ณ ดินแดนเบื้องล่างที่ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตาภายใต้ผืนฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีเทาหม่น หุบเขาเมฆาคล้อยตั้งตระหง่านเสียดแทงทะลุชั้นเมฆราวกับดาบั์ที่ถูกปักลงมาจากสรวง์ สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย หนึ่งในขุมกำลังที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในอดีตกาล ทว่ากาลเวลาที่ผันผ่านได้กัดกร่อนความรุ่งโรจน์เ่าั้จนเหลือเพียงซากปรักหักพังแห่งศรัทธาและความทรงจำอันเลือนลาง ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนัก บนยอดเขาที่ห่างไกลและทุรกันดารที่สุด ซึ่งถูกขนานนามว่ายอดเขาไร้เงา สถานที่ที่แม้แต่แสงตะวันยังยากจะสาดส่องลงมาถึง ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดต้านทานความหนาวเหน็บของสายลมที่พัดกระหน่ำอย่างไม่ลดละ สายลมที่นี่ไม่ได้เป็เพียงอากาศที่เคลื่อนไหว แต่มันแฝงไปด้วยปราณเยือกแข็งที่สามารถบาดลึกทะลวงผ่านิัเข้าไปกัดกินถึงไขกระดูก เสียงลมหวีดหวิวเสียดสีกับโขดหินแหลมคมดังกังวานประดุจเสียงคร่ำครวญของิญญานับหมื่นที่ถูกจองจำอยู่ในขุมนรกที่ลึกที่สุด
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่าหลินเฟย อายุอานามเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยสิบเจ็ดปี ทว่าสภาพร่างกายของเขากลับดูทรุดโทรมและบอบช้ำเกินกว่าที่เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันควรจะเป็ ร่างกายของเขาผ่ายผอมจนแทบจะเห็นซี่โครงทุกซี่อย่างชัดเจน ิัที่หยาบกร้านถูกชโลมไปด้วยรอยแผลเป็นับไม่ถ้วน ทั้งรอยแผลเก่าที่ตกสะเก็ดกลายเป็รอยนูนแข็ง และรอยแผลใหม่ที่ยังมีเืซิบออกมาเป็ระยะ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็เพียงชุดผ้าป่านสีเทาหม่นที่ขาดวิ่นและบางเฉียบจนไม่อาจใช้ปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็นของยอดเขาไร้เงาแห่งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ท่ามกลางสภาพร่างกายที่ดูอ่อนแอราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ แววตาของหลินเฟยกลับเปล่งประกายเจิดจ้าและลึกล้ำอย่างไม่อาจหยั่งถึง มันเป็ดวงตาที่สงบนิ่ง เยือกเย็น และไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัวดุจผิวน้ำแข็งบนทะเลสาบพันปีในเหมืองร้าง แต่ลึกลงไปภายใต้ความเยือกเย็นนั้น มันกลับซุกซ่อนเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นและความโกรธแค้นที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน เปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็จุลในทันทีที่ถึงเวลาอันควร
ในสายตาของเหล่าศิษย์ร่วมสำนักกระบี่เมฆาคล้อยทุกคน หลินเฟยไม่ใช่แม้กระทั่งมนุษย์ เขามีสถานะต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขจรจัด เป็เพียงเศษสวะ ขยะชิ้นหนึ่งที่หายใจทิ้งไปวันๆ หน้าที่ของเขาในสำนักแห่งนี้มีเพียงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทั้งการแบกฟืนที่หนักอึ้งเดินขึ้นลงบันไดหินนับหมื่นขั้น การตักน้ำจากก้นเหวลึกขึ้นมาเติมให้เต็มถังขนาดใหญ่ทุกวัน การทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลในบริเวณที่พักของศิษย์สายใน และที่เลวร้ายที่สุดคือ การเป็ที่รองรับอารมณ์และกระสอบทรายมนุษย์ให้กับบรรดาศิษย์สายในที่มักจะมาระบายความโกรธแค้นหรือฝึกซ้อมกระบวนท่าด้วยการทุบตีเขาอย่างทารุณเสมอ สาเหตุที่ชีวิตของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งต้องตกต่ำและตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเกียจคร้านหรือไร้ความสามารถทางสติปัญญา แต่เป็เพราะเขาคือบุคคลต้องห้าม ผู้ที่ถูก์ทอดทิ้งอย่างแท้จริง เส้นชีพจรลมปราณในร่างกายของเขา ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเป็รากฐานสำคัญที่สุดในการฝึกฝนวรยุทธ์ ได้ถูกทำลายและตัดขาดจนหมดสิ้นั้แ่เขายังเป็เพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ การสูญเสียเส้นชีพจรลมปราณในโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง กฎเกณฑ์แห่งยุทธภพถูกเขียนขึ้นด้วยเืและคมดาบ ย่อมหมายถึงการถูกตัดสิทธิ์จากการเป็จอมยุทธ์ไปตลอดกาล ผู้ที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณย่อมมีสถานะต่ำต้อยยิ่งกว่ามดปลวกที่พร้อมจะถูกผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเหยียบย่ำให้จมดินได้ทุกเมื่อโดยไม่มีใครเหลียวแล
ทว่าแม้โชคชะตาจะโหดร้ายและเล่นตลกกับเขาถึงเพียงนี้ หลินเฟยก็ไม่เคยยอมจำนนต่อฟ้าดิน ทุกค่ำคืนเมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นขึ้นสู่กลางเวหา สาดส่องแสงสีเงินยวงลงมาอาบไล้ยอดเขาไร้เงา ในขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ กำลังหลับใหลอย่างสุขสบายอยู่บนเตียงนอนอันอบอุ่นและนุ่มนวล หลินเฟยจะลอบออกมายืนอยู่ริมหน้าผาสูงชัน ปล่อยให้สายลมหนาวพัดกระหน่ำใส่ร่างที่สั่นสะท้าน เพื่อฝึกฝนสมาธิและควบคุมจิตใจให้แข็งแกร่งดุจศิลา แม้ร่างกายจะไร้ซึ่งพลังลมปราณและไม่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้เหมือนคนอื่น แต่เขาเชื่อมั่นเสมอว่าขีดจำกัดของมนุษย์ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เขาแอบสังเกตและจดจำท่วงท่ากระบวนยุทธ์ของศิษย์สายในเวลาที่พวกนั้นฝึกซ้อมอย่างเงียบๆ ซึมซับทุกการเคลื่อนไหว ทุกการถ่ายเทน้ำหนัก และทุกการใช้จิติญญาควบคุมร่างกาย จากนั้นก็นำมาฝึกฝนดัดแปลงด้วยตนเองอย่างลับๆ ในมุมมืด เขาใช้การแบกหามท่อนไม้ที่หนักอึ้งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับได้ และการตักน้ำเดินขึ้นบันไดหินที่ลื่นชันนับหมื่นขั้นเป็เครื่องมือในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูก ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลรินจนชุ่มโชกเสื้อผ้า ทุกความปวดร้าวที่กล้ามเนื้อต้องเผชิญจนแทบจะฉีกขาด ล้วนเป็ดั่งค้อนเหล็กที่กำลังตีเหล็กกล้าให้บริสุทธิ์และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเพียรพยายามของเขาเหนือล้ำกว่าผู้ใดในสำนัก หากแต่ในสายตาของผู้ฝึกยตน การกระทำเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะเป็เพียงการตักน้ำรดตอไม้ที่ตายแล้ว ไม่มีวันที่จะผลิดอกออกผลได้เลย
เหตุผลเดียวที่ทำให้หลินเฟยสามารถกัดฟันอดทนต่อความอัปยศอดสูและการทรมานทั้งหมดนี้ได้ คือความแค้น ความแค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในจิติญญา หยั่งลึกลงไปในทุกอณูของสายเื ความทรงจำอันโหดร้ายและเ็ปเมื่อสิบปีก่อนยังคงตามหลอกหลอนเขาทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพของคฤหาสน์ตระกูลหลินอันยิ่งใหญ่และมั่งคั่งแห่งเมืองเมฆาที่ถูกเปลวเพลิงสีแดงฉานกลืนกินจนกลายเป็ทะเลเพลิง ภาพของบิดาผู้เป็ดั่งวีรบุรุษในดวงใจและเป็ผู้นำตระกูลที่แข็งแกร่ง ถูกรุมสังหารอย่างโเี้โดยกลุ่มคนชุดดำที่สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ภาพของมารดาที่กรีดร้องด้วยความร้าวรานและพยายามใช้ร่างกายอันบอบบางของนางปกป้องเขาด้วยชีวิต