บทที่ 26 สวี่โม่กับปมในใจ
เจียงเซิงไม่ได้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และไม่เข้าใจเื่การวางแผนอนาคต แต่นางแอบฟังเหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษากล่าวไว้ว่า ชีวิตคนเรานั้น หาก้ามีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็ที่รู้จัก วิธีที่ดีที่สุดก็คือการอ่านหนังสือเล่าเรียนและสอบเข้ารับราชการ
ความสามารถทางวิชาการของพี่ใหญ่นั้นดีมาก ทุกครั้งที่พวกเขานำหนังสือที่คัดลอกเสร็จแล้วไปส่งที่ร้านหนังสือ เ้าของร้านมักเอ่ยชมสองประโยคว่า ลายมือในหนังสือนั้นสวยมาก มีลักษณะเฉพาะตัวแต่ไม่สูญเสียความสง่างาม ต้องเป็ผู้ที่มีพร์อย่างแน่นอน
แต่พร์คืออะไร เจียงเซิงไม่เข้าใจ
นางรู้เพียงว่า ในเมื่อพี่ชายมีความสามารถ ก็ควรพัฒนาต่อไป ไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า
แม้ว่าค่าเล่าเรียนในสำนักศึกษาจะแพงไปสักหน่อย แต่่นี้พวกนางก็หาเงินได้หลายมากแล้ว รวมกับเงินเจ็ดร้อยเหวินที่เหลือจากการซื้อเกวียน ก็ถือว่าพอมีเงินเก็บออมอยู่บ้าง
แต่เกรงว่าพี่ใหญ่จะไม่ยอม
และเป็อย่างที่คาดไว้ สวี่โม่เงียบไปนาน ในที่สุดก็เปิดปากกล่าวสองคำ “ไม่ได้”
เขาเป็คนที่อายุมากที่สุด จะนำเงินที่มาจากหยาดเหงื่อของน้องชายน้องสาวไปร่ำเรียนได้อย่างไร เขาทำเื่แบบนั้นไม่ได้ ทั้งยังก็ไม่กล้าทำด้วย
“เช่นนั้นพี่ชายตั้งใจจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไป ไม่ศึกษาเล่าเรียนอีกเลยหรือ” เจียงเซิงถามกลับ
สวี่โม่เงียบไปอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยเบา ๆ ว่า “ข้าจะคัดลอกหนังสือหาเงินเพื่อเื่นี้เอง จากนั้นค่อยไปเรียน”
ความแค้นของพ่อแม่ ความเ็ปจากขาที่าเ็ยังคงฝังใจเขาไม่เคยจาง แล้วเขาจะไม่ไปเรียนหนังสือได้อย่างไร จะไม่แสวงหาโอกาสในอนาคตได้อย่างไร
“ท่านไม่ต้องคิดอะไรมาก” เจียงเซิงลุกขึ้นนั่ง “ท่านคัดลอกหนังสือได้เงินวันละสองเหวิน กว่าจะรอจนเก็บเงินได้มากพอ หนวดเคราท่านคงจะขาวหมดแล้ว ไม่สู้พวกข้าให้ท่านยืมเงินไปสำนักศึกษาก่อน จากนั้นท่านค่อยใช้คืนพวกข้าตอนที่เป็ขุนนางใหญ่โตก็ได้”
“ใช่แล้ว” เจิ้งหรูเชียนโผล่หัวออกมา “ข้าได้ยินคนพูดมานานแล้วว่า พิงต้นไม้ใหญ่ย่อมร่มเย็น ในอนาคตพวกเราก็จะร่วมมือกันระหว่างท่านที่เป็ข้าราชการกับพ่อค้าอย่างข้า ฮ่า ๆๆ ...”
