ตอนที่ 21 ปัญหาใหญ่
หานชีเยวี่ยตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา เธอกระชากมือซ้ายของชายคนนั้นแล้วหักบิดไปด้านหลังมีดที่อยู่ในมือของเขาก็ร่วงลงพื้น
คนที่มุงดูอยู่ต่างพากันในี่มันคิดจะฆ่ากันชัดๆพวกเขาไม่คิดเลยว่าชายคนนั้นจะเป็คนร้ายที่จนตรอกได้ถึงเพียงนี้ทุกคนเริ่มหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โชคดีที่เด็กสาวคนนี้มีฝีมือถึงได้สามารถจับตัวคนร้ายไว้ได้
ทุกคนยกมือขึ้นทาบอกต่างมองไปที่ชายคนนั้นด้วยสายตาดูิ่และเกลียดชังหานชีเยวี่ยเตะชายคนนั้นไปหลายครั้ง แต่ก็น่าเสียดาย ที่วันนี้เธอใส่รองเท้าผ้ามาถ้าเป็รองเท้าหนังล่ะก็ เธอจะเตะให้ตายคาที่เลย!
ชายหน้าลิงคางแหลมที่โดนหานชีเวี่ยเตะนั้นร้องโอดโอยด้วยความเ็ปหญิงชราเห็นท่าไม่ดีจึงฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังจัดการกับชายหนุ่มก้มตัวคลานหลบหนีทว่ากลับถูกคนเห็นเข้าจึงถูกจับตัวกลับมาได้
ในตอนนั้นเองฉู่เจี้ยนกั๋วได้พาตำรวจมาถึงพอดี อีกทั้งยังเป็คนคุ้นเคยคนที่เดินก้าวฉับเข้ามาอย่างว่องไวคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ อู๋เจี่ยฟั่งเพื่อนของลู่จิ่งินั่นเอง!
ครั้งล่าสุดที่หานชีเยวี่ยพบกับอู๋เจี่ยฟั่งเขามากับลู่จิ่งิ ไม่รู้ว่าวันนี้สหายลู่จะมาด้วยหรือเปล่าเธอเผลอมองไปด้านหลังของอู๋เจี่ยฟั่ง แต่ก็ไม่พบใครเลย
หานชีเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตัวเองเธอช่างบื้อเสียจริง สหายอู๋เจี่ยฟั่งกำลังปฏิบัติหน้าที่แล้วลู่จิ่งิจะมาด้วยได้อย่างไรกัน?
“คุณตำรวจ เธอทำร้ายผม!พวกเขารุมทำร้ายผม!”ชายหน้าลิงคางแหลมเห็นตำรวจมาถึงก็แสร้งร้องไห้น้ำตาเป็เผาเต่า
อู๋เจี่ยฟั่งขมวดคิ้วผู้คนรอบข้างต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องออกมา
“คุณตำรวจ นี่มันพวกค้ามนุษย์นะตีให้ตายก็สมควรแล้ว!”
“ใช่ๆ คุณตำรวจ เรามอบคนร้ายให้พวกคุณแล้วพวกเราต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว!”
ถึงแม้ว่าจะเป็เื่ที่เห็นคนถูกรังแกแล้วทนไม่ได้แต่การลงมือทำร้ายร่างกายคนอื่นก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี
“ชื่ออะไร? เป็คนท้องที่หรือเปล่า?มีบัตรประชาชนไหม?”
ชายคนนั้นมองหน้าตาเ็าของอู๋เจี่ยฟั่งทำให้เขายิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ผมชื่อหม่าลิ่ว ไม่ใช่คนในท้องที่เพิ่งมาถึงเมืองนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน”
เมื่อเผชิญหน้ากับตำรวจหม่าลิ่วก็ดูรู้จักประเมินสถานการ์ตรงหน้าเป็อย่างดีจึงยอมควักบัตรประชาชนออกมาแต่โดยดี อู๋เจี่ยฟั่งเหลือบมองก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ยังกล้าปลอมแปลงบัตรประชาชนอีก ไปเถอะตามฉันไปสถานีตำรวจก่อน”
“สหาย คุณอาจจะเข้าใจผิดบัตรของผมเป็ของจริง...” หม่าลิ่วรีบอธิบายอย่างร้อนรน
“นายคิดว่าฉันโง่งั้นหรือ?” อู๋เจี่ยฟั่งสั่งให้ลูกน้องใส่กุญแจมือหม่าลิ่วทันที
ในตอนนั้นเองหญิงชราที่ถูกชาวบ้านจับตัวไว้ก็ถูกนำตัวไปส่งให้ตำรวจเช่นเดียวกัน สมกับคำที่ว่า‘ตำรวจกับประชาชนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน’
“พวกคุณทั้งสามคนไปให้ปากคำกับผมที่สถานีตำรวจส่วนคนที่มุงดู ถ้าใครพอมีเวลาช่วยไปเป็พยานให้ด้วย”
อู๋เจี่ยฟั่งมองไปที่หานชีเยวี่ยฉู่เจี้ยนกั๋วและหญิงสาวที่อุ้มเด็กอยู่
จริงๆ แล้วหานชีเยวี่ยไม่อยากไปสถานีตำรวจแต่เธอก็เป็หนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้อง จะไม่ไปได้อย่างไร?
