ซินเยวี่ยคุ้นเคยกับเส้นทางในป่าดังนั้นเธอจึงจงใจเดินไปในที่ที่ไม่มีเห็ด
เมื่อพบสถานที่ที่ตานเซินขึ้นอยู่ค่อนข้างหนาแน่นซินเยวี่ยก็วางตะกร้าไม้ไผ่ลง แล้วเริ่มขุด
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมาตะกร้าไม้ไผ่ของซินเยวี่ยก็เต็ม นอกจากตานเซินแล้ว เธอยังเก็บสะระแหน่มาด้วย
สะระแหน่เป็ทั้งสมุนไพรจีนและเครื่องเทศชนิดหนึ่งและยังสามารถนำมาทำอาหารได้อีกด้วย
เนื่องจากที่บ้านมียุงซินเยวี่ยจึงเก็บโกฐจุฬาลัมพามาด้วย
ในยุคนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ไล่ยุงผู้คนจึงทำได้เพียงแขวนมุ้งและจุดเชือกโกฐจุฬาลัมพาเพื่อไล่ยุง
หลังจากยุ่งอยู่ทั้งเช้าซินเยวี่ยก็เหนื่อยมากและกระหายน้ำด้วย
เธอจึงมองไปรอบๆรู้ว่าถ้าเดินลงเขาไปอีกหน่อยก็จะมีน้ำพุ เธอจึงจะไปดื่มน้ำพุสักหน่อย
ขณะที่ซินเยวี่ยกำลังจะเข้าใกล้น้ำพุเธอได้ยินเสียงแว่วๆ เหมือนเสียงผู้ชายและผู้หญิง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นซินเยวี่ยจึงขึ้นไปบนที่สูง แล้วมองหาต้นเสียงสายตาของเธอจึงไปหยุดอยู่ที่หุบเขาตรงข้ามและในขณะเดียวกันก็ได้เห็นฉากที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน
เมื่อเห็นใบหน้าของคนทั้งสองซินเยวี่ยแทบจะตกลงมาจากก้อนหิน
เพราะผู้หญิงคนนั้นคือป้าใหญ่หลิวกุ้ยหรงส่วนผู้ชายคือเลขาธิการหมู่บ้านหลี่กั๋วหมิน
ในชาติที่แล้วซินเยวี่ยเคยได้ยินมาว่าคนทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่มีหลักฐานไม่คิดเลยว่าเธอจะได้มาเห็นกับตาตัวเอง
ซินเยวี่ยไม่กล้าคิดมากรีบหยิบสิ่งของขึ้นมา แล้วหนีออกจากสถานที่ที่ไม่น่าไว้วางใจแห่งนี้
ซินเยวี่ยไม่สนใจความกระหายน้ำรีบวิ่งกลับบ้านแทบขาดใจ
หลังจากกลับถึงบ้าน ซินเยวี่ยก็วางสิ่งของลงแล้วไปที่ถังน้ำ หยิบกระบวยตักน้ำ แล้วดื่มน้ำเข้าไป
หลังจากดื่มน้ำจนอิ่มแล้วซินเยวี่ยก็เข้าไปในบ้าน เธอสงบสติอารมณ์เล็กน้อย แล้วไปหาแม่หลินพร้อมพูดด้วยเสียงเบาๆ “แม่เมื่อกี้หนูไปเจอป้าใหญ่กับเลขาธิการหลี่กำลังทำเื่แบบนั้นบนูเา”
เมื่อแม่หลินได้ยินว่าซินเยวี่ยไปเจอเื่น่าอับอายของป้าใหญ่และเลขาธิการหลี่เข้าหัวใจของเธอก็กระตุกวูบ เื่ของพี่สาวคนโตกับเลขาธิการหมู่บ้านหลี่กั๋วหมินแน่นอนว่าแม่หลินเคยได้ยินมาบ้าง เพียงแต่เธอไม่มีหลักฐานและหลิวกุ้ยหรงก็ไม่ยอมรับ ดังนั้นเธอจึงสงสัยมาตลอดแต่ตอนนี้ซินเยวี่ยบอกว่าเธอเห็นกับตา แม่หลินก็ไม่มีทางไม่เชื่อ“เยวี่ยเยวี่ย เื่นี้อย่าพูดออกไปนะ ป้าใหญ่แกก็เกินไปแล้วทำแบบนั้นได้ยังไง”
แม่หลินแค่คิดว่าลูกสาวที่ยังไม่มีครอบครัวของเธอกลับต้องมาเห็นฉากที่ไม่ควรเห็นเธอก็รู้สึกหงุดหงิด
