ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วหลังจากเหตุการณ์แขวนเฆี่ยนพระเอกคุง นับจากนั้นมาพระเอกก็ควงสาวๆ สร้างฮาเร็มเป็ของตัวเองได้สำเร็จ พลอยทำให้ผมได้เก็บเกี่ยวค่าความฟินไปไม่น้อย
ผมยังใช้ชีวิตตามปกติ มีภารกิจกลั่นแกล้งพระเอกบ้างเพื่ออัพแต้ม และดูเหมือนว่าตอนนี้มารฝันจะกลายเป็อาจารย์คนที่สองของพระเอกอย่างเต็มตัวแล้ว
และที่น่าแปลกใจคืออวีเฟิงและมารฝันรู้จักกันมาก่อน การที่ระบบเพิ่มมารฝันเข้ามาทำให้โครงเื่เปลี่ยนไปอย่างมาก ถึงผมจะเป็คนแต่งนิยายเื่นี้เองก็เถอะแต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่ใช่นิยายเื่ที่ผมแต่งขึ้นจริงๆ หรือเปล่า
ไอ้เค้าโครงเื่ที่บิดเบี้ยวแบบนี้มันคล้ายคลึงกับแฟนฟิคที่คุณกล้วยหอมเขียนขึ้นอยู่เหมือนกันนะ..เออ ไม่มั้งผมคงคิดมากเกินไปเองนั่นแหละ คงไม่ใช่หรอก
..เอาเป็ว่าตามเนื้อเื่หลัก อีกไม่นานเผ่ามารนอกรีตที่ได้ของวิเศษในตำนานอย่าง'หอกทลาย์'จะขึ้นมาบุกยอดเขาเย้ยเมฆาหวังสร้างชื่อเสียงให้กับเผ่ามาร
ถ้าถามว่าทำไมต้องมาบุกยอดเขาเย้ยเมฆาน่ะเหรอก็เพราะว่าสำนักจันทราพิสุทธิ์ คือสำนักเซียนอันดับหนึ่ง และมียอดเขาเย้ยเมฆาเป็ที่หนึ่งเกือบทุกด้านไม่ว่าจะเป็ ศาสตร์ ศิลป์ ดนตรีหรือ วรยุทธ โดยมีอวีเฟิงปรมาจารย์เซียนสี่วิถีเป็เ้ายอดเขา
ผู้คนมากมายเลยมีความเชื่อผิดๆ ว่า หากยอดเขาเย้ยเมฆาล่มสลาย สํานักเซียนอันดับหนึ่งย่อมถูกเปลี่ยนมือ ซึ่งมันไม่มีทางเป็ไปได้ตราบใดที่ซางเย่ยังอยู่ล่ะนะ
ส่วนคนที่จะต้องออกไปรับมือกับเผ่ามารนอกรีตก็คือพระเอกคุงกับนางในฮาเร็มอีกสองคนอยู่แล้ว อวีเฟิงก็จะทำเพียงนั่งจิบชาดูการประลองของหลางผิงเย่ แต่กว่าพระเอกคุงจะชนะได้ก็ต้องกลายเป็กระสอบทรายให้เผ่ามารซ้อมเล่นนานโขอยู่
แล้วฉากทายากับสาวๆ ในฮาเร็มก็ต้องบังเกิดขึ้นใช่ไหมล่ะ
ถ้ามีฉาก 3P ค่าความฟินจะคูณสองไหมนะ ฮุๆๆ แค่คิดก็ฟินเว่อร์…
_
ข้าใช้ชีวิตประจำวันอย่างค่อนข้างปรกติสุข ตอนกลางวันร่ำเรียนวิชาต่างๆ ของสำนักเหมือนศิษย์คนอื่นๆ ตอนกลางคืนเรียนศาสตร์แห่งความฝัน กับผู้าุโ..อาจารย์เยี่ยซิว
จะมีบางครั้งที่ท่านอาจารย์อยากจะทดสอบข้าในเื่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็วิชากระบี่ เขตอาคม หรือแม้กระทั่งวาดรูปหรือดนตรี วิชาที่ท่านอาจารย์เข้มงวดกับข้ามากที่สุดคือ ดนตรี และศิลปะ