ยิ่งเขาพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อถือ
สีหน้าของสวี่โม่หม่นลงทว่าในใจกลับซาบซ่าน
คำพูดของเจียงเซิงตรงไปตรงมา แต่การให้คนที่มีความมุ่งมั่นสูงยอมรับเงินที่น้องชายน้องสาวหามาด้วยความยากลำบากนั้นเป็เื่ยาก
คืนนั้น สวี่โม่นอนไม่หลับ
เขาตื่นขึ้นก่อนฟ้าสาง แม้จะลืมตาอยู่ก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงลุกมาเริ่มทำอาหาร
ขณะกำลังต้มน้ำจะทำโจ๊ก จ่างเยี่ยนค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนกองฟาง
น้องชายที่มาอยู่ในวัดร้างแห่งนี้ พูดน้อยที่สุด แต่ทุกครั้งที่ลงมือทำเื่อะไรกลับทำให้ผู้คนคาดไม่ถึง เขาจ้องมองเปลวไฟที่เลียก้นหม้อ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “มีหลายคนที่กล้าปฏิเสธอย่างกล้าหาญ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จดจำความปรารถนาดีและรับมันไว้”
“การได้รับความคุ้มครองจากคนคัดลอกหนังสือ กับการได้รับความคุ้มครองจากขุนนางใหญ่นั้นแตกต่างกัน”
สวี่โม่ใมาก เงยหน้าขึ้นอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นจ่างเยี่ยนล้มตัวนอนลงไปอีกครั้ง
ในใจของเขาปั่นป่วนวุ่นวาย ความรู้สึกหลากหลายปนเปกันไปมา
รอจนอาหารเช้าเสร็จ น้องชายน้องสาวก็ตื่นขึ้นมาหาวหวอด
ในที่สุด สวี่โม่ก็ตัดสินใจได้ “ข้าจะไปเรียนหนังสือ”
เจียงเซิงดีใจมาก นางพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ชายในฝันทั้งคืน ไม่คิดว่าตื่นขึ้นมาพี่ชายจะคิดได้เองเช่นนี้ นางจึงไม่ต้องเสียแรงมากอีกแล้ว
“วันนี้ไม่ต้องส่งผัก พวกเราใช้โอกาสนี้ไปดูรอบ ๆ ว่ามีสำนักศึกษาที่เหมาะสมหรือไม่กันเถอะ” นางะโ
ความจริงแล้ว หากไปหาสำนักศึกษาพร้อมกันตอนไปส่งผักจะสะดวกมากกว่า
แต่น่าเสียดายที่เกวียนลาเล่มหนึ่งบรรทุกคนได้จำกัด หากบรรทุกผักก็บรรทุกคนไม่ได้ ถ้าคนนั่งก็วางผักไม่ได้อีก
โชคดีที่ทั้งหกคนยังตัวเล็ก จึงนั่งบนเกวียนลาอย่างไม่อึดอัด
สถานที่แรกคือในเมืองสิบลี้
แม้ว่าที่นี่จะไม่ค่อยคึกคัก แต่ก็อยู่ใกล้วัดร้าง
พวกเขาเดินดูรอบ ๆ ก็มีเพียงอาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งเปิดสำนักศึกษาเล็ก ๆ สอนนักเรียนอยู่สามคน และอายุยังน้อยมาก
สวี่โม่เคยเรียนมาก่อน เขามีพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว อาจารย์ถึงกับชมว่า หากเขาตั้งใจเรียนไปอีกหนึ่งปีครึ่ง ก็สามารถสอบถงเซิง*[1]ได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่าไม่มีการศึกษาที่ดีกว่านี้ในเมืองสิบลี้
คงมีแต่ต้องไปที่อำเภอเท่านั้น ในอำเภอมีสำนักศึกษามากมาย มีการเรียนการสอนที่ดี แต่ค่าเล่าเรียนก็สูงมากเช่นกัน
เมื่อลองสอบถามดู ก็พบว่าค่าเล่าเรียนอยู่ที่สามหรือสี่ตำลึงต่อปี หรือไม่ก็ห้าตำลึงต่อปี
เงินจำนวนนี้ไม่ถือว่าแพงมาก แต่สำหรับพวกเขาในตอนนี้ ก็เหมือนตัวเลขที่ยากจะเข้าใจ
ใบหน้าสวี่โม่ยิ่งดำคล้ำ ความตั้งใจที่มั่นคงเริ่มสั่นคลอน
ในที่สุด เมื่อได้ยินหกตำลึงต่อปี สวี่โม่ก็หยุดเดินต่อ “ไม่เรียนแล้ว”
“พี่ใหญ่ ท่านอดทนอีกสักหน่อย พวกเราถามมาจากสามตำลึงจนถึงหกตำลึงแล้วนะ” เจียงเซิงไม่ย่อท้อ “ต้องมีสำนักศึกษาที่ถูกกว่านี้แน่ ๆ”
ไม่ว่าที่ใดเมื่อมีคนรวยก็ต้องมีคนจน ถ้ามีสำนักศึกษาที่จ่ายค่าเล่าเรียนหกตำลึงต่อปี ก็ต้องมีหนึ่งตำลึงต่อปีด้วย!
