1.1 ได้เื่
“กรี๊ด”สิ่งแรกที่ฉันอยากจะทำทันทีที่ตั้งสติได้ หลังจากที่ใช้เวลาในการปรับสายตาเข้ากับแสงแดดอันร้อนแรงของเวลาใกล้เที่ยงส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพราะไม่ได้ปิดม่านไว้แต่ทำไมถึงมีความรู้สึกว่าเอวหนักๆ เหมือนมีอะไรมาวางทับไว้ แล้วเพดานแบบนี้วอลเปเปอร์แบบนี้ และเตียงนี่ ทุกอย่างไม่คุ้นในความรู้สึกของเธอเลย แต่เดี๋ยวนะนี้ไม่ใช่ห้องของเธอ ไม่ใช่เตียงเธอหนิ
แล้วไอ้ที่หนักๆที่เอวนี่ทำไมขยับได้หละ
นั่น!รัดแน่นกว่าเดิมอีก
ไม่เสียเวลาสงสัยนานเมธาวีก้มลงไปยังสาเหตุที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดทันทีั้แ่ตื่นนอน
“นี่นี่แขนใคร” คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ แขนที่กำลังโอบกอดเธอจากด้านหลังว่าน่าใแล้วสภาพเธอตอนนี้น่าใกว่า ทำไมตัวเธอถึงไม่มีเสื้อผ้าและทำไมสภาพห้องถึงได้เละขนาดนี้
“สติสติ เมธาวี เธอต้องมีสติก่อน”เธอพยายามเรียกสติของตัวเองให้คืนมาอย่างครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังจากที่รับรู้ได้ว่าเ้าของมือเริ่มสงบลงแล้วเธอเองก็นอนระลึกเช่นกันว่าทำไมเธอถึงได้มาอยู่บนเตียงที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้
เมื่อคืนใช่ ใช่แน่ๆ เมื่อคืนเธอฉลองหนักไปหน่อยแต่สาบานได้ว่าเธอเคยดื่มได้มากกว่านี้แต่ก็ไม่ได้เป็แบบนี้นะไม่ใช่ว่าไม่เคยดื่ม แล้วเธอจะเมาเละจนไม่มีสติ มาโผล่ที่เตียงใครก็ไม่รู้แบบนี้ได้ยังไง
ในขณะที่กำลังนอนคิดเ้าของแขนที่พาดเอวเธอก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นอีกเพราะเขาคงรู้สึกได้ว่าหมอนข้างที่นอนกอดมาทั้งคืนไม่อยู่นิ่งๆ อย่างที่ควรจะเป็มือใหญ่เริ่มควานสะเปะสะปะไปเรื่อยอย่างคนงัวเงีย
หมับ!เมธาวีรีบคว้ามือนั้นไว้ก่อนพร้อมกับทำตาโตเพราะไอ้มือที่ว่านั้นแทบจะวางแหมะลงบนหน้าอกเธออยู่แล้ว
เ้าของมือปริศนาคงเริ่มรู้ตัวแล้วแหละว่าตนคงไม่ได้นอนกอดหมอนข้างอย่างที่เข้าใจก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าห้องตัวเองสว่างมากและคิดว่าเมื่อคืนตนคงไม่ได้ปิดม่านก่อนเข้านอน เพราะหลังจากที่แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดตอนเช้าเขาก็ไม่ได้กลับเข้ามาที่ห้องอีกเลย จนตอนนี้
เขาผงกหัวขึ้นมาดูหมอนข้างที่ตนทั้งหนีบและกอดไว้แนบอกทั้งคืนสองสายตาประสานกันแบบไม่ทันตั้งตัว นาทีที่ทั้งสองเงยหน้าสบตากันเหมือนฉากในละครไม่มีผิด ทั่งคู่นิ่งไปพร้อมกัน ก่อนที่จะมีเสียงหลุดออกจากปาก
“คะ คุณ”คำพูดที่เพิ่งหลุดออกจากปากของคนทั่งคู่ หลังจากที่เรียกสติกลับมาได้