ซึ่งนั่นก็ทำให้ข้าโดนทำโทษอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็คุ้มค่าเพราะมันทำให้ข้าได้เข้าใกล้ท่านอาจารย์มากขึ้น มือนุ่มๆ ที่ประคองมือข้าวาดภาพทำให้หัวใจข้าเต้นผิดจังหวะอยู่บ่อยครั้ง จนข้าเฝ้าจินตนาการถึงััที่มากกว่านั้นมาก..ทั้งๆ ที่ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลยแท้ๆ อาจารย์ที่อยู่ในความทรงจำของข้าทั้งน่ามองน่าััเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่ เป็คนคนเดียวกันแท้ๆ เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าช่างแตกต่างกันยิ่งนัก
อันที่จริงข้าไม่เคยสนใจหรอก เป็อาจารย์แล้วอย่างไร ยังไงข้าก็ไม่มีทางยอมตัดใจง่ายๆ แค่นี้หรอก
และนี่ก็เป็อีกวันหนึ่งที่ท่านอาจารย์้าทดสอบความสามารถข้า
อาจารย์หยิบขลุ่ยไม้ไผ่สีดำห้อยพู่สีแดงประดับด้วยหยกขาวลายก้อนเมฆออกมาจากถุงห่อผืนฟ้า แค่ดูผ่านๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าขลุ่ยเลานี้ไม่ใช่ขลุ่ยธรรมดาอย่างแน่นอน
"ขลุ่ยเลานี้มีชื่อว่า อู่หลิง (ิญญาที่ดำมืด) ข้าจะสอนเ้าเป่าเพลง'เยือนปรภพ'เ้าต้องเป่าเพลงนี้ให้คล่องที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ขอรับท่านอาจารย์"เสียงขลุ่ยอันเยือกเย็นทว่ากลับไพเราะราวเสียงเพรียกหาจาก์ บางท่วงทำนองเล็กแหลมกรีดลึกเสียดแทงลงไปในความรู้สึกให้จมจ่อมอยู่ในภวังค์ บางท่อนกลับดุดันน่าเกรงขามราวกับไร้หนทางต่อต้าน
เมื่อได้ฟังบทเพลงนี้แล้วข้าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเพลงนี้จึงชื่อเยือนปรภพ
"เ้าจำทำนองเพลงเมื่อครู่ได้หรือไม่"
"ข้าจำได้แล้วขอรับ"
"ดี เช่นนั้นก็ลองเป่าดู"แน่นอนข้าเลือกที่จะเป่าผิดบ้างถูกบ้าง เพื่อให้ท่านอาจารย์ชี้แนะข้าอีกสักหน่อย แม้ข้าจะพยายามสงบใจสักเท่าไหร่แต่กลิ่นหอมนี้ก็มักจะทำให้ความรู้สึกข้าเตลิดไปไกลโข
อ่าา สงบใจไว้ผิงเย่ อย่าได้ทำอะไรเกินเลยเชียว เฮ้อ! อาจารย์ท่านช่างอันตรายต่อใจข้านัก หากข้าเผลอขยับร่างกายตามความรู้สึก ท่านคงไม่ลังเลที่จะตะเพิดข้าลงจากเขาเป็แน่แท้
"ต้องจับเช่นนี้..ไม่ใช่แบบนี้..ผิงเย่เ้าได้ฟังสิ่งที่อาจารย์สอนเ้าหรือไม่..เอาใหม่"
"..."อ่าา สิ่งที่ท่านสอนไม่ได้เข้าหัวข้าเลยสักนิด
"ไม่ใช่แบบนี้..ผิงเย่เ้าคิดเื่ใดอยู่ถึงได้ไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอน..จงไปวิ่งรอบเขาห้ารอบเสียหากยังวิ่งไม่ครบห้ามพัก"
"ขอรับ"อ่าา น่าเสียดายข้าอยากอยู่ใกล้ๆ ท่านมากกว่านี้อีกสักนิด สุดท้ายข้าก็เดาใจท่านพลาดอีกแล้วหรือนี่
..เมื่อตกกลางคืนข้าก็เข้ามาเรียนศาสตร์แห่งความฝันตามปรกติ
"วันนี้ข้าจะสอนเ้าเกี่ยวกับการสร้างและควบคุมความฝัน"
"ขอรับ .."
