เมื่อมองไปยังเ้ากระต่ายที่ล้มสลบอยู่ในพงหญ้า หนิงเยี่ยนก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ได้ใจร้ายนัก เพิ่งขึ้นูเาก็จับกระต่ายได้แล้วหนึ่งตัว
เธอเดินไปยังกระต่ายตัวนั้น แต่เดินได้เพียงสองก้าว อาการปวดศีรษะก็โจมตีเธอจนแทบล้มลงไปกับพื้น หนิงเยี่ยนพิงต้นไม้ที่อยู่ข้างกาย พักอยู่ครู่หนึ่ง อาการปวดศีรษะจึงทุเลาลง สายตาเธอสบเข้ากับสายตาที่แสดงความตื่นตระหนกของเ้าหนูน้อย เธอฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก และยกมือลูบหัวเ้าหนูน้อยเบา ๆ
“แม่ไม่เป็ไร เ้าไปเอากระต่ายมาสิ”
“โอ้!”
พอรู้ว่ามีกระต่ายรออยู่ เ้าหนูน้อยที่เคยมีสีหน้าเคร่งเครียด ก็กลับมาเป็เ้าหนูน้อยคนเดิม เขาวิ่งอย่างกระฉับกระเฉงไปที่พงหญ้า แต่ก็ยังแอบมองแม่ที่พักอยู่ใต้ต้นเป็ระยะ พอมั่นใจแล้วว่าแม่ของตนยังไม่ตายจึงวิ่งต่อ เมื่อเห็นกระต่ายที่สลบอยู่เ้าหนูน้อยจึงหยุดฝีเท้าลง หิ้วร่างของเ้ากระต่ายแล้วยืนขึ้น
“มีกระต่ายจริง ๆ ด้วย”
เขาหมุนตัววิ่งกลับไปหาหนิงเยี่ยน พร้อมกับกล่าวไปยังหนิงเยี่ยนราวกับผู้ใหญ่ในร่างเด็กว่า
“แม่ ข้าจะไปขุดผักป่าสักหน่อย คืนนี้พวกเรากินผักป่ากันไหม ส่วนกระต่ายตัวนี้พรุ่งนี้เอาไปขายในเมืองแลกเงินดีไหม ?”
“ไม่ได้!”
หนิงเยี่ยนปฏิเสธโดยแทบจะไม่ต้องคิด ร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ ้าสารอาหารมาบำรุง มิเช่นนั้นเธอที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ทหารยอดฝีมือ แต่ตอนนี้ทำได้เพียงพเนจรจับกระต่ายไปขายแลกเงินแบบนั้นออกจะน่าสังเวชเกินไป
หนิงโหย่วหยูคิ้วขมวด
“แต่...”
“ไม่มีแต่..กระต่ายตัวนี้เราต้องเก็บไว้กิน”
พูดจบเธอก็ใช้ขวานถลกหนังกระต่ายออก จากนั้นก็หาที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำพร้อมก่อกองไฟขึ้นมาหนึ่งกอง และลงมือเอากระต่ายลงไปย่างในกองไฟ
เมื่อเงยหน้ามองไปรอบ ๆ คงเป็เพราะแม่น้ำอยู่ที่เชิงเขาและผู้คนในหมู่บ้านที่สัญจรผ่านไปมาอยู่เป็ประจำ จึงทำให้บริเวณนี้ปลอดภัย ทั้งยังไม่มีร่องรอยของสัตว์ใหญ่ การจะเกิดเหตุร้ายแถวนี้คงเป็ไปได้น้อยมาก
หนิงเยี่ยนพูดขึ้น
“เฝ้าเนื้อย่างไว้นะ แม่ขอไปหาอะไรสักหน่อย”
“อื้อ ท่านรีบกลับมานะ”
เมื่อมั่นใจแล้วว่าในเวลาสั้น ๆ แบบนี้แม่คงไม่คิดฆ่าตัวตายขึ้นมาอีก เ้าหนูน้อยจึงรออยู่ที่ริมแม่น้ำอย่างว่าง่าย คอยมองเนื้อกระต่ายที่กำลังย่างและแอบกลืนน้ำลายอยู่บ่อย ๆ