เหมือนกับขายเสื้อคลุม บางคนชอบเสื้อคลุมลายดอกไม้ บางคนชอบเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทา และบางคนชอบเสื้อคลุมที่ปักลวดลายประณีต ตราบใดที่มีชนชั้นแบบนี้ก็ต้องมีแหล่งให้เลือกซื้อเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเจียงเซิงเกิดความคิดขึ้นมา รู้สึกว่าหัวสมองของนางได้พัฒนาขึ้นอีกขั้น
เพียงเดินผ่านร้านเรือนโยวหราน นางจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้เงินห้าเหวินซื้อขนมหนึ่งห่อ แล้วรีบวิ่งเข้าไปในร้าน
เถ้าแก่ไป๋กำลังคิดบัญชีอยู่ด้านใน เมื่อเห็นนางมาเขาก็ยิ้มให้ “ไม่ใช่ว่าเมื่อวานเ้ามาเพิ่งส่งของหรือ”
“ข้าเห็นขนมเพิ่งทำใหม่ ๆ จึงอยากนำมาฝากเถ้าแก่ไป๋” เจียงเซิงตอบอย่างอ่อนหวาน “ซ้ำยังอยากถามเถ้าแก่ไป๋ด้วยว่า ในอำเภอนี้มีสำนักศึกษาหรือสำนักส่วนตัวที่ค่าเล่าเรียนราคาไม่แพงบ้างหรือไม่ ข้าอยากให้พี่ชายข้าได้เรียนหนังสือ”
“เด็กน้อยคนนี้” เถ้าแก่ไป๋หัวเราะ “ทิศตะวันตกของอำเภอมีสำนักส่วนตัวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เ้าลองไปดูสิ ส่วนขนมพวกนี้ก็เก็บไว้กินเองเถอะ”
“จะทำแบบนั้นได้อย่างไร” เจียงเซิงกล่าวอย่างจริงจัง “ในเมื่อให้เถ้าแก่ไป๋ไปแล้ว ก็เป็ของท่าน”
พูดจบนางก็วางขนมไว้ แล้ววิ่งออกไปทันที
กระทั่งผ่านประตูใหญ่ของร้านเรือนโยวหราน ก็ยังไม่ลืมโบกมือทักทายเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังชั่งน้ำหนักสินค้าอยู่
ดูเหมือนนางจะเป็เ้าประจำของที่นี่แล้ว
หลังกลับมาที่เกวียนลา เจียงเซิงชี้ไปฝั่งตะวันตกของอำเภอ “พวกเราไปกันเถอะ”
ฟางเหิงมีฝีมือบังคับเกวียนลาดีขึ้นเรื่อย ๆ พี่น้องทั้งหกคนทั้งเดินทั้งสอบถาม จนในที่สุดก็พบสำนักส่วนตัวที่ราคาถูกที่สุดในตรอกเล็ก ๆ ของฝั่งตะวันตกของอำเภอ
ค่าเล่าเรียนทั้งหมดคือปีละหนึ่งตำลึง
ถึงแม้ราคานี้จะไม่ถือว่าถูก แต่ก็เหมาะสมที่สุดแล้ว บรรยากาศการเรียนก็ดีมาก ด้านในมีนักเรียนจำนวนมากกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจและเพลิดเพลิน
“หรือว่า ข้าควรจะเรียนด้วยตัวเองดี” สวี่โม่ยังคงลังเล
เจียงเซิงไม่สนใจเขา หยิบเงินในอกเสื้อวิ่งไปที่หน้าต่างและจ่ายค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษา
ตามอัตราส่วนหนึ่งพันตำลึงเท่ากับหนึ่งพันเหวิน นางหยิบเงินออกมาเป็กำ ๆ นับอย่างละเอียด
“...เก้าร้อยเก้าสิบเก้า หนึ่งพัน!” เด็กสาวเลื่อนกองเหรียญจำนวนมากไปให้ ถุงเงินที่เคยอัดแน่นพลันว่างเปล่า
อาจารย์ผู้รับผิดชอบเก็บเงินใ ถึงแม้ที่นี่จะเป็สำนักศึกษาที่ถูกที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ก็จ่ายเงินหนึ่งหรือสองตำลึงทันที ไม่ค่อยมีผู้ใดนำเงินเหรียญมากองจ่ายเช่นนี้
แต่เมื่อเห็นรองเท้าเก่าและเสื้อคลุมปุยฝ้ายที่ไม่ค่อยพอดีตัวของพวกเด็ก ๆ เขาก็เข้าใจได้ในทันที
เป็อีกครอบครัวหนึ่งที่มาจากตระกูลยากจน ทุ่มเทเงินทั้งครอบครัวเพื่อส่งเสียให้คนผู้หนึ่งได้ร่ำเรียน
“ชื่อ ภูมิลำเนา” อาจารย์เตรียมจดบันทึก
เจียงเซิงเขย่งปลายเท้าตอบ “สวี่โม่ คนจากหมู่บ้านสิบลี้ อำเภอเซี่ยหยาง เขตอันสุ่ย ราชวงศ์ต้าอวี๋ ปีนี้อายุสิบเอ็ด”
ระหว่างรอจดบันทึก นางไม่ลืมที่จะใช้ความสามารถในการเจรจาที่ได้มาจากการต่อสู้ดิ้นรน “ท่านอาจารย์ สำนักศึกษาของพวกท่านเคยมีซิ่วไฉ*[2]ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วหรือไม่”