นอกจากคนที่อู๋เจี่ยฟั่งเอ่ยชื่อแล้วยังมีผู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคนที่ยินดีสละเวลาไปเป็พยานที่สถานีตำรวจ
ภายในห้องสอบปากคำหานชีเยวี่ยอธิบายที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยคำไม่กี่คำทว่ากลับสามารถเข้าใจได้โดยง่าย อู๋เจี่ยฟั่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “เธอนี่เก่งจริงๆดูแวบเดียวก็รู้ว่ามีพิรุธ ผมว่า คนอย่างเธอเหมาะที่จะมาทำงานที่สถานีตำรวจนะ”
หานชีเยวี่ยยิ้มแห้งๆ แล้วตอบ“คุณอู๋พูดแบบนี้ฉันก็เขินแย่สิคะฉันก็แค่เป็คนช่างสังเกตกว่าคนอื่นเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
เพราะอยู่ในสถานีตำรวจทั้งคู่จึงไม่สะดวกที่จะพูดคุยกันมากนัก
“่นี้บริเวณเมืองใกล้เคียงเกิดเหตุการณ์ผู้หญิงและเด็กถูกลักพาตัวหลายคดีแล้วไม่คิดเลยว่าจะเกิดขึ้นที่นี่ด้วย”
“ไม่แน่ว่าอาจเป็แก๊งอาชญากรก็ได้คุณอู๋คะ คุณต้องตรวจสอบอย่างละเอียดนะคะ!”
“แน่นอน ไม่ต้องห่วงพวกเราจะไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลแม้แต่คนเดียว”
เมื่อหานชีเยวี่ยออกมาจากห้องให้ปากคำฉู่เจี้ยนกั๋วและหญิงสาวคนนั้นก็ให้ปากคำเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน
“สหาย ขอบคุณที่ช่วยพวกเราแม่ลูกเอาไว้!”หญิงสาวเห็นหานชีเยวี่ยก็รีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าคำนับ
หานชีเยวี่ยตาไว รีบเข้าไปประคองไว้“นี่มันยุคใหม่แล้ว ไม่ต้องทำแบบนี้หรอกค่ะ”
หญิงสาวหน้าแดงก่ำด้วยความอายเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองทำอะไรแปลกๆ ลงไป
“คือฉันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง น้องสาวฉันชื่ออู๋ฮุ่ยหลิง ฉันกำลังจะเดินทางไปหาสามี มาที่นี่ก็เพื่อต่อรถไม่คิดเลยว่าจะถูกคนเพ่งเล็ง!”
“พี่คะถ้าพี่ต้องเดินทางคนเดียวแล้วเกิดเื่แบบนี้อีกพี่ก็ทำให้เื่มันใหญ่โตเข้าไว้ค่ะจะยิ่งดีเลยหากสามารถโวยวายให้คนไปแจ้งตำรวจได้ ถ้าไม่ได้จริงๆก็ทุบข้าวของแถวนั้นไปเลย”
ต้องบอกเลยว่าอู๋ฮุ่ยหลิงเป็ผู้หญิงที่มีใบหน้าดูเป็มิตรถึงแม้จะไม่ได้สวยมาก แต่มองแล้วรู้สึกสบายตาเป็ใบหน้าแบบฉบับหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป
หานชีเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชอบพอหญิงสาวตรงหน้า
“ฉันรู้แล้ว มีประสบการณ์แบบนี้แล้วหลังจากนี้ฉันคงรับมือไหว”
อู๋ฮุ่ยหลิงแค่ไม่เคยเจอเื่แบบนี้มาก่อนพอใเลยทำอะไรไม่ถูก ไม่ใช่ว่าเธอโง่
“น้องสาว แล้วน้องชื่ออะไร? อยู่สหคามไหน? เธอเป็ผู้มีพระคุณกับพวกเราแม่ลูกฉันต้องตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้!”