หนิงเยี่ยนเดินออกจากริมแม่น้ำ และเดินเข้าไปในูเา เธอเก็บสมุนไพรที่เจอระหว่างทาง เดินจนพบร่องเขาแห่งหนึ่งก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เมื่อมองไปยังต้นไม้สีเขียวในร่องเขาแห่งนั้น แววตาของหนิงเยี่ยนก็เปี่ยมไปด้วยความดีใจปนประหลาดใจ ทำให้เธอก้าวเท้าแทบไม่ออก
โสมซานซี คาดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีโสมซานซี ในฐานะที่เธอเคยออกไปปฏิบัติภารกิจอยู่บ่อยครั้ง เป็ธรรมดาที่หนิงเยี่ตะกร้าจะรู้จักพืชพันธุ์ชนิดนี้
“โสมซานซี”
โสมซานซีแห่งแดนใต้ โสมคนแห่งแดนเหนือ หากสามารถเทียบกับโสมคนได้เช่นนี้ ต้องเป็ของล้ำค่าอย่างแน่นอน
โสมซานซีส่วนใหญ่จะขึ้นในแถบยูนนาน ทำให้มีการเรียกขานว่า โสมซานซีแห่งแดนใต้ แต่ไม่ได้หมายความว่าโสมซานซีนั้นจะขึ้นแค่เพียงในภาคใต้ เพราะสถานที่ที่เ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่ในตอนนี้คือหมู่บ้านที่ติดกับูเาในละแวกถงเซียนชานเมืองของปักกิ่ง
การได้พบโสมซานซีที่นี่จึงนับว่าเธอโชคดีเป็อย่างมาก
หนิงเยี่ยนเก็บทั้งกิ่ง ก้าน ใบของโสมซานซี ขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง ตอนนี้เธอพร้อมจะกลับไปที่ริมแม่น้ำแล้ว
หนิงเยี่ยนถือสมุนไพรที่เธอเก็บได้และกลับไปยังริมแม่น้ำ เมื่อเธอมาถึงเนื้อย่างนั้นก็สุกได้ที่ เ้าหนูน้อยกำลังนอนเอนหลังบนก้อนหินริมแม่น้ำ เมื่อเธอเข้าไปใกล้จึงพบว่า เ้าหนูน้อยนั้นหลับตาเสียแล้ว เขาหลับไปแล้วหรือนี่ ?
เธอชำเลืองมองไปยังกระแสน้ำในแม่น้ำ จากนั้นหัวใจของหนิงเยี่ยนก็เต้นแรงขึ้นมา ยังโชคดีที่เ้าหนูน้อยหลับแล้วไม่ขยับตัว ไม่อย่างนั้น...หากตกลงไปคงจะเอาชีวิตรอดไม่ได้แน่
ทำไมถึงไม่รู้จักระวังเลยนะ
เธอโยนถุงใส่ของใบใหญ่ในมือลงไปที่บนพื้น และอุ้มเ้าหนูน้อยที่นอนอยู่บนโขดหินริมแม่น้ำขึ้นมา
เด็กอายุ 5 ขวบทำไมถึงได้เบาราวกับไม่มีน้ำหนักตัว หนิงเยี่ยนถอนหายใจ สงสัยว่าคงไม่ใช่เธอคนเดียวที่้าการบำรุง เ้าหนูน้อยคนนี้ก็ต้องบำรุงร่างกายเช่นกัน
ไม่อย่างนั้นเธอคงจะต้องเสียเ้าหนูน้อยผู้เฉลียวฉลาดคนนี้ไปแน่
กระต่ายที่ย่างสุกส่งกลิ่นหอมออกมา ท้องของหนิงเยี่ยนร้องโครกครากส่งสัญญาณเตือนด้วยความหิวโหย เธอเอื้อมมือไปดันตัวของเ้าหนูน้อย เห็นดวงตาที่เปิดขึ้นอย่างสะลึมสะลือเพราะความง่วง เธอเอ่ยกับเ้าหนูน้อยว่า
“กระต่ายสุกแล้ว กินกันก่อนเถอะ กลับบ้านค่อยนอน”
“สุกแล้ว!”