ก่อนจะถูกคมดาบอันเย็นเยียบทะลวงผ่านร่างเืสาดกระเซ็นมาเปื้อนใบหน้าของเขา และที่เลวร้ายที่สุดคือ ภาพของใบหน้าที่แท้จริงของหนึ่งในผู้บงการที่อยู่เื้ัโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งก็คือผู้นำตระกูลพันธมิตรที่บิดาของเขาไว้ใจและถือเป็พี่น้องร่วมสาบานมากที่สุด พวกมันรวมหัวกันหักหลังตระกูลหลินอย่างหน้าไม่อาย เพื่อแย่งชิงคัมภีร์ยุทธ์โบราณและของวิเศษที่เป็มรดกตกทอดของตระกูล พวกมันไม่เพียงแต่สังหารล้างตระกูลจนสิ้นซากไม่เว้นแม้แต่คนแก่หรือเด็กทารก แต่พวกมันยังจงใจทำลายเส้นชีพจรลมปราณของหลินเฟยในวัยเจ็ดขวบอย่างโเี้ และปล่อยให้เขามีชีวิตรอดต่อไป เพื่อให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างคนพิการที่ไร้ค่าไปตลอดชีวิต เป็การเหยียดหยาม ทรมาน และทำลายศักดิ์ศรีที่เ็ปยิ่งกว่าการมอบความตายให้เขาเสียอีก
ค่ำคืนนี้ บรรยากาศบนหุบเขาเมฆาคล้อยดูเลวร้ายกว่าทุกวัน พายุฝนลูกใหญ่เริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมจนมืดมิดไร้แสงดาวและแสงจันทร์ เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องปาน์กำลังพิโรธโกรธา หยาดพิรุณเม็ดใหญ่ร่วงหล่นลงมากระทบพื้นหินและใบไม้อย่างเกรี้ยวกราด หลินเฟยเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจสุดท้ายของวัน นั่นคือการลงไปตักน้ำจากลำธารที่ก้นเหวลึกซึ่งห่างไกลและอันตราย ร่างกายของเขาเปียกปอนไปหมด หนาวสั่นจนริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ฟันกระทบกันดังกึกๆ แขนทั้งสองข้างที่ล้าจนแทบหมดความรู้สึกกำลังประคองคานหาบที่มีถังไม้บรรจุน้ำเต็มเปี่ยม ขณะที่เขากำลังก้าวเดินอย่างยากลำบากฝ่าโคลนตมที่ดูดรั้งเท้าและโขดหินที่ลื่นชันในความมืดมิด เท้าขวาของเขาเกิดสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแเีใต้ผิวดินโคลน ร่างของเด็กหนุ่มที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันสูญเสียการทรงตัว เสียหลักล้มกลิ้งตกลงไปตามทางลาดชันและร่วงหล่นลงไปในแอ่งโคลนขนาดั์เบื้องล่าง ถังน้ำไม้ที่อุตส่าห์แบกมาด้วยความยากลำบากกระแทกกับก้อนหินจนแตกกระจาย น้ำใสสะอาดที่ตักมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายไหลซึมหายไปในดินโคลนจนหมดสิ้น
หลินเฟยนอนคว่ำหน้าอยู่ในโคลนตมอันหนาวเหน็บ ร่างกายปวดร้าวไปทุกสัดส่วนราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกทุบจนแหลกละเอียด เขาพยายามกัดฟันยันตัวลุกขึ้น แต่ความเหนื่อยล้าสะสมและความบอบช้ำทำให้แขนของเขาหมดแรง ทรุดลงไปกองกับพื้นโคลนอีกครั้ง ความรู้สึกสมเพชตัวเองและควมสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ ทันใดนั้น ท่ามกลางแสงสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบฉีกกระชากความมืดมิด สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่โผล่พ้นผิวดินโคลนออกมาเพียงเล็กน้อยในระยะห่างออกไปไม่กี่ก้าว มันมีลักษณะคล้ายเศษเหล็กชิ้นหนึ่งที่ถูกสนิมสีน้ำตาลแดงกัดกินจนมองไม่ออกว่ารูปร่างที่แท้จริงคืออะไร ดูเผินๆ เหมือนเศษใบดาบหักๆ เก่าๆ ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่าและไร้ราคา ทว่าท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย วัตถุชิ้นนั้นกลับมีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้หลินเฟยไม่อาจละสายตาไปจากมันได้ ราวกับว่ามีเสียงเพรียกหาที่ไร้สำเนียงดังก้องออกมากระทบโสตประสาทของเขาอย่างแ่เบา เป็เสียงกระซิบที่ลึกลับและเชิญชวน ด้วยสัญชาตญาณและความอยากรู้อยากเห็นที่อยู่เหนือการควบคุมของสมอง มือที่สั่นเทาเปื้อนโคลนของเขาค่อยๆ เอื้อมออกไปข้างหน้า หวังเพียงจะได้ัักับเศษเหล็กชิ้นนั้น