“แม่วางใจเถอะเื่แบบนี้หนูพูดไม่ออกหรอก แต่ป้าใหญ่ทำแบบนี้ก็ไม่ดีเลยนะนี่มันทำลายครอบครัวคนอื่นนะในเมื่อป้าใหญ่อยากได้ผู้ชายมากขนาดนั้นก็แต่งงานใหม่ไปเลยสิยังไงลุงก็เสียไปหลายปีแล้ว” ซินเยวี่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
พฤติกรรมของหลิวกุ้ยหรงในตอนนี้คือการเป็มือที่สามอย่างชัดเจนเป็เมียน้อย
แม่หลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ พูด“แกพูดก็มีเหตุผล แต่ป้าใหญ่แกหาแล้วก็ไม่มีใครเหมาะสมเข้าไปเป็เมียคนอื่น ชีวิตมันยากเกินไป แถมเหม่ยอ้ายก็ยังไม่ได้แต่งงานคงจะไม่ยอมให้แม่แต่งงานใหม่หรอก”
ซินเยวี่ยคิดแล้วพูดว่า“งั้นก็แนะนำคนที่พอมีฐานะ แต่ไม่มีเมียให้ป้าใหญ่สิอย่างเช่นอาคนที่สองของหวังไฉ่เหลียน เขากับป้าใหญ่อายุใกล้เคียงกันแถมยังซื่อสัตย์และขยันขันแข็งสมัยก่อนที่เขาไม่ได้แต่งงานก็ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถแต่เป็เพราะสถานะทางสังคมของครอบครัว แต่ในยุคนี้ไม่ต้องพูดถึงเื่สถานะทางสังคมแล้วนี่แม่ ถ้าป้าใหญ่ไม่หาแล้วยังทำเื่ผิดศีลธรรมกับหลี่กั๋วหมินแบบนี้สักวันต้องเกิดเื่แน่ๆ ถ้าเมียและลูกชายของหลี่กั๋วหมินได้หลักฐานไปชีวิตของป้าใหญ่คงจะอยู่ไม่สุขแน่ๆ”
ซินเยวี่ยคิดว่าถ้าป้าใหญ่กับอาคนที่สองของหวังไฉ่เหลียนแต่งงานกันอุปสรรคในการแต่งงานระหว่างหวังไฉ่เหลียนกับพี่ชายของเธอคงจะน้อยลง
แม่หลินไม่รู้ว่าซินเยวี่ยคิดอะไรอยู่ในใจแต่เธอก็รับฟังคำแนะนำของซินเยวี่ย
หลังจากที่ซินเยวี่ยพูดในสิ่งที่ควรพูดแล้วเธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก จากนั้นเธอก็นำตานเซินไปล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากบนก้อนหิน ส่วนสะระแหน่ก็นำไปล้าง แล้วเตรียมทำไข่เจียวสะระแหน่กิน
แม่หลินไม่เคยกินไข่เจียวสะระแหน่มาก่อนดังนั้นเธอจึงกลัวว่ามันจะไม่อร่อย เปลืองไข่เปล่าๆ แต่ซินเยวี่ยยืนกรานเธอจึงต้องยอม
เมื่อได้กินไข่เจียวสะระแหน่เข้าไปแม่หลินก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ไม่คิดเลยว่ามันจะอร่อยขนาดนี้เยวี่ยเยวี่ย แกรู้ได้ยังไงว่าสะระแหน่เอามาทอดกินได้”
ซินเยวี่ยรีบตอบอย่างขอไปที“หนูเคยกินที่บ้านลั่วอิง รู้สึกว่ารสชาติใช้ได้ก็เลยอยากลองทำกินเองบ้าง”
จริงๆแล้วซินเยวี่ยรู้ว่าสะระแหน่สามารถนำมาทำอาหารได้จากชาติที่แล้วเธอเห็นในรายการดูแลสุขภาพทางทีวี จากนั้นเมื่อเธอออกไปเที่ยวเธอเคยกินไข่เจียวสะระแหน่และสะระแหน่ทอดกรอบที่ร้านอาหารในฟาร์ม
ถ้าที่บ้านมีน้ำมันถั่วลิสงเยอะๆซินเยวี่ยก็อยากทำสะระแหน่ทอดกรอบกินจริงๆ