อู๋ฮุ่ยหลิงกระเตงลูกไว้ข้างหนึ่งแล้วคว้ามือของหานชีเยวี่ยด้วยความซาบซึ้ง
“ฉันชื่อหานชีเยวี่ยค่ะเป็คนแถวนี้นั่นแหละค่ะ” หานชีเยวี่ยตอบกลับอย่างสุภาพ “เื่แบบวันนี้ใครเจอก็ต้องช่วยทั้งนั้นค่ะ”
หลังจากทั้งสองคนพูดคุยกันได้สักพักหานชีเยวี่ยก็บอกว่าได้เวลากลับแล้ว เธอยังต้องรีบไปขึ้นรถ
“น้องสาว ฉันอยากเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อ”อู๋ฮุ่ยหลิงได้ยินว่าหานชีเยวี่ยกำลังจะไปก็รู้สึกเสียดายเหลือเกิน
“พี่ฮุ่ยหลิง ไม่เป็ไรหรอกค่ะถ้ามีวาสนาต่อกันก็คงได้เจอกันอีก” พอหานชีเยวี่ยพูดจบ เธอก็โบกมือลา
สำหรับหานชีเยวี่ยเธอไม่เคยคิดว่าจะส่งพระถังซัมจั๋งทั้งที ต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป [1]ส่วนเื่ที่เหลือของอู๋ฮุ่ยหลิงจะเป็อย่างไรต่อไปก็เป็เื่ของเธอแล้ว
หานชีเยวี่ยและฉู่เจี้ยนกั๋วเดินออกจากสถานีตำรวจ
“สหายฉู่ รถออกไปแล้วพวกเราคงต้องเดินกลับแล้วล่ะ” หานชีเยวี่ยทำหน้าละเหี่ยใจ
“งั้นเดินกลับก็ได้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเดินเสียหน่อย” ฉู่เจี้ยนกั๋วหัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบานใจ
ตอนที่อู๋เจี่ยฟั่งออกมาหานชีเยวี่ยกับฉู่เจี้ยนกั๋วก็หายลับไปไม่เห็นแม้กระทั่งเงาแล้ว
“คุณผู้หญิง ผมติดต่อกับสามีคุณให้แล้วเขาจะรีบมารับคุณ คืนนี้คุณไปพักที่โรงแรมใกล้ๆ กับสถานีตำรวจก่อนก็ได้นะครับ”
ตอนทำงานอู๋เจี่ยฟั่งเป็คนที่จริงจังและมีความรับผิดชอบมาก
“คุณตำรวจ ฉันอยากจะถามอะไรหน่อยไม่ทราบว่าสองคนนั้นเป็คนที่ไหนหรือคะ?”
“คุณถามทำไม?” อู๋เจี่ยฟั่งถามกลับทันที
“คุณตำรวจคะ ฉันไม่ได้คิดอะไรไม่ดีหรอกค่ะฉันแค่อยากรู้ว่าพวกเขาเป็ใคร เพื่อที่สามีของฉันจะได้ไปขอบคุณพวกเขาค่ะ”
พอได้ยินแบบนั้นอู๋เจี่ยฟั่งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตัวเองในใจ ที่เขาคิดมากไปเองแต่จากเบาะแสที่ได้จากการสอบสวน เื่นี้ดูท่าจะไม่ใช่เื่เล็กๆ ซะแล้วคาดว่าน่าจะมีเื่ใหญ่ตามมาอีกแน่
ระหว่างทางที่เดินกลับหานชีเยวี่ยกับฉู่เจี้ยนกั๋วก็พูดคุยกัน โดยเฉพาะเื่ที่พวกเขามาเมืองในวันนี้
“วันนี้ผมตั้งใจมาหาหนังสือ แต่ก็ไม่เจอเลยต้องกลับบ้านมือเปล่า” ฉู่เจี้ยนกั๋วพูดด้วยความเสียดาย
ตอนที่เขามาเมื่อไม่กี่วันก่อนยังเห็นหนังสือชุดนั้นวางขายอยู่เลย แต่ตอนนั้นเขามีเงินไม่พอเลยตั้งใจว่าจะกลับไปเอาเงินแล้วค่อยมาซื้อใหม่ ไม่คิดเลยว่า แค่ไม่กี่วันหนังสือชุดนั้นจะถูกซื้อไปเสียแล้ว
หานชีเยวี่ยครุ่นคิด หาหนังสืออย่างนั้นหรือ?หรือว่า ในชาติที่แล้วคนที่ซื้อหนังสือชุดศึกษาคณิต ฟิสิกส์เคมีไปคือ สหายฉู่? แต่หานชีเยวี่ยก็ไม่ได้โง่ที่คิดจะถามอะไรแบบนั้นออกไป
“แล้วสหายฉู่ นายเป็คนที่ไหนเหรอ?ฉันจำได้ว่า นายมาที่สหคามของเราหลายปีแล้ว”
ฉู่เจี้ยนกั๋วถอนหายใจ“ปีนี้เป็ปีที่เจ็ดแล้ว ตอนที่มาใหม่ๆ ผมอายุแค่สิบเจ็ด ตอนนี้ก็ยี่สิบสี่แล้ว”
เชิงอรรถ
[1] 送佛送山西 จะส่งพระถังซัมจั๋งทั้งทีต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป หมายถึงจะทำดีต้องทำให้ถึงที่สุด จะช่วยต้องช่วยเต็มที่