หนิงโหย่วหยูได้ยินคำพูดของแม่ ทันใดนั้นความง่วงก็หายเป็ปลิดทิ้ง เขารีบวิ่งไปยังกระต่ายย่างสีเหลืองหอมที่อยู่ด้านข้าง
เห็นเ้าหนูน้อยหิวจนน้ำลายจะไหลออกมาเช่นนั้น หนิงเยี่ยนถึงกับหัวเราะออกมา เด็กก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ เธอหัวเราะพลางยื่นส่วนน่องของกระต่ายส่งให้เ้าหนู
“กินเลย กินเลย”
“ท่านก็ต้องกินด้วย”
เ้าหนูน้อยพูดจบ หน้าก็เปลี่ยนเป็สีแดง ก้มหน้าก้มตากินขากระต่ายในมือ
“จ้า!”
หนิงเยี่ยนตอบกลับ พลางฉีกเนื้อหนึ่งชิ้นเข้าปากแล้วเคี้ยว เธอทอดสายตาไปยังเ้าหนูหนิงโหย่วหยู มองแก้มที่ขึ้นสีแดงของเ้าหนูน้อย และได้แต่อุทานในใจว่า เ้าหนูคนนี้น่ารักขนาดนี้ ทำไมเ้าของร่างถึงได้โหดร้ายทารุณกับเขานักนะ ?
ถึงแม้จะคิดแล้วคิดอีก แต่ก็คิดไม่ออก
หลังจากนั้นหนิงเยี่ยนจึงเดินไปยังริมน้ำเพื่อกวักเอาน้ำสะอาดขึ้นมาทำความสะอาดาแที่หน้าผาก แล้วจึงทาสมุนไพรที่บดไว้แล้วลงไป
เดิมทีาแนั้นมีอาการปวดแสบปวดร้อน แต่หลังจากได้ทายาแล้วก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นมา เ้าหนูน้อยที่ลอบมองพฤติกรรมของแม่ก็หยุดกินเนื้อย่าง แล้วถามขึ้นมาทันที
“ยังเจ็บอยู่ไหม”
“ไม่เจ็บแล้ว รีบกินเถอะ เสร็จแล้วไปล่ากระต่ายอีกซักสองตัวเอากลับบ้านไว้ทำอาหาร”
“อื้ม!”
พอได้ยินว่าแม่จะพาไปล่ากระต่าย เ้าหนูน้อยก็มีความสุขขึ้นมาทันที ความทรงจำในสมัยก่อนผุดขึ้นมา เ้าหนูนี่อดมื้อกินมื้อ ถึงแม้จะยังเด็กแต่ก็รู้คุณค่าของอาหาร รู้ว่าถ้าไม่มีอาหารก็ต้องอดตาย นี่จึงเป็ครั้งแรกที่เ้าหนูแสดงท่าทีสนับสนุนความคิดของหนิงเยี่ยน
เมื่ออาทิตย์กำลังจะตกดิน ทั้งสองจึงเดินลงจากูเา หนิงเยี่ยนแบกตะกร้าที่สานมาจากหวายไว้บนหลัง ในตะกร้านั้นมีกระต่ายสีเทาสองตัว ไก่ป่าสองตัวและยังมีกวางที่เซ่อซ่าถูกเธอจัดการด้วยหมัดอีกหนึ่งตัว
เนื่องจากบ้านโทรม ๆ ที่หนิงเยี่ยนอาศัยอยู่ใกล้กับตีนเขามาก ถนนที่ลงจากูเาก็สงบเงียบ จึงไม่ได้พบเจอผู้คนระหว่างทาง
“แม่ พรุ่งนี้เราเอากวางไปขายแลกเงินกันเถอะ!”