สายตาน่านนทีที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าเหมือนตอนแรกตอนนี้หลุบต่ำลงไปกว่า่ลำคอ
เมธาวีเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวเพราะเกิดช่องว่างระหว่างคนทั่งสองทำให้ผ้าห่มที่เคยอยู่บนตัวเธอร่นลงไปกว่าครึ่ง รีบปล่อยมือที่ตะครุบมือเขาไว้เปลี่ยนเป็มาดึงผ้าห่มคลุมร่างตัวเองทันที
“ผมอธิบายได้”น่านนทีที่เป็ฝ่ายเรียกสติตนเองกลับคืนมาได้ก่อนรีบอธิบาย
“ไม่จำเป็ค่ะ”เมธาวีรีบสวนกลับทันทีด้วยเสียงที่ค่อนข้างรั้น
“ฉันจะแต่งตัว” เธอบอกเสียงเรียบ
น่านนทีเหมือนจะยังไม่เข้าใจจนเธอต้องใช้สายตาดุๆ บอกเขาว่าทั้งคุณและฉัน ไม่ได้ใส่เสื้อผ้ากันอยู่ทั้งคู่นะรีบๆ ลุกออกไปเดี๋ยวนี้ ถ้าเธอพูดออกมาก็คงจะประมาณนี้
“อ๋อ ได้ๆ”เข้าเพิ่งจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของเธอ ไม่ต้องรอให้หล่อนด่าด้วยสายตาซ้ำอีกรอบเขารีบลุกไปหาชุดคลุมอาบน้ำที่แขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้ามาสวมก่อนแต่เหมือนคนบนเตียงจะยังไม่พอใจใช้สายตาสั่งให้เขาออกไปให้พ้นจากห้องนี้ให้เร็วหน่อย
“อ่อ ได้ๆ ขอโทษทีงั้นผมไปรอข้างนอกนะ” เขารีบอธิบายกับเธอแถมยังแอบสังเกตหน้าตาสาวเ้าที่ทำหน้าเซ็งอยู่บนเตียงตัวเองด้วย
เมธาวีใช้เวลาในการเก็บชิ้นส่วนเสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่กระจัดกระจายตามพื้นด้วยความเร่งรีบจัดทรงผมพอเป็พิธีให้ดูดีกว่าตอนที่ลุกจากเตียงแล้วรีบหากระเป๋าพร้อมกับเปิดประตูห้องนอนออกไปข้างนอกแล้วพบว่านี่คือห้องพักบนตึกที่สูงพอสมควร เพราะวิวด้านนอกหน้าต่างเรียกได้ว่าเป็ห้องที่มีวิวสวยมากๆถ้าไม่ติดว่าต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เธอคงใช้เวลาในการเดินสำรวจและดื่มด่ำความสวยงามของวิวข้างล่างจากห้องนี้นานพอสมควรเพราะต่างจากห้องพักของตนที่เมื่อตอนหัวค่ำเอากระเป๋าเข้าไปเก็บเป็อย่างมาก
“คุณจะไปแล้วหรอ” น่านนทีรีบถามทันทีที่เห็นเธอสะพายกระเป๋าและหอบเสื้อคลุมออกจากห้องด้วยความรีบร้อน
“ใช่ ฉันจะไปแล้วค่ะ” เธอตอบเขาพร้อมๆกับเดินหารองเท้าอีกข้างที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของประตูทางออก
“แต่” เขาพูดยังไม่ทันจบประโยคเธอก็ตั้งท่าจะเปิดประตูออกไปจากห้องหลังจากที่ใส่รองเท้าอีกข้างเสร็จ
“แต่ผมเป็ครั้งแรกของคุณนะ”เขาะโไล่หลังเธอ
เมธาวีหยุดมือที่กำลังจะเปิดประตูออกมาได้เพียงเล็กน้อยมือบางนิ่งค้างไป แต่แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น แล้วเธอก็ไม่ได้หันกลับมามองเข้าพร้อมกับเปิดประตูห้องออกไปและทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่รั้นเสมอต้นเสมอปลายของเธอว่า
“ฉันไม่ถือ”