"เ้าลองนึกถึงเื่ในอดีตสักเื่หนึ่ง"เมื่อข้าทำตามทัศนียภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไป กลายเป็ป่าไผ่ม่วงในตอนกลางคืน และมีท่านอาจารย์นั่งมองพระจันทร์เต็มดวงสุกสกาว มันช่างเป็ภาพที่ชวนให้ลุ่มหลงยิ่งนัก
มารฝันขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนี้
"มีอะไรหรือขอรับ"
"..ไม่มีอะไรหรอก ช่างเถอะ..ถ้าเช่นนั้นเ้าลองควบคุมให้เขาหันมาทักทายเ้าดูสิ
"เออ..ขอรับ"ข้ารวบรวมสมาธิ เพื่อควบคุมคนในความฝันตรงหน้า ในที่สุดท่านอาจารย์ก็หันมามองและยิ้มให้ข้า
"..วันนี้พอแค่นี้ เ้าทำได้ดีทีเดียว พรุ่งนี้ข้าจะสอนเ้าเกี่ยวกับการแทรกแซงความฝัน"อาจารย์เยี่ยซิวพูดแค่นั้นแล้วก็หายไปจากครรลองสายตา
วันนี้ข้าใช้เวลาเรียนน้อยกว่าทุกวันซึ่งมันทำให้ข้าแปลกใจอยู่บ้าง เพราะปกติอาจารย์เยี่ยซิวมักจะชี้แนะในจุดต่างๆ ที่ข้ายังทำได้ไม่ดีพอ และให้ข้าฝึกฝนต่ออีกหลายๆ ครั้ง
แต่วันนี้กลับต่างออกไปดูเหมือนจะไม่มีสมาธิสอนข้าเลยด้วยซ้ำ ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ข้าก็พอเดาได้ว่ามันต้องเกี่ยวกับท่านอาจารย์อย่างแน่นอน
ไม่ใช่ว่าข้าไม่สงสัยเื่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่เพราะข้ารู้สึกได้ว่ามันเป็เื่ที่สำคัญมาก และเป็สิ่งที่ข้า (ยัง) ไม่ควรรู้
***เนื้อหาค่อนข้างไม่เหมาะสม (อ่านข้ามได้ค่ะ)
ข้าใช้เวลาที่เหลือก่อนจะเช้าในการควบคุมฝันตามความพอใจของข้า
ป่าไผ่ม่วงและท่านอาจารย์ที่ไม่ว่าจะมองสักกี่ครั้งก็ยังงดงามอย่างที่สุด
ข้าควบคุมให้ท่านอาจารย์หันมายิ้มให้ข้า เรียกชื่อข้า และให้ข้าเข้าไปหา โอบกอดข้าอย่างแนบชิด กระซิบถ้อยคำที่ข้าอยากได้ยินที่สุดอยู่ข้างหู
และแนบชิดขึ้นไปอีกเมื่อข้าได้บดขยี้ริมฝีปากอิ่มสวยนั่นและสอดมือเข้าไปในอาภรณ์ตัวบาง ข้าทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอด
แม้จะรู้ดีว่าไม่สมควร แต่แล้วอย่างไรเล่า นี่เป็ความฝันของข้า ข้าจะทำอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือ
ด้วยตัวข้านั้นรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพียงความฝันเท่านั้น เพราะความจริงมันแทบจะไม่มีทางเป็ไปได้เลย
รอยยิ้มที่ได้รับมาจากการควบคุม
อ้อมกอดแสนอบอุ่นที่ไม่เคยมีอยู่จริง
หรือแม้กระทั่งเสียงครางหวานที่ถูกข้าสร้างขึ้น
ข้ากกกอดภาพมายาในความฝัน แล้วหลอกตัวเองซ้ำๆ ว่าสักวันมันจะเกิดขึ้นจริง
ตอนนี้ข้าทำได้เพียงเท่านี้ แม้ข้าจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักแต่นี่ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับข้าในตอนนี้
ข้าจะต้องเก่งขึ้นมากกว่านี้เพื่อที่จะได้ท่านไม่ว่าจะในความฝันหรือความเป็จริง ข้าจะต้องทำให้ท่านมองมาที่ข้าเพียงผู้เดียวให้จงได้
ข้าโอบกอดภาพมายาตรงหน้า บดจูบครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะแทรกกายขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ จนร่างกายส่วนล่างมันคับแน่นจนทนไม่ไหว และทำให้ข้าสดุ้งตื่นจากความฝันแสนหวานในที่สุด
แม้ตอนนี้จะทำเื่เช่นนี้ได้แค่ในฝันก็ช่างปะไร
ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องเป็ของข้า ไม่ช้าก็เร็ว..
