“ไสหัวไปเลย”ชวีเสี่ยวปอศอกใส่ซือจวิ้นไปทีหนึ่ง
ในขณะนั้นเจียงอี้หยางยังคงจมอยู่กับความรู้สึกระทมทุกข์ที่ว่า“ทำไมถึงต้องมีวัดที่เอาไว้ขอเรื่องความรักตรงนี้ด้วย”ไม่ได้ยินที่เขาสองคนคุยกันเลยแม้แต่น้อย
“ขึ้นไปดูหน่อยไหม? ” เซี่ยเจิงปิดฝาน้ำที่ดื่มไปแล้วครึ่งขวดแล้วใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเป้เช่นเดิม จากนั้นจึงพูดกับซือจวิ้นว่า : “เดี๋ยวฉันสองคนรอพวกนายที่หน้าประตูวัดนะ”
“ได้ ฉันจะได้พักอีกหน่อยด้วยพอดี”ซือจวิ้นหัวเราะอย่างร้ายกาจขึ้นมาสองครั้ง“ดูสิพวกนายสองคนจะขอพรเรื่องความรักว่าอะไรกันบ้าง !”
ยิ่งเดินขึ้นไปบนภูเขาทางก็ยิ่งเดินได้ยากขึ้น
เมื่อครู่นี้ยังเป็นบันไดหินที่ทั้งกว้างทั้งราบเรียบทว่าที่เหยียบอยู่ในตอนนี้กลับเป็นหินสีเขียวขรุขระไม่สม่ำเสมอกันในตอนนั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังล้วนไม่มีคนชวีเสี่ยวปอและเซี่ยเจิงจึงตัดสินใจยื่นมือไปจับกันไว้แต่บนหนึ่งขั้นบันไดก็เล็กเกินกว่าจะยืนได้สองคนทั้งสองคนเลยจำต้องเดินโดยที่หนึ่งอยู่ด้านหน้าคนหนึ่งอยู่ด้านหลังตามกันไปเช่นนี้
“ได้กลิ่นหอมโชยมาแล้ว” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้น“ดูท่าแล้ววัดนี้น่าจะธูปเยอะน่าดูเลย”
เซี่ยเจิงไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาแต่กลับดึงชวีเสี่ยวปอให้เดินขึ้นบันไดหินมาเรื่อยๆจนกระทั่งกำแพงสีแดงและประตูของศาลเจ้าเต็มทั้งหลังปรากฏขึ้นมาตรงหน้าในตอนนั้นเองเซี่ยเจิงถึงได้หอบหายใจพลางบีบมือของชวีเสี่ยวปอไปหนึ่งที “ถึงแล้ว”
“ถ้างั้นเราสองคนควรจะ...”ชวีเสี่ยวปอมองไปยังมือที่ทั้งคู่ประสานเอาไว้ด้วยกัน ต้องปล่อยมือหรือเปล่านะ?
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นักแต่ตรงที่แห่งนี้กลับถือว่าดูขลังน่าเคารพนับถืออยู่ไม่น้อยเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาเช่นนี้จึงทำให้มีกลิ่นอายที่น่าเกรงขามและน่าเคารพเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวเขาไม่รู้ว่าการจับมือกับเซี่ยเจิงเข้าไปแบบนี้จะเหมาะสมหรือเปล่าแต่ดูเหมือนว่าเซี่ยเจิงไม่ได้มีความคิดที่จะปล่อยมือออกไปเลยสักนิด
ทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบสงบขึ้นมาทันที
แม้แต่เสียงนกร้องในป่าก็ดูเหมือนจะเบาลลงไปด้วยชวีเสี่ยวปอเดินตามเซี่ยเจิงก้าวเข้าไปในซุ้มประตูวัดอย่างระมัดระวัง วัดแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่ทุกอย่างปรากฏให้เห็นได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในดวงตาของเขาในศาลเจ้าใหญ่มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใช้ในการสักการบูชาประดิษฐานอยู่ท่ามกลางควันคลุ้งเช่นนี้ทำให้ดูน่าเลื่อมใสอย่างเห็นได้ชัด
“นี่คือ...อะไรน่ะ พระโพธิสัตว์เหรอ? ” ชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะลดเสียงพูดให้เบาลง“พวกเราต้องเข้าไปไหว้ด้วยไหม? ”
“นายมีเรื่องจะขอพรท่านเหรอ? ” เซี่ยเจิงหัวเราะ
“ไม่ใช่บอกว่า เป็นวัดที่เอาไว้ขอพรเรื่องความรักหรือไง? ” ชวีเสี่ยวปอยืนอยู่ตรงหน้าประตูศาลเจ้าใหญ่พร้อมทั้งชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน ดูท่าทางจะเข้าไปแต่ก็ยังลังเลอยู่“ฉันต้องขอพรให้รักกันนานๆ จนแก่เฒ่า รีบมีลูกมีหลานเร็วๆ ด้วยไหม...ไม่ใช่สิ !”
ในขณะที่ชวีเสี่ยวปอกำลังลังเลอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้นมาจากมุมหนึ่งในศาลเจ้า :
“พวกคุณต้องการใช้ธูปบูชาด้วยไหม~~~”
“เชี่ย! เอ๊ย! ”ชวีเสี่ยวปอสะดุ้งโหยงมาด้านหลังทันที เมื่อชนเข้ากับเซี่ยเจิงเขาถึงได้สงบลง“อะไรกันเนี่ย !”
“อยู่ต่อหน้าพระห้ามพูดคำหยาบ” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งค่อยๆเดินออกมาจากด้านข้างของศาลเจ้าอย่างเชื่องช้าทันทีที่ชวีเสี่ยวปอเห็นป้ายเจ้าหน้าที่แขวนอยู่บนคอของคนคนนี้จึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกวัดแห่งนี้ไม่มีพระ แต่กลับมีแต่เจ้าหน้าที่?
