบ สีหน้าดูข้องใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
"ตายแบบเงียบ ๆ เป็การจากไปอย่างสงบสินะ" นางยิ้มมองชายชราขณะเอ่ย
เยี่ยนหย่งผิงไม่คิดว่านักพรตขี้ระแวงต้องไม่เชื่อเื่ที่นางเอ่ยอย่างง่าย ๆ แน่ จึงนิ่งคิดวิธีจะพิสูจน์เื่ที่ว่าก็ไม่ใช่ง่าย ตัวนางถึงจะมีตำแหน่งเป็องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ แต่หาได้เป็บุคคลสำคัญ ชั่วชีวิตสิบหกปีเท่าที่จำความได้ก็แทบจะใช้ชีวิตหลังกำแพงวังมาตลอด
ยิ่งสามัญชนคนธรรมดาจะทราบเื่ราวเกี่ยวกับนางได้อย่างไร
เอาเถิดอย่างไรเปิ่นกงตายไปแล้ว ถึงจะขับไล่มีหรือจะทำอันใดก็มาเถอะ
"ข้ากับท่าน มาทำข้อตกลงกันสักหน่อยดีกว่า" จู่ ๆ นักพรตเฒ่าก็เอ่ยขึ้นมา
"หา" เยี่ยนหย่งผิงถึงกับงงกับคำตอบที่ได้ยิน เหตุได้ถึงได้เชื่อกันง่ายเพียงนี้ มันไม่ง่ายไปหรือ...
ซูไป๋เฉิงเข้าว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไรอยู่ จึงทำสีหน้าจริงจังทำตัวให้น่าเชื่อถือพลางถอนหายใจ
"ไหน ๆ เื่ก็ถึงขั้นนี้แล้ว เ้าเป็ใครจะสำคัญอะไรล่ะ"
แล้วจะถามทำไมั้แ่แรก...
ซูไป๋เฉิงเริ่มเล่าทุกอย่างที่เขารู้ให้เยี่ยนหย่งผิงฟังอย่างไม่ปิดบัง เื่ราวเป็มาอย่างไรก่อนถึงจุดนี้ ตัวนางผู้นี้คือใครหรือผู้ที่นางมาสิงร่าง
นางมีชื่อว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ เป็บุตรสาวคนเล็กแห่งจวนอัครมหาเสนาบดี แคว้นเยี่ยน มีร่างกายอ่อนแอั้แ่เด็ก ท้ายที่สุดก็เสียชีวิต
ใต้เท้าหลี่เหวินกวงผู้เป็บิดาทนดูบุตรที่รักจากไปมิได้ จึงหาทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตบุตรสาว ท้ายที่สุดเขาได้เชิญนักพรตพเนจรที่พ่อบ้านเป็คนแนะนำมาให้รักษา...นักพรตซูไป๋เฉิงจึงเข้าไปอาศัยอยู่ในจวนเป็เวลาเกือบเดือน เพื่อรักษาหลี่หว่านเอ๋อร์มีอาการทรง ๆ ทรุด ๆ จนสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วจึงได้แนะนำวิธีรักษาหลังสิ้นลม
นั่นก็คือการทำพิธีนี้ขึ้นมา...ภายในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับพิธีการดังกล่าว
ตอนนี้นางอยู่ที่เรือนพักต่างอากาศของตระกูลหลี่ ซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง ห่างไกลผู้คน เงียบสงบ ด้านหลังมีูเา ด้านหน้ามีลำธาร ด้านซ้ายเป็วัดกวงิ ด้านขวามีอารามหลวง การจะหาสถานที่แบบนี้ได้
หากมิใช่ตระกูลของใต้เท้าหลี่แห่งแคว้นเยี่ยนผู้มั่งคั่งคงเป็ไปได้ยาก
"ชีวิตข้ากับท่านอยู่ในมือท่านแล้ว ระวังอย่าให้ผู้อื่นจับได้" ซูไป๋เฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง หลังเล่าเื่ทั้งหมด "หากท่านพลาดข้าต้องถูกใต้เท้าหลี่ฆ่าเเน่ ส่วนท่านก็จะได้ตายจริง ๆ"
"ถ้าท่านกลัวขนาดนั้น ทำไมไม่ทำพิธีไล่ข้า แล้วเรียกิญญาคุณหนูหลี่เล่า" เยี่ยนหย่งผิงเอ่ยยิ้ม ๆ เมื่อชายชรายิ่งพูด สีหน้ายิ่งเคร่งเครียด นางเองก็หาได้หวาดกลัวต่อความตาย ถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่รู้อยู่เพื่ออะไร?
