่ชีวิตต่อมาหลังจากนั้น แม้หลิวชุนเสี่ยวจะไม่ได้ตามไปส่งจางถงถึงบ้าน แต่เขาก็ยังคอยสังเกตเด็กสาวที่ไม่ค่อยจะเข้าพวกกับคนอื่นนี้อยู่อย่างเงียบๆ หล่อนเงียบเรียบร้อยเสียจนน่าเป็ห่วง วัยสิบหกสิบเจ็ดกำลังเป็่วัยที่เด็กสาวชอบแต่งตัวและเฮฮา แต่หลิวชุนเสี่ยวกลับมองไม่เห็นความสุขบนใบหน้าของจางถงเลยสักนิด
ต่อมาจากการสอบถามอยู่หลายครั้ง หลิวชุนเสี่ยวถึงได้ยินเพื่อนนักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้กับจางถงพูดขึ้นมาโดยบังเอิญว่า น้องสาวของจางถงหายตัวไปั้แ่ยังเล็ก ต่อมาไม่นานนักพ่ออันเป็ที่รักของหล่อนก็ะโตึกฆ่าตัวตาย ทุกวันนี้ที่บ้านจึงมีแต่แม่ที่มีอาการประสาทกำเริบเป็ระยะๆ อาศัยอยู่กับจางถงแค่นั้น
หลิวชุนเสี่ยวจึงได้เข้าใจแล้วว่าทำไมตนเองถึงได้เห็นแต่ความโดดเดี่ยวและเ็าในดวงตาคู่งามนั้น หลายครั้งหลายคราที่หลิวชุนเสี่ยววนเวียนอยู่ใต้อาคารบ้านพักของจางถง เขาอยากเข้าไปช่วยแบ่งเบาความลำบากในชีวิตของเด็กสาวผู้เศร้าโศกคนนี้ แต่เด็กหนุ่มที่ไม่กล้าแสดงออกอย่างเขาก็ไม่ได้พูดความในใจของตัวเองออกมา
จางถงเลือกสอบเข้าคณะแพทย์ สาขานิติเวชศาสตร์ หลิวชุนเสี่ยวไม่ประหลาดใจกับการตัดสินใจของหล่อนสักนิด เพราะเขารู้ว่าพ่อของจางถงตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ทำงานเป็แพทย์นิติเวช เขาจึงได้แต่อวยพรเด็กสาวที่ผ่ายผอมลงทุกวันแต่กลับมีจิตใจที่เข้มแข็งคนนี้อยู่เงียบๆ ในใจ
วันประกาศผลสอบ จางถงสอบติดคณะแพทย์ สาขานิติเวชศาสตร์สมดังหวัง วันนั้นหลิวชุนเสี่ยวถึงได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กสาว เพียงแต่ถึงเวลาที่เพื่อนนักเรียนต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลิวชุนเสี่ยวก็ยังไม่มีความกล้าเผยความในใจกับจางถง ดังนั้นเขาจึงเสียใจมาก
หนึ่งปีต่อมา เพราะว่าพ่อแม่แยกทางกัน หลิวชุนเสี่ยวจึงต้องย้ายตามแม่ไปอยู่เมืองข้างๆ นับจากนั้นมาเขาก็ไม่เจอจางถงอีกเลย จนกระทั่งวันนี้...
“นายได้ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าฮะ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยเห็นหลิวชุนเสี่ยวเหม่อลอย จึงขมวดคิ้ว “ิญญานายออกจากร่างไปแล้วเหรอไง”
“เปล่า ฉันไม่ได้เป็อะไร!” หลิวชุนเสี่ยวรวบรวมสติ ทั้งคู่เดินออกจากลิฟต์มาที่ชั้นห้า เพราะว่าเขาเป็รูมเมทจ้าวจวิ้นเจี๋ยสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ฉะนั้นจ้าวจวิ้นเจี๋ยจึงกลายเป็ผู้ติดตามในการมาเยี่ยมเยียนหน่วยงานครั้งนี้ไปโดยปริยาย แถมยังได้ออกมาสูดอากาศนอกห้องนิติเวชชั่วคราวอีกด้วย จ้าวจวิ้นเจี๋ยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่
แล้วก็ถึงเวลาที่หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นวางแผงแล้ว แผงขายหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่มากมายตามตรอกซอกซอยแห่งเมืองเทียนฉางต่างวางหนังสือพิมพ์ที่มีกลิ่นหมึกโชยอยู่บนแผง บรรดาคนเลิกงานต่างพากันแวะซื้อหนังสือพิมพ์ระหว่างทางกลับบ้าน
เหล่าจางเป็เ้าของแผงขายนิตยสารเลขที่สองศูนย์สี่สองหน้าประตูวิทยาลัยตงซาน เขาขายนิตยสารและหนังสือพิมพ์อยู่ที่นี่มาเป็เวลาสิบปีได้ เขาส่งนักศึกษาที่เรียนจบจากวิทยาลัยตงซานไปแล้วหลายรุ่น ทุกครั้งยามพูดถึงบรรดาเด็กๆ ที่เดินผ่านแผงขายนิตยสารธรรมดาๆ ของตัวเองทุกวัน ใบหน้าของเหล่าจางมักจะมีความรู้สึกหลากหลายปรากฏขึ้นมา
เหล่าจางขายหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นเหมือนกัน เพียงแต่แกจะสั่งมาไม่เยอะ เพราะคนที่มาซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นกับแก ส่วนใหญ่แล้วคืออาจารย์ของวิทยาลัยตงซานซึ่งมีจำนวนจำกัด ส่วนบรรดา “เด็กๆ” เ่าั้ที่เหล่าจางพูดถึง ก็สนใจแต่พวกนิตยสารแฟชั่นกับนิตยสารทหาร บางครั้งเด็กๆ ก็เหมาหนังสือการ์ตูนไปยกแผง ทุกครั้งในเวลาแบบนี้เหล่าจางจะรู้สึกขัดแย้งกันเองอยู่ในใจ
แน่นอนว่าได้เงินแกจะต้องดีใจ แต่พอเห็นเด็กพวกนั้นแปปๆ ควักแบงค์ร้อยออกมา เหล่าจางก็จะบ่นกับตัวเองว่าเ้าเด็กพวกนี้ไม่รู้จักคุณค่าของเงินเลยสักนิด!