*************************
[แจ้งเตือน:คุณได้รับค่าความฟิน 200 คะแนน รวม2500คะแนน]
เอ๊ะ! อยู่ดีๆ ค่าความฟินก็เพิ่มซะงั้นระบบนี่นายรวนหรือเปล่า โดนไวรัสเล่นงานใช่ไหม ไปซ่อมได้แล้วนะ อยู่ดีๆ ก็ได้คะแนนแบบนี้อย่ามาหาว่าฉันโกงทีหลังแล้วกัน
[ระบบคำนวณค่าตัวเลขต่างๆ บนพื้นฐานของความเป็จริงและความสมเหตุสมผล]
[!!!]
อะไร ระบบนายโดนไวรัสเล่นงานจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย
[แจ้งเตือน:ขณะนี้มารฝันกำลังทำการแทรกแซงเนื้อหาบางส่วนที่ยังไม่ถูกเปิดเผยซึ่งมีผลกระทบต่อความเป็อวีเฟิง..ระบบจะส่งคุณไปแก้ไขสถานการณ์ในอีก 5 4 3 2..]
ติ๊ง!!!
หา? …
[ระบบเปิดใช้งาน characterตัวละครโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการ ooc]
เฮ้ย เดี๋ยว!!!
[ความเป็อวีเฟิงถูกยืนยัน เริ่มเข้าสู่เนื้อหาลับ:คำสัญญาที่ยึดถือ]
นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย! ถึงอยากจะถามแบบนั้นแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลามาถามเื่นี้แล้วละมั้ง
ผมยืนอยู่ในที่โล่งกว้างและมีหมอกดำบดบังทัศนียภาพโดยรอบ ตรงหน้าผมมีกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของอวีเฟิงอย่างชัดเจน อวีเฟิงที่ไม่ใช่น้ำเหนือคนนี้ แต่เป็แบบออริที่ผมไม่ได้เขียนบรรยายอย่างละเอียดไว้ในนิยาย
มารฝันเดินเข้ามาหาพร้อมพูดขึ้น "ผ่านมานานกว่าสิบห้าปีแล้วสินะ"
"ข้าดีใจที่เ้ากลับมาเยี่ยซิว"
"เฮ้อ!..ฝืนทำในสิ่งที่เ้าไม่ชอบมาตลอดเ้าคงเหนื่อยไม่น้อย..ลำบากเ้าแล้วจริงๆ "
"นั่นสินะ..แต่มันเป็สิ่งที่ข้าเลือกเอง"
"ข้ารู้ เพราะแบบนั้นข้าถึงมาหาเ้า..อวีเฟิงเมื่อข้ากลับมาแล้วข้าย่อมไม่มีวันทิ้งให้เ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวอีก"
"ขอบคุณที่เ้ากลับมา..อีกไม่นานทุกอย่างจะเริ่มขึ้นและจบลง เยี่ยซิวข้าฝากดูแลผิงเย่ด้วย เส้นทางยังอีกยาวไกลนัก สะพานผุพังเช่นข้าจะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน"
"ข้าจะทำเท่าที่ทำได้ และหวังว่าเ้าจะไม่จากไปเช่นเดียวกับหลางอ้าวเทียน"
"ข้าไม่สามารถรับปากได้ แต่จะพยายามทำในสิ่งที่ควรทำที่สุดก็แล้วกัน"
..มารฝันกลับไปแล้ว ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่น้อย ในหัวคิดทบทวนเื่ราวในกระจกก่อนหน้าที่ได้เห็น ทำไมเื่ราวต่างๆ มันถึงได้สลับซับซ้อนมากมายขนาดนี้ แค่ระบบเพิ่มมารฝันเข้ามาในนิยายมันสามารถทำให้นิยายผมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ
รวมไปถึงชื่อของหลางอ้าวเทียนที่ผมเคยคิดพอร์ตเื่ไว้ในหัวแต่ไม่เคยได้เขียนลงรายละเอียด แค่ระบุไว้ในนิยายว่าเขาเป็มาราและเป็บิดาบังเกิดเกล้าของหลางผิงเย่ก็เท่านั้น
และดูเหมือนว่าอวีเฟิงออริจะไม่ได้อิจฉาหรือเกลียดหลางผิงเย่เหมือนในนิยายที่ผมเขียนไว้ เพราะเมื่อฟังจากบทสนทนากับมารฝันแล้ว มันไม่ใช่ความเกลียด แต่ดูเหมือนจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