หากต้องใช้ชีวิตอยู่ในร่างผู้อื่น ต้องแสดงเป็ผู้อื่นตลอดเวลา นี่ไม่ใช่เื่ยุ่งยากหรอกหรือ
นางไม่ชมชอบเื่ยุ่งยากอย่างยิ่ง
"หากง่ายเช่นนั้นคงดี ไม่ใช่ว่าทำไปทำมาไปเรียกผีร้ายมา นั่นไม่แย่กว่าเดิมหรือ"
เยี่ยนหย่งผิงนั่งเท้าคางฟังนิ่งเงียบ จนชายชราเอ่ยอย่างร้อนใจ "ท่านช่วยอยากมีชีวิตอยู่ต่อเถิด" นางยิ้มบาง ๆ ให้ซูไป๋เฉิง
"ถือว่าทำบุญกับตาเฒ่าเช่นข้าก็ได้นะ"
ซูไป๋เฉิงจ้องมองด้วยสายตาอ้อนวอน แลดูน่าสงสาร หากอีกฝ่ายยังปฏิเสธเขาคงได้ร้องไห้อย่างน่าสมเพช โดยไม่ห่วงภาพลักษณ์
เยี่ยนหย่งผิงไม่เคยถูกขอร้องเช่นนี้มาก่อน รู้สึกยุ่งยากและอึดอัดใจ สุดท้ายจึงได้พยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ
"ดี!"
"แต่ไม่รู้ว่าข้าจะตบตาคนจวนตระกูลหลี่ได้นานเพียงใด"
"เื่นั้นข้ามีวิธี เวลานี้ท่านเพียงจำไว้ให้มั่นว่าท่านคือ หลี่หว่านเอ๋อร์ บุตรสาวอัครมหาเสนาบดี หลี่เหวินกวง"
...
ผ่านมาสองวัน หลังจากหลี่หว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือจากนักพรตซูไป๋เฉิง ภายหลังคนที่จวนทราบเื่ต่างตื่นเต้นดีใจรีบส่งคนไปรับตัวคุณหนูเล็กในเช้าวันถัดมาทันที
หลังจากกลับเรือนพักนอกเมืองหลวงแม้คุณหนูเล็กจะยังร่างกายอ่อนอยู่บ้าง สีหน้ากลับดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทุกคนเห็นดังนั้นแล้วต่างน้ำตาซึมด้วยความดีใจ กระตือรือร้นกับการหาของบำรุงร่างกายอย่างมีความสุข
ทุกคนต่างก็กล่าวว่า นักพรตซูไป๋เฉิงเก่งกาจเสียจริง สร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ มันฝืนกฎฟ้า
พวกเขารู้เพียงว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ป่วยหนัก จึงถูกส่งไปรักษานอกเมือง โดยไม่ทราบว่าสิ่งที่ส่งออกไปเป็ศพคนตาย ไม่ใช่คนเป็...
"คุณหนูท่านทานน้ำเเกงหรือไม่เ้าคะ" หลี่หว่านเอ๋อร์โบกมือปฏิเสธพลางยิ้มอ่อน
ั้แ่นางอาศัยอยู่ในจวนนับเป็เวลาสองวันแล้ว ทุกคนในจวนต่างเอาใจใส่นางเป็ยิ่ง โดยเฉพาะเื่อาหารการกิน....ถ้ามากไปกว่านี้เกรงว่านางจะกลายเป็หมูแล้ว
เห็นทีหลี่หว่านเอ๋อร์ผู้นี้ จะเป็บุตรรักของใต้เท้าหลี่ ไม่ต้องเอ่ยถึงการมาเยี่ยมบุตรสาว ขุนนางเฒ่าเรียกได้ว่าแทบจะมาเยี่ยมสามเวลาหลังอาหาร ทุกครั้งนางต้องแสร้งหลับ ด้วยเกรงว่าจะแสดงไม่เนียน กับสาวใช้ยังดีที่นักพรตจัดการให้ โดยอ้างดวงพวกนางข่มดวงของหลี่หว่านเอ๋อร์จึงได้สั่งให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ส่วนคนเก่าก็ส่งไปทำงานเรือนนอกเมือง บ้างก็แต่งงานออกไปใช้ชีวิตข้างนอก
"ลั่วลั่วข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก" นางรู้สึกเบื่อหน่าย หวนคิดถึงตอนอยู่ตำหนักฟางเซียนที่เอาแต่กินอาหาร กินยา แล้วก็นอน อาจมีบางเวลาที่มีตำราเื่รักประโลมโลกที่เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงนิยมกันให้อ่านสร้างความบันเทิง
"คุณหนูท่านยังไม่หายดีนะเ้าคะ" หลินลั่วสาวใช้คนใหม่มีสีหน้าลำบากใจ นางเพิ่งเข้ารับใช้เ้านายคนใหม่ได้ไม่นาน
"รอให้ร่างกายท่านดีกว่าก่อนนี้อีกสักหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ"
พอเห็นสาวใช้พยายามโน้มน้าว หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ ทั้งยังเริ่มรู้ี้เีท่ามกลางอากาศร้อนเช่นนี้ หากไม่มีเหตุจำเป็ผู้ใดอยากออกไปเล่า
นักพรตเฒ่าดันส่งจดหมายลับมาว่า วันนี้ให้นางหาข้ออ้างออกมานอกจวนหลี่ให้ได้
มีเื่สำคัญอะไรก็ไม่บอกกล่าว
"ข้าเพียงออกไปเดินเล่นข้างนอกเพียงครู่"
หลินลั่วมองรอยยิ้มของหลี่หว่านเอ๋อร์อย่างหลงใหลไปกับมันชั่วครู่ พลันได้สติ เอ่ยท้วงเสียงอ่อน
"คุณหนู..."