วินาทีที่ปลายนิ้วของเขาััลงบนพื้นผิวที่ขรุขระและเต็มไปด้วยสนิม ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้าจู่โจมคือความเย็นะเืที่รุนแรงเสียดแทงทะลุิั พุ่งตรงเข้าสู่กระดูกดำและแผ่ซ่านไปถึงิญญา มันไม่ใช่ความเย็นของน้ำฝนหรืออากาศที่หนาวเหน็บ แต่เป็ความเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย การนองเื และการฆ่าฟันที่รุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่าเศษเหล็กชิ้นนี้เคยดื่มกินเืของสิ่งมีชีวิตมาแล้วนับล้าน หลินเฟยใสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เขาชักมือกลับทันที แต่ความคมกริบที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชั้นสนิมหนาเตอะกลับบาดลึกลงไปที่ปลายนิ้วชี้ของเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เืสีแดงสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากาแ หยดลงบนเศษเหล็กนั้นอย่างพอดิบพอดีราวกับถูกกำหนดไว้โดย์
เสี้ยววินาทีนั้นเอง เหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อและท้าทายกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติก็อุบัติขึ้น เศษเหล็กที่เคยดูไร้ค่าและตายซากกลับดูดกลืนหยดเืของหลินเฟยหายเข้าไปในเนื้อโลหะอย่างรวดเร็วราวกับฟองน้ำที่กระหายน้ำ จากนั้นมันก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนพื้นดินรอบๆ สั่นไหวตาม สนิมที่เกาะกรังอยู่หลุดร่อนออกราวกับเปลือกไม้ที่แห้งกรอบ เผยให้เห็นเนื้อโลหะสีดำสนิทเงางามที่แฝงไปด้วยประกายสีเืจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายใน แสงสว่างวาบสีแดงเข้มดุจโลหิตพุ่งทะลักออกมาจากเศษเหล็ก สว่างจ้าจนบดบังแสงสายฟ้าบนท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้วของหลินเฟยอย่างรวดเร็วจนเขาไม่อาจหลบหลีกหรือป้องกันได้ทัน
"อ๊ากกกกกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปสุดแสนจะพรรณนาดังะเิออกมาจากลำคอของเด็กหนุ่ม เสียงร้องนั้นเ็ปทรมานจนกลบเสียงฟ้าร้องไปสิ้น หลินเฟยรู้สึกราวกับว่ามีลาวาเดือดจัดจากแกนโลกถูกฉีดอัดเข้าไปในหลอดเืและเส้นเอ็นทุกเส้น ร่างกายของเขากระตุกเกร็งอย่างรุนแรงลอยขึ้นจากพื้นโคลนเล็กน้อย พลังงานลึกลับที่แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราด ป่าเถื่อน และทรงอำนาจอย่างเหนือจินตนาการ กำลังไหลทะลักเข้าไปในร่างกายที่อ่อนแอของเขาอย่างบ้าคลั่ง มันพุ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้น แหวกว่ายทำลายล้างสิ่งกีดขวางและซากปรักหักพังภายในร่างกายอย่างไม่ปรานี ความเ็ปจากการถูกทำลายเส้นชีพจรเมื่อสิบปีก่อน หากนำมาเทียบกับความทรมานในวินาทีนี้แล้ว กลับกลายเป็เพียงความเ็ปจากการถูกมดกัด เขาตระหนักได้ในห้วงสติที่ใกล้จะดับวูบว่า พลังงานประหลาดสีเืนี่กำลังพยายามจะบังคับเชื่อมต่อเส้นชีพจรที่ขาดหายและตายสนิทของเขาเข้าด้วยกันใหม่ ด้วยวิธีการที่รุนแรง โเี้ และขัดต่อกฎเกณฑ์แห่งการฝึกตนของมนุษย์อย่างถึงที่สุด