ผมคงต้องทำความเข้าใจกับนิยายเื่นี้เสียใหม่เพื่อไม่ให้ตัวของผมเองพบเจอกับฉากจบที่แสนโหดร้าย ผมไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแปลงเนื้อเื่ ผมแค่อยากเปลี่ยนฉากจบของตัวเองก็เท่านั้น
ผมเกลียดทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกนี่จริงๆ เพราะมันทำให้ผมคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ลำบากกว่าเดิมอีกมากๆ
………………………………
เนื้อหาที่ไม่ปรากฏในนิยาย
(เื่ราวในกระจก)
"จับมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้"ลูกศิษย์ของสำนักเซียนแห่งหนึ่งะโขึ้นเพื่อให้ศิษย์ร่วมสำนักช่วยจับชายหนุ่มผอมแห้งเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งเอาไว้
อวีเฟิงในวัยสิบแปดปี นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมใกล้ๆ กับเหตุการณ์วุ่นวายดังกล่าว แต่ดูเหมือนเ้าตัวจะไม่ได้สนใจ เขาเรียกเสี่ยวเอ้อให้ยกสุราและกับแกล้มอีกสองอย่างมาที่โต๊ะก่อนดื่มกินอย่างสบายอารมณ์
แต่ดูเหมือนเหตุการณ์วุ่นวายจะไม่จบลงโดยง่าย เมื่อผู้ฝึกตนหนึ่งในนั้นเตะชายผอมแห้งลอยละลิ่วมาทางอวีเฟิง
เมื่อถูกขัดความสุขจากการดื่มด่ำสุรารสเลิศทำให้อวีเฟิงหัวเสียและปล่อยจิตสังหารออกมาไม่น้อย จนทำให้ผู้ฝึกตนทรุดตัวลงกับพื้นโดยไร้หนทางต่อต้าน
อวีเฟิงหันไปถามชายผอมแห้งอย่างเฉยชา "เ้าชื่ออะไร.."
"ข้าชื่อเยี่ยซิว..ขอบคุณที่ช่วยเหลือ"
"นั่งสิ..อยากกินอะไรก็สั่งมา"
"ทำไมถึงช่วยข้า"
"เพราะข้า้าใช้ประโยชน์จากมารเช่นเ้า..ละมั้ง"
"เ้ารู้ว่าข้าเป็ใคร? "
"ข้าย่อมรู้.."
"ฮึ เสี่ยวเอ้อ เหล้าที่ดีที่สุดสองไห หมูตุ๋นน้ำแดง หูฉลาม ไก่อบสมุนไพร ฯลฯ "
"เ้าคงหิวมากสินะ"
"..เ้าเป็ใคร ้าอะไรจากข้า"
"ข้าชื่ออวีเฟิง และข้า้าให้เ้าตอบแทนข้า ในสักวันหนึ่งข้างหน้าที่ข้า้า"
"..เฮอะ! โง่งม ไม่มีคำสัญญาใดที่มารเช่นข้าต้องยึดถือ"
"เช่นนั้นเ้าช่วยข้าเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ กับมารตนหนึ่งได้หรือไม่"
"มารเช่นข้าไม่มีกำลังมากพอที่จะไปต่อยตีกับผู้ใดหรอก"
"แค่สร้างฝันให้เ้านั่นหลับไม่เป็สุขสัก 2-3 คืนก็พอแล้ว"
"ดูเหมือนเ้าจะรู้เื่ของข้าไม่น้อยเลยนะ"
"แล้วอย่างไรจะช่วยข้าหรือไม่"
"ย่อมได้..ใครหรือ"
"หึหึ หลางอ้าวเทียน เ้ามาราน่าตายนั่น"
"นี่เ้า!..ถึงขนาด!..เฮ้อช่างเถอะ..แค่ทำให้ฝันร้ายก็พอสินะ"
"ใช่! ทำให้เ้านั่นไม่กล้าหลับเลยยิ่งดี .."
เมื่อร่วมมือกันทำเื่ไม่เป็เื่ครั้งหนึ่งก็ย่อมต้องมีครั้งต่อไป ความสัมพันธ์? แบบทุลักทุเลจึงเริ่มขึ้น ทั้งฝ่ายกระทำ (ที่โดนเอาคืน) และผู้ถูกกระทำ (ที่เป็ฝ่ายเอาคืน)
**
นี่คือจุดเริ่มต้นของเยี่ยซิวและอวีเฟิง...
และเมื่อวันเวลาผ่านไป ก็มีคำสัญญาหนึ่งผุดขึ้นในใจของมารผู้มีจิตใจที่ด้านชา
คำมั่นสัญญาหนึ่งเดียวที่จะยึดถือจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
'ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าตราบเท่าที่ร่างกายนี้ยังมิแหลกเป็ผุยผง'
***
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
รักรีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