ในความคิดของเจียงเซิง แค่สอบเป็ซิ่วไฉได้ถือว่าเป็ขุนนางที่ไม่ธรรมดาแล้ว
อาจารย์ยิ้มอย่างภาคภูมิ “ไม่เพียงมีซิ่วไฉ แม้แต่จวี่เหริน*[3]ก็เคยมี ถึงแม้ค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาของเราจะถูก แต่นั่นเป็เพราะผู้ก่อตั้งสำนักตั้งใจกำหนดไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักเรียนจากตระกูลที่ยากจน ไม่ได้หมายความว่าการเรียนการสอนของสำนักศึกษาไม่ดี”
ระหว่างอธิบาย เขาแบ่งกระดาษที่จัดบันทึกเสร็จแล้วเป็สองส่วน ประทับรอยนิ้วมือ เพื่อแสดงว่าได้รับค่าเล่าเรียนของปีนี้มาแล้ว
เจียงเซิงรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยรอยยิ้ม เก็บใส่อกเสื้อ ในใจเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“พรุ่งนี้พวกเ้าก็สามารถมาเรียนได้ทันที อย่าลืมเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และหินฝนหมึกมาด้วย” อาจารย์กำชับ
เจียงเซิงพนักหน้าหงึก ๆ “ท่านอาจารย์รอดูเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะมาแน่นอน”
ทุกอย่างจึงจบลงด้วยเช่นนี้
เมื่อออกจากสำนักศึกษา สวี่โม่ยังคงรู้สึกเลื่อนลอย
เจียงเซิงลากเขาไปที่ร้านขายเครื่องเขียนพื่อเลือกซื้อกระดาษและพู่กัน
สวี่โม่รีบห้ามน้องสาว “ไม่ต้องหรอก กระดาษที่ข้าใช้คัดลอกหนังสือก็ดีอยู่แล้ว”
เขาเห็นว่าถุงเงินของน้องสาวเล็กลงมากแล้ว ไม่ควรเสียเงินเพื่อเขาอีก
“แต่อย่างไรก็ต้องซื้อตำราสักหน่อย” เจียงเซิงกล่าว
สวี่โม่ยังคงปฏิเสธ “ข้าสามารถคัดลอกเองได้”
เขาไม่อาจและไม่กล้าสิ้นเปลืองเงินของพวกเขาได้อีกต่อไป
เจียงเซิงเอาชนะเขาไม่ได้ นางคิดว่าจะอย่างไรต้องรักษาศักดิ์ศรีไว้ให้พี่ชายบ้าง “เช่นนั้นพวกเราไปซื้ออาหารกับข้าวของกลับบ้านกันเถอะ แล้วไปดูว่าพวกเราจะทำอะไรได้อีกบ้าง”
การขายเสื้อคลุมที่หมู่บ้านสิบลี้ใกล้จะคงตัวแล้ว และสินค้าในอำเภอก็ถูกนางซื้อจนเกือบหมด ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะคิดหาวิธีทำเงินใหม่ได้ เกวียนลาก็ผ่านหน้าประตูที่ว่าการอำเภอ และต้องใกับคนที่ร่างกายเปื้อนเืถูกโยนออกมาอย่างกะทันหัน
เหล่าเ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอสั่งการอย่างหยิ่งผยอง “ถ้ากล้ามาตีกลองร้องทุกข์อีก ข้าจะตีขาเ้าให้หัก”
เขาพูดพลางมองไปรอบ ๆ
เ้าหน้าที่เหล่านี้ดูคุ้นตา เหมือนกับกลุ่มคนที่ลากตัวท่านหมอสามีภรรยาไปในตอนนั้น
เวินจืออวิ่นดวงตาก่ำขึ้นมาทันที เขาคว้ากล่องยาแล้วคิดจะวิ่งเข้าไปหา แต่ถูกเจิ้งหรูเชียนกอดไว้
สวี่โม่หันหน้าไปทางอื่น ใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า
ฟางเหิงเม้มริมฝีปากหลุบตาลง ส่วนเวินจืออวิ่นยกมือขึ้นปิดครึ่งหน้า
มีเพียงเจียงเซิงที่มองคนที่ถูกโยนออกมาตาโต เขาเงยหน้าเผยให้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคย
เป็คนในหมู่บ้านที่แย่งการค้าเสื้อคลุมปุยฝ้ายของนางไป เขาคือลูกชายคนโตของตระกูลจาง จางฉีเฉวียน!
[1] ถงเซิง : การสอบระดับต่ำสุด ซึ่งคล้ายกับการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในปัจจุบัน
[2] ซิ่วไฉ : เป็การสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น
[3] จวี่เหริน : การสอบคัดเลือกในระดับมณฑล