“ก็ได้ งั้นพรุ่งนี้เราจะกินกระต่าย ส่วนมะรืนกินไก่กัน”
“เ้ากระต่ายน่ารักขนาดนี้ทำไมท่านถึงยังกินลง” เ้าหนูหนิงโหย่วหยูทำเสียงอ่อน หนิงเยี่ยนสะดุ้งโหยงหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น เ้าเด็กนี่พูดจาอย่างกับเจี๋ยเค่อซู๋ [1]
สำหรับคนธรรมดาแบบเธอ เจอเื่แบบนี้เข้าก็ทำเอาเธอถึงกับจุกไม่น้อย
เ้าหนูน้อยมองกระต่ายที่อยู่ในตะกร้าที่สะพายหลัง แววตาเป็ประกายราวกับมีแสงสว่างในดวงตาแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เราเอากระต่ายมาเลี้ยงกันเถอะ รอซักสองสามเดือนถ้าได้ลูกกระต่าย ค่อยขายกระต่ายแก่ออกไป”
โอ้ เ้าหนูนี่ไม่ใช่เจี๋ยเค่อซู แต่เป็เถ้าแก่น้อย เพียงแต่ว่าหนิงเยี่ยนจำต้องปฏิเสธคำแนะนำของเถ้าแก่น้อย
ท้ายที่สุดแล้วในบ้านก็ไม่มีที่สำหรับเลี้ยงกระต่าย ยิ่งไปกว่านั้น ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ที่บ้านมักจะมีย่าและอาสะใภ้มาแอบฉกฉวยของในบ้านไปบ่อย ๆ สถานการณ์เช่นนี้ควรกินให้ตัวเองอิ่มเสียก่อน ส่วนที่เหลือค่อยวางแผนจะดีกว่า
เมื่อกลับไปถึงลานบ้าน หนิงเยี่ยนนำสัตว์ที่ล่ามาได้มัดไว้อย่างดี ตามเ้าหนูน้อยไปนอนบนเตียงไม้ในห้องนอน ในที่สุดก็ได้เวลาพักเสียที
.......
.......
“นี่ของบ้านข้า ท่านเอาไปไม่ได้นะ”
“ไอ้เด็กเวรนี่หลบไป ข้าเป็ย่าเ้านะ อยากกินมันสักหน่อยจะเป็อะไรไป แม่เ้ามันสารเลว ให้กำเนิดเด็กเลวแบบเ้าออกมาได้ อายุแค่นี้หัดขี้เหนียว เติบใหญ่คงไม่มีผู้หญิงที่ไหนมาเหลียวแล”
“ข้าไม่สน นี่มันของของบ้านข้า”
ท่ามกลางความมืด หนิงเยี่ยนได้ยินเสียงของเ้าหนูน้อยกำลังโต้เถียงกับคนอื่น
หนิงเยี่ยนคิ้วขมวดและลืมตาขึ้น สีหน้าดำทะมึนราวกับกระทะ เธออารมณ์เสียเป็อย่างมาก ถ้าไม่ใช่เวลาที่กำลังปฏิบัติภารกิจ แต่ถูกคนปลุกขึ้นมาแบบนี้ อารมณ์โกรธคงไม่หายไปง่าย ๆ
เมื่อหนิงเยี่ยนลุกจากเตียงแล้วจึงเดินออกไปด้านนอก เธอเห็นเ้าหนูน้อยฟุบอยู่บนพื้น ใบหน้ามีร่องรอยขีดข่วนอยู่สองแห่ง น้ำตาเอ่ออยู่ในดวงตากลม การที่เ้าหนูน้อยพยายามทำตัวเข้มแข็งเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาดูน่าเวทนานัก
แต่ไหนแต่ไรมาเ้าหนูนี่ก็ผอมจนดูไม่ได้ ยิ่งได้แผลมาเพิ่มอีกสองแห่งแบบนี้ยิ่งเหมือนผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาไปใหญ่
ที่หน้าประตูมียายแก่ที่คุ้นหูคุ้นตายืนอยู่ ชื่อของหญิงชราคนนี้คือ “ต้าหลี่ชื่อ” ย่าของเ้าของร่างคนเดิม ศีรษะปกคลุมไปด้วยทรงผมที่หวีเสียจนเรียบร้อย สวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าสีดำ ดวงตาเป็ทรงสามเหลี่ยม จมูกเหมือนกับกระเทียม ปากเหมือนกับไส้กรอก หน้าตาน่าเกลียด ดูไม่ได้เป็อย่างยิ่ง
...................
[1] เจี๋ยเค่อซู๋ mary sue เป็ตัวละครที่มีความสามารถสมบูรณ์แบบ ถนัดในการทำสิ่งต่างๆ