คุณหนูของนางผู้ปกติชอบทำสีหน้านิ่งเรียบ กับรอยยิ้มบาง ๆ มักยิ้มตามมารยาท บ่อยครั้งมักเหม่อลอยไม่รู้ว่ามีเื่อะไรในใจ ตัวนางที่คอยรับใช้ใกล้ชิดรู้สึกเป็กังวล มาวันนี้เพิ่งเห็นรอยยิ้มสดใสงดงามยิ่ง
"เพียงครู่เดียวนะเ้าคะ"
ถึงนายท่านจะลงโทษอย่างไรนางก็ยอม!
เพื่อรอยยิ้มของคนงาม
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป...
"ลั่วลั่วไม่เห็นต้องยกโขยงกันไปขนาดนี้เลย..." หลี่หว่านเอ๋อร์มองไปยังร่างกายบึกบึนของเหล่าองครักษ์ตระกูลหลี่ สี่ห้าคนเดินตามคุมเข้มสี่ทิศ เพ่งสายตาสำรวจเส้นทางที่นางต้องผ่านอย่างจริงจัง
นี่ยังพอรับได้ แต่ทำไมต้องทำหน้าเคร่งเครียด แถมทำสีหน้าร้ายกาจจ้องคนที่เฉียดเข้าใกล้ด้วยเล่า นี่พวกเขาเข้าใจอันใดผิดหรือไม่ นางแค่จะไปเดินเล่น หาได้ไปมีเื่กับผู้อื่นนะ
"นี่ยังน้อยไปเ้าค่ะ" หลินลั่วตอบอย่างจริงจัง สีหน้านางก็ไม่ต่างจากพวกองครักษ์เท่าใดนัก ว่าแล้วก็หันไปกำชับเหล่าชายร่างั์ที่ตามมา
"พวกท่านอารักขาคุณหนูดี ๆ อย่าให้ผิดพลาด"
หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ กับสาวใช้และองครักษ์จวนตระกูลหลี่ ช่างเล่นใหญ่กันเกินไปแล้ว แต่ก็ช่างดูจริงใจยิ่ง...มุมปากนางยกขึ้นบางเบา เลิกสนใจเหตุการณ์ด้านหลัง แล้วมองไปยังถนนภายในเมืองหลวง
"เมืองหลวงเป็เช่นนี้เองหรือ..." เหม่อมองภาพตรงหน้านิ่งเงียบ ภาพผู้คนเดินไปมา พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงค้าขาย ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา
"คึกคักเสียจริง"
"คุณหนูเราไปนั่งที่หอหรงฮวาดีหรือไม่เ้าคะ" หลินลั่วเห็นท่าทางเหม่อมองผู้คนของเ้านาย จึงเสนอความคิดหาที่ดี ๆ นั่งชมน่าจะดีต่อร่างกายมากกว่า ชี้นิ้วไปที่เรือนสูงสามชั้นอีกฝั่งถนนที่อยู่ไม่ไกล
ในคราวเดียวกันนางก็มองเห็นขบวนแห่ซึ่งมีทหารองครักษ์ของราชวงศ์สองข้างทาง ด้านหน้ามีแม่ทัพสองนายนำขบวน ตรงกลางเป็หีบศพไม้เนื้อเงาวาวสลักลายทองคำ เหล่านางกำนัลและขันทีสวมชุดขาวเดินอยู่ด้านข้าง ผู้คนต่างต้องหลบทางให้...
ขบวนพระศพขององค์หญิงองค์หนึ่งเ้าค่ะ พระองค์เพิ่งสิ้นไป แต่ไม่รู้ว่าองค์ใด ช่างอลังการยิ่ง " หลินลั่วมองตามขบวนที่เพิ่งผ่านไป ทั้งไม่ลืมอธิบายให้ผู้เป็นายฟัง
สายตาสับสน รอยยิ้มยากจะอธิบายได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหลี่หว่านเอ๋อร์
"ลั่วลั่วเราไปกันเถอะ" หลี่หว่านเอ๋อร์หันหลังเดินจากไปไม่มองย้อนหลัง มุ่งเดินหน้าอย่างมั่นคง ไม่นึกเลยว่าตอนตายไปแล้ว จะมีหน้ามีตาขนาดนี้...
ลาก่อนเยี่ยนหย่งผิง