วิถีแห่งการฝึกตนในยุทธภพนั้นแบ่งออกเป็หลายระดับและเป็ไปตามลำดับขั้นอย่างเคร่งครัด ขั้นแรกสุดคือขอบเขตหลอมกาย ซึ่งเป็การใช้ปราณธรรมชาติค่อยๆ ปรับสภาพร่างกาย กล้ามเนื้อ และกระดูกให้แข็งแกร่ง ตามด้วยขอบเขตรวมปราณ เป็การเปิดจุดชีพจรเพื่อดูดซับพลังิญญาฟ้าดินเข้าสู่ตันเถียน และขอบเขตก่อกำเนิด ซึ่งเป็การแปรเปลี่ยนพลังิญญาให้กลายเป็ปราณแท้จริง สำหรับหลินเฟยที่ไม่มีแม้แต่เส้นชีพจร เขาไม่เคยได้ััแม้กระทั่งขอบเขตหลอมกายขั้นที่หนึ่ง ทว่าในขณะนี้ พลังงานสีเืกำลังทำหน้าที่แทนลมปราณฟ้าดิน มันกัดกร่อนเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว สลายสิ่งสกปรกอุดตัน และสร้างเส้นชีพจรสายใหม่ขึ้นมาทดแทนด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เส้นชีพจรใหม่นี้ไม่ได้มีสีขาวบริสุทธิ์เรืองรองเหมือนผู้ฝึกยตนทั่วไป แต่มันกลับเปล่งประกายสีทองอร่ามผสานกับสีแดงเืที่ดุดัน ดูลึกลับ น่าเกรงขาม และซ่อนเร้นพลังทำลายล้างที่ยากจะหยั่งถึง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ อาจจะเพียงแค่หนึ่งก้านธูป หรืออาจจะยาวนานราวกับผ่านพ้นไปเป็ศตวรรษ ในที่สุดพายุแห่งความเ็ปก็เริ่มทุเลาลง หลินเฟยหล่นกระแทกพื้น นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดินที่เปียกชื้น เหงื่อกาฬและของเสียสีดำคล้ำซึ่งเป็พิษร้ายที่สะสมในร่างกายมานับสิบปีถูกขับออกมาจากรูขุมขนทั่วร่าง ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งผสมกับกลิ่นโคลน แต่เขากลับไม่สนใจสิ่งเ่าั้เลยแม้แต่น้อย เขารีบกำหนดจิตสำรวจเข้าไปในร่างกายของตนเองตามสัญชาตญาณ และสิ่งที่ค้นพบก็ทำให้เขาแทบจะหยุดหายใจด้วยความตกตะลึงระคนยินดีจนน้ำตาแทบไหล
เส้นชีพจรลมปราณที่เคยขาดสะบั้นและพังทลาย บัดนี้ได้ถูกเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซ้ำยังมีขนาดกว้างใหญ่ ยืดหยุ่น และแข็งแกร่งกว่าเส้นชีพจรของอัจฉริยะในยุทธภพถึงสิบเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ภายในจุดตันเถียนบริเวณท้องน้อยซึ่งเคยว่างเปล่าและตายด้าน บัดนี้กลับมีกลุ่มก้อนพลังงานสีทองปนเืหมุนวนอยู่เบาๆ ราวกับพายุหมุนขนาดย่อมที่ทรงพลัง มันคือปราณแท้จริง พลังปราณที่เขาปรารถนามาตลอดทั้งชีวิต และไม่ใช่ปราณธรรมชาติธรรมดา แต่มันให้ความรู้สึกคมกริบ ดุดัน และอันตรายราวกับมีดาบนับหมื่นเล่มซ่อนซุ่มอยู่ภายในพร้อมที่จะทะลวงร่างศัตรูให้แหลกเป็ผุยผง
หลินเฟยค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ร่างกายที่เคยผ่ายผอมกลับอัดแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล กล้ามเนื้อทุกมัดดูแข็งแกร่งและยืดหยุ่นดุจเหล็กกล้า ความเหนื่อยล้าและความหนาวเย็นที่เคยเกาะกินร่างกายมลายหายไปสิ้น ประสาทััทั้งห้าของเขาถูกยกระดับให้เฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เขาสามารถแยกแยะเสียงหยดน้ำฝนที่กระทบใบไม้แต่ละใบในระยะไกลนับร้อยเมตร สามารถมองเห็นรายละเอียดของเส้นใยรากไม้และรอยแยกบนก้อนหินในความมืดมิดได้อย่างชัดเจนราวกับมองในเวลากลางวัน นี่คือผลลัพธ์ของการทะลวงผ่านขอบเขตหลอมกายขั้นสูงสุด และก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณในพริบตาเดียว เป็ปาฏิหาริย์ที่ละเมิดกฎเกณฑ์แห่ง์ ซึ่งไม่อาจมีใครในยุทธภพเชื่อได้ลง
เขาก้มลงมองเศษเหล็กในมือ ซึ่งบัดนี้มันไม่ได้เป็เพียงเศษสนิมไร้ค่าอีกต่อไป มันแผ่กลิ่นอายจางๆ ที่เชื่อมโยงกับจิติญญาของเขาโดยตรงดุจเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย เสียงกระซิบที่เคยเลือนลางบัดนี้ดังก้องและชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของเขา
"ข้าคือ... ศาสตราไร้ลักษณ์ ปฐมบทแห่งความพินาศและจุดเริ่มต้นแห่งกฎเกณฑ์ ผู้ใดข้า ผู้นั้นคือเ้านายแห่งจุดจบ..."