วันนี้ฝนตกกิจการของเหล่าจางจึงซบเซา หลังจัดหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นขึ้นแผงเสร็จ เหล่าจางก็มองไปยังท้องฟ้าขมุกขมัวนอกซุ้มขายหนังสือพิมพ์ของแก พลางขมวดคิ้วบ่นงึมงำ “วันอะไรกันวะเนี่ย”
“ลุงคะ หนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับค่ะ” เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูไร้เดียงสา และลังเลอยู่เล็กน้อย
เหล่าจางหันหน้าไปดูด้วยความสงสัย ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือเด็กสาววัยรุ่น อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมกระโปรงสีขาวลายกล้วยไม้แบบเรียบง่าย หน้าอกกลัดเข็มกลัดวิทยาลัยตงซาน กำลังกำแบงค์หนึ่งหยวนส่งให้เหล่าจาง
“หนูจะเอาอะไรนะ”
“หนังสือพิมพ์ฉบับเย็นค่ะ ที่เพิ่งมาส่ง” เสียงของเด็กสาวฟังดูแน่ใจขึ้นมาก
“ได้สิ หนูรอแปปนะ” เหล่าจางรีบหันไปหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเย็นที่เพิ่งมาถึงบนชั้นวางของอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นให้เด็กสาว
“ถือดีๆ ล่ะ หนังสือพิมพ์เพิ่งมาถึง ฝนตกอีก จะใส่ถุงพลาสติกมั้ย จะได้ไม่เปียก” เหล่าจางพูดด้วยความเป็ห่วง เขาสังเกตว่าเด็กสาวไม่ได้พกร่มมา ฝนที่ตกปรอยลงมาทำให้ผมหน้าม้าของหล่อนเปียกชุ่ม
เด็กสาวไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ หล่อนทำท่าทางแปลกๆ กางหนังสือพิมพ์ออกอย่างรวดเร็ว และค้นหาอะไรบางอย่างในหนังสือพิมพ์ราวกับไม่มีคนอื่นยืนอยู่แถวนั้น พูดให้ชัดเจนหน่อยก็คือตำแหน่งตรงสันด้านในหนังสือพิมพ์
เหล่าจางคุ้นเคยกับพิกัดตรงนั้นเป็อย่างดี แกขายหนังสือพิมพ์มาหลายปี เวลาไม่มีอะไรทำเหล่าจางก็อ่านหนังสือพิมพ์แทบทั้งหมดในร้าน แกรู้ว่าสิ่งที่เป็ไปได้ตรงพิกัดนั้นก็คือประกาศตามหาคนกับประกาศของหาย ประกาศเหล่านี้โดยมากจะเป็ประกาศส่วนบุคคล แต่บางครั้งเวลากรมตำรวจประกาศหาญาติผู้ตายก็จะลงประกาศตำแหน่งนั้นด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ความเป็ไปได้ไม่ค่อยสูง หรือว่าเด็กสาวคนนี้จะทำของอะไรหายที่ถึงขนาดต้องรีบร้อนมาลองวัดดวงหาในหนังสือพิมพ์ฉบับเย็น เหล่าจางบ่นขึ้นในใจ
อยู่ๆ สายตาของเด็กสาวก็จ้องเขม็งไปยังกลางหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าหล่อนถอดสี มือทั้งสองเริ่มสั่นเท่า หายใจถี่กระชั้น
“พรึ่บ” เด็กสาวปิดหนังสือพิมพ์ แล้วเดินมาข้างโทรศัพท์สาธารณะเครื่องนั้นที่อยู่ข้างเหล่าจาง ดูเหมือน้าโทรศัพท์ แต่ว่าควานหาทั่วตัวแล้วก็ยังไม่เจอเงิน หล่อนมองสายฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกแผงหนังสือ ความกังวลใจจึงเต็มใบหน้าของหล่อน
“หนูจะโทรศัพท์ใช่มั้ย ไม่มีเงินไม่เป็ไร พรุ่งนี้ผ่านมาค่อยแวะเอามาให้ลุงก็ได้” เหล่าจางพูดจายิ้มแย้ม ยื่นมือออกไปเปิดปุ่มล็อกโทรศัพท์
เด็กสาวสบตาขอบคุณเหล่าจาง แล้วรีบรับกระบอกโทรศัพท์มาอย่างรวดเร็ว พร้อมกดเบอร์โทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นเทา แปปเดียวก็มีคนรับสาย อีกฝ่ายยังไม่ทันจะพูดอะไร เด็กสาวก็รีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าขาดๆ หายๆ “สวัสดีค่ะ หนู...เป็นักศึกษา...อยู่ที่วิทยาลัยตงซาน หนูคิดว่า หนูรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้นที่พวกคุณลงประกาศหาญาติผู้ตาย เขาน่าจะเป็รูมเมทของหนูที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อน พวกคุณรีบมาเลยนะคะ”
เห็นสีหน้าเด็กสาวที่ร้อนรนจนเกือบจะร้องไห้ เหล่าจางก็ใ เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองด้วยซ้ำไป