“คนละสามสิบ สามสิบหยวนได้หนึ่งกำ ให้เงินแล้วไปหยิบธูปในกล่องได้เลย”ชายวัยกลางคนใช้คางชี้ไปเพื่อบอกพวกเขาสองคนว่าธูปอยู่ในกล่องกระดาษที่อยู่วางบนพื้นในศาลเจ้า “พวกคุณสองคนตกลงว่าจะใช้ธูปบูชาด้วยไหม?”
“ไม่เป็นไรครับ” เซี่ยเจิงตอบกลับไป “พวกเราชมด้านนอกก็พอครับ”
“เสียเวลาจริงๆ ” ชายคนนั้นบ่นพึมพำอย่างไม่ชอบใจ แล้วจึงหาวออกมาพลางขยับแขนขยับขา จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปด้านในศาลเจ้าเช่นเดิม
“คนแบบไหนกันเนี่ยฮะ? ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกราวกับว่าถูกล้างสมองด้วยเรื่องอันไร้สาระ“บุฟเฟ่ต์ธูปเหรอ? กำละสามสิบหยวน? เขาคิดว่าขายปิ้งย่างหรือไง?”
“กลับไปจะได้ทำให้เจียงอี้หยางสบายใจขึ้นหน่อย”เซี่ยเจิงขำขึ้นมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่“ดูท่าแล้วคงจะไม่ใช่วัดที่เอาไว้ขอเรื่องความรักจริงๆ แหละ”
“ให้ตายเถอะ” ชวีเสี่ยวปอเองก็หัวเราะขึ้นมาเช่นกัน “ถ้าคนคนนั้นไม่ออกมาเมื่อกี้ฉันอยากจะเข้าไปขอพรจริงๆ นะ”
“ขอตอนนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ” เซี่ยเจิงพูดขึ้นเสียงเบา
“ฮะ? ” ชวีเสี่ยวปอไม่เข้าใจ
“นายพูดตรงนี้พระท่านก็ได้ยิน”เซี่ยเจิงมองเข้าไปในดวงตาของชวีเสี่ยวปออย่างจริงจัง “ตั้งใจจริงก็จะเห็นผล”
ชวีเสี่ยวปอหันหน้าไปมองพระพุทธรูป พนมมือขึ้นมาพร้อมทั้งหลับตาลง
“เป็นไงบ้าง? ตกลงเป็นวัดที่ไว้ขอเรื่องความรักจริงๆหรือเปล่า? ”
เมื่อออกมาจากวัดซือจวิ้นและเจียงอี้หยางก็เดินตามขึ้นมาถึงพอดีในตอนนั้นชวีเสี่ยวปอก็รีบเล่าเรื่องเมื่อครู่ที่เกือบทำตัวเองตกใจแทบแย่ให้พวกเขาทั้งสองคนฟังเจียงอี้หยางที่ไม่ยิ้มเลยตั้งแต่ขึ้นภูเขามาในที่สุดก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
“จริงเหรอ? กำละสามสิบ? ” เจียงอี้หยางกุมท้องตัวเองเอาไว้“แล้วนายสองคนได้จ่ายตังค์ซื้อไปหรือเปล่า? ”
“เปล่า” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด “พวกฉันไม่ได้โง่ซะหน่อย”
ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน พวกเขาทั้งหมดก็นั่งรถกลับเข้าเมือง
“ไปกินข้าวด้วยกันก่อนไหม? ” เจียงอี้หยางถึงบ้านคนแรกเขาไม่ได้รีบร้อนลงจากรถ แต่กลับพูดเสนอขึ้นมา “ตอนเที่ยงกินแค่ขนมปังไปเองไม่ได้กินข้าวดีๆ เลย”
“ไว้วันหลังเถอะ” เซี่ยเจิงส่ายหน้าไปมาพร้อมทั้งชี้ไปยังชวีเสี่ยวปอและซือจวิ้นที่กำลังนอนหลับฝันหวานอยู่ข้างๆ“นายดูสภาพของพวกเขาสิ เหมือนคนกินข้าวลงที่ไหนกัน? ”
“งั้นก็ได้” เจียงอี้หยางทำได้เพียงพูดขึ้นมาเช่นนี้“ถ้าพวกนายถึงบ้านแล้วบอกฉันด้วยนะ”
“ได้เลย” เซี่ยเจิงทำท่าโอเคให้เขา “คือว่า”เขาเรียกเจียงอี้หยางที่กำลังจากรถเอาไว้ก่อน
“มีอะไรเหรอ? ” เจียงอี้หยางหันศีรษะมาอย่างรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร แค่อยากจะบอกนายว่าอย่าเสียใจกับเรื่องนี้มากเกินไปล่ะ” เซี่ยเจิงยื่นกำปั้นของเขาออกไป“นายเป็นคนดีมาก”
“ให้ตายเถอะ ไม่ต้องมาหยอกฉันเลย !”เจียงอี้หยางสูดจมูกอย่างแรง พร้อมทั้งยืนกำปั้นออกไปชนกับเซี่ยเจิงทีหนึ่ง“ฉันไม่เป็นไร! ขอบใจนะเพื่อน! ”
“พอแล้ว” เซี่ยเจิงหัวเราะขึ้นมา “รีบกลับเข้าไปเถอะ”
หลังจากที่ส่งซือจวิ้นกลับบ้านเรียบร้อยแล้วบนรถก็เหลือแค่เซี่ยเจิงกับชวีเสี่ยวปอเพียงสองคน ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