แม้จะเป็เพียงข้อความสั้นๆ แต่กลับทรงพลังและแฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจหยั่งถึง หลินเฟยกำเศษเหล็กในมือแน่น แววตาของเขาทอประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า เขาพบแล้ว กุญแจที่จะไขประตูสู่วิถีแห่งการชำระแค้น พลังที่จะทำให้เขาสามารถทวงคืนหนี้เืจากพวกเดรัจฉานเ่าั้
ทว่าความยินดียังไม่ทันจางหาย ประสาทััอันเฉียบคมที่เพิ่งตื่นขึ้นของเขาก็ตรวจจับความเคลื่อนไหวบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำโคลนสามคู่กำลังเดินตรงมาทางทิศที่เขาอยู่ ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่ดังกลบทุกสิ่ง หลินเฟยจดจำจังหวะการเดินและกลิ่นอายลมปราณอันคุ้นเคยของพวกมันได้ทันที ศิษย์สายในสามคนที่เป็ดั่งฝันร้ายประจำวันของเขา จ้าวเทียน หวังสื่อ และหลิวคัง พวกมันคือกลุ่มอันธพาลชั่วช้าที่มักจะมารีดไถ รังแก และซ้อมเขาเพื่อความบันเทิงและเพื่อเอาหน้าผู้าุโเสมอ
หลินเฟยยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่คิดจะวิ่งหลบหนีหรือก้มหน้าซ่อนตัวเหมือนเช่นเคย เขานำเศษเหล็กซ่อนเข้าไปในสาบเสื้อบริเวณหน้าอกอย่างมิดชิด แววตาที่เคยก้มต่ำด้วยความหวาดกลัวและเจียมตัวบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความเ็า ไร้ความรู้สึก และแฝงไปด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบ ไม่นานนัก ร่างของศิษย์ทั้งสามก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของพรรณไม้ พวกมันสวมชุดศิษย์สายในสีขาวที่ดูสะอาดสะอ้าน ซึ่งดูขัดกับจิตใจที่โสมมและโสมมของพวกมันอย่างยิ่ง เมื่อเห็นหลินเฟยยืนนิ่งอยู่กลางสายฝนพร้อมกับเศษไม้ของถังน้ำที่แตกกระจายเกลื่อนกลาด จ้าวเทียนซึ่งเป็หัวโจกและเป็หลานชายของผู้าุโคุมกฎก็แสยะยิ้มกว้างอย่างมาดร้าย
"ฮ่าๆๆ ดูสิว่าเราเจอตัวอะไร ไอ้สวะหลินเฟย แกบังอาจทำถังน้ำของสำนักพังเสียหายงั้นรึ? วันนี้สงสัยกระดูกของแกคงจะคันมากสินะถึงได้หาเื่ใส่ตัวตอนดึกดื่นเช่นนี้" จ้าวเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและหยิ่งยโสพลางก้าวอาดๆ เข้ามาใกล้ หวังสื่อและหลิวคังที่เดินขนาบข้างมาก็หัวเราะร่วน มือขวาของพวกมันกำด้ามกระบี่เตรียมพร้อมที่จะลงมือทรมานของเล่นชิ้นโปรดของพวกมันเช่นทุกครั้ง
จ้าวเทียนเดินเข้ามาจนถึงระยะประชิด มันไม่พูดพร่ำทำเพลง ง้างฝ่ามือขวาขึ้นสูงเตรียมจะตบหน้าหลินเฟยอย่างสุดแรง ฝ่ามือของมันแฝงไปด้วยพลังลมปราณระดับหลอมกายขั้นที่ห้า ก่อเกิดเป็ประกายแสงสีขาวจางๆ เคลือบอยู่บนฝ่ามือ หากเป็หลินเฟยคนเดิม การตบครั้งนี้คงรุนแรงพอที่จะทำให้เขากรามร้าว ฟันหัก และสลบเหมือดไปหลายวันอย่างแน่นอน ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้กลับไม่เป็ไปตามบทละครที่พวกมันคาดคิด
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของจ้าวเทียนกำลังจะกระทบใบหน้า หลินเฟยขยับตัวด้วยความเร็วที่ดวงตาของมนุษย์ธรรมดารวมถึงผู้ฝึกยตนระดับต่ำไม่อาจมองเห็นได้ทัน มือขวาของเขาพุ่งออกไปแหวกอากาศราวกับอสรพิษฉกเหยื่อ คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของจ้าวเทียนไว้อย่างแม่นยำและมั่นคงประดุจคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลที่ถูกส่งผ่านปลายนิ้วและผสานด้วยพลังปราณสีทองแดงที่เพิ่งตื่นขึ้น ทำให้ฝ่ามือของจ้าวเทียนหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่เส้นมิลลิเมตรเดียว
"อะไรกัน!?" จ้าวเทียนอุทานด้วยความใและสับสน ดวงตาเบิกกว้าง มันพยายามออกแรงดึงมือกลับอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะใช้แรงลมปราณมากเพียงใด หรือเค้นพลังจนหน้าดำหน้าแดง ข้อมือของมันก็ยังคงถูกตรึงไว้แน่น มินำซ้ำ แรงบีบจากมือของหลินเฟยกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเครื่องบดกระดูก จนมันรู้สึกเหมือนกระดูกข้อมือใกล้จะแหลกละเอียดเป็ผุยผง
หลินเฟยเงยหน้าขึ้นสบตากับจ้าวเทียน แววตาของเขาไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บดุจก้นเหวลึก เป็สายตาที่มองทะลุตัวตนของอีกฝ่ายราวกับมองดูศพไร้ิญญา "การละเล่นโง่ๆ และการกลั่นแกล้งของพวกเ้า... สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เยือกเย็น ก่อนจะสะบัดข้อมือออกแรงบิดข้อมือของจ้าวเทียนเพียงเล็กน้อย
"กร๊อบบบบ!"
เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นชัดเจนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง จ้าวเทียนเบิกตากว้างจนแทบถลน พร้อมกับแหกปากร้องลั่นด้วยความเ็ปแสนสาหัสประดุจสุกรถูกเชือด ร่างของมันสูญเสียการทรงตัว ทรุดฮวบลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหลินเฟย แขนขวาบิดเบี้ยวผิดรูปและห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง เืสีสดซึมทะลุแขนเสื้อสีขาวออกมา
หวังสื่อและหลิวคังที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังชะงักงัน เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง พวกมันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าไอ้ขยะหลินเฟยที่พวกมันเคยกระทืบเล่นทุกวันและไร้ซึ่งพลังลมปราณ จะสามารถรับการโจมตีและหักแขนจ้าวเทียนผู้มีพลังระดับหลอมกายขั้นที่ห้าได้อย่างง่ายดายราวกับหักกิ่งไม้แห้ง
"พวกแกมัวยืนบื้ออะไรอยู่! ฆ่ามัน! ฆ่าไอ้สวะนี่ซะ! สับมันเป็ชิ้นๆ!" จ้าวเทียนะโสั่งการด้วยความโกรธแค้นคลุ้มคลั่งและน้ำตาที่ไหลอาบหน้าด้วยความเ็ป
หวังสื่อและหลิวคังได้สติ พวกมันชักกระบี่ประจำตัวออกมาจากฝักดังชิ้ง ประกายกระบี่สะท้อนแสงสายฟ้าดูเยือกเย็นและอันตราย พวกมันโคจรพลังลมปราณทั้งหมดที่มี พุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยพร้อมกันจากซ้ายและขวา กระบวนท่า 'กระบี่เมฆาคล้อยสังหาร' ซึ่งเป็วิชาระดับสูงของศิษย์สายในถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง หมายจะตัดศีรษะของหลินเฟยให้หลุดจากบ่าในดาบเดียว
ทว่าในสายตาของหลินเฟยที่ได้รับการยกระดับประสาทััไปสู่ขอบเขตที่เหนือกว่า การเคลื่อนไหวของพวกมันที่เคยดูรวดเร็ว บัดนี้กลับเชื่องช้าเป็หอยทากและเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย เขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนดุจขุนเขา ปล่อยให้ปลายกระบี่พุ่งเข้ามาใกล้ จนกระทั่งคมกระบี่ของทั้งสองห่างจากลำคอของเขาเพียงคืบ หลินเฟยจึงเริ่มเคลื่อนไหว เขาใช้ทักษะก้าวเท้าที่เกิดจากสัญชาตญาณใหม่ที่ได้จากการเปิดชีพจร เบี่ยงตัวหลบหลีกคมกระบี่ทั้งสองเล่มอย่างพลิ้วไหวและง่ายดายราวกับภูตผีที่ร่ายรำอยู่กลางสายฝน
ขณะที่ร่างของเขาเบี่ยงหลบ เขาได้รวบรวมพลังลมปราณสีทองแดงที่เดือดพล่าน ส่งผ่านไปยังหมัดทั้งสองข้าง ปราณคมกริบก่อตัวห่อหุ้มหมัดของเขาไว้ราวกับสวมปลอกแขนเหล็กกล้าที่แฝงด้วยหนามแหลม หลินเฟยชกหมัดสวนกลับออกไปพร้อมกันสองข้าง กระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของหวังสื่อและหลิวคังอย่างจัง
"ปังงงง!"
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับค้อนั์ทุบูเา ร่างของศิษย์ทั้งสองปลิวลอยละลิ่วถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร แหวกสายฝนไปกระแทกเข้ากับโขดหินใหญ่อย่างรุนแรงจนหินร้าว พวกมันกระอักเืคำโตออกมาก่อนจะสลบเหมือดไปในทันที พลังหมัดของหลินเฟยรุนแรงและป่าเถื่อนมากจนกระดูกซี่โครงของพวกมันหักร้าวไปหลายซี่ หากเขาไม่ยั้งมือและควบคุมพลังลมปราณไว้บางส่วน หมัดเมื่อครู่คงเจาะทะลุหัวใจพวกมันจนตกตายไปแล้วอย่างแน่นอน
จ้าวเทียนที่คุกเข่ากุมแขนตัวเองอยู่บนพื้นมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนแทบเสียสติ ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ฟันกระทบกันดังกึกๆ เมื่อหลินเฟยหันกลับมามองด้วยสายตาที่เยือกเย็น มันก็พยายามตะเกียกตะกายถอยหนีไปด้านหลังลากร่างคลุกโคลนราวกับสุนัขจนตรอกที่หวาดกลัวความตาย
"จะ... เ้า... เป็ตัวประหลาดอะไรกันแน่! อย่าเข้ามานะ! ข้าเป็ถึงหลานชายของผู้าุโฝ่ายคุมกฎ! หากเ้ากล้าทำอะไรข้าไปมากกว่านี้ สำนักกระบี่เมฆาคล้อยไม่ปล่อยเ้าไว้แน่! เ้าไม่ตายดีแน่!" จ้าวเทียนละล่ำละลักข่มขู่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามยกชื่อเสียงของผู้าุโมาคุ้มกะลาหัว
หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำเสียงดังแฉะๆ แต่กลับฟังดูดุจเสียงนับถอยหลังสู่นรกในหูของจ้าวเทียน เขาก้มลงมองจ้าวเทียนด้วยสายตาที่มองดูแมลงชั้นต่ำที่น่ารังเกียจ "ผู้าุโคุมกฎงั้นรึ? ในสายตาข้าและในยุทธภพแห่งนี้ กฎเกณฑ์เดียวที่มีความหมายคือกฎของผู้แข็งแกร่ง วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้า เพื่อเป็เครื่องเตือนใจว่า อย่าได้บังอาจมาเหยียบย่ำเส้นทางของข้าอีก หากมีครั้งหน้า... สิ่งที่หักจะไม่ใช่แค่แขน แต่จะเป็คอของพวกเ้าที่หลุดจากบ่า"
กล่าวจบ หลินเฟยก็สะบัดชายเสื้อที่เปื้อนโคลน หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้จ้าวเทียนนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางสายฝนและความหวาดกลัวที่ฝังลึกลงไปในจิติญญาอย่างไม่มีวันลบเลือน
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไม้ซอมซ่อของตนเอง หลินเฟยทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ที่เปียกชื้น เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์และควบคุมการไหลเวียนของลมปราณ แม้การต่อสู้เมื่อครู่จะจบลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ต้องออกแรง แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังทำลายล้างที่ซ่อนเร้นอยู่ในปราณสีเืของเขา มันดุดัน ทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความดิบเถื่อนและควบคุมยากยิ่ง หากเขาไม่เรียนรู้วิธีขัดเกลาและควบคุมมันให้ดี พลังนี้อาจจะคลุ้มคลั่งและย้อนกลับมาทำลายตัวเขาเองได้ในอนาคต
เขาหยิบเศษเหล็กที่ซ่อนไว้ออกมาจากเสื้ออีกครั้ง ทอดสายตามองประกายสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในเนื้อโลหะ บัดนี้เขาตระหนักแล้วอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าระดับตำนานที่อาจจะเหนือกว่าคัมภีร์ยุทธ์และของวิเศษใดๆ ในยุทธจักร การที่เขาได้มันไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็โชคชะตาที่์ประทานมาให้ เพื่อให้เขากลับไปทวงหนี้เืจากศัตรูที่ทำลายชีวิตเขาและตระกูล
คืนนี้เป็เพียงปฐมบทแห่งการเริ่มต้น การเดินทางที่แท้จริงเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนและการเป็จ้าวแห่งศาสตราวุธเพิ่งจะเปิดฉากขึ้น หลินเฟยหลับตาลงและเริ่มเข้าสู่สภาวะทำสมาธิอย่างลึกซึ้ง ตัดขาดจากโลกภายนอก เขาเร่งโคจรลมปราณไปทั่วร่างเพื่อซึมซับ ผสานพลังงานจากเศษเหล็ก และขัดเกลาชีพจรใหม่ให้มั่นคง ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน พายุฝนด้านนอกเริ่มซาลง ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำค้าง ทว่าพายุลูกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่ากำลังจะก่อตัวขึ้นในยุทธภพเบื้องหน้า และชื่อของ 'หลินเฟย' จะต้องกลายเป็ตำนานสีเืที่สั่นะเืไปทั่วทั้งเก้า์และสิบดินแดนอย่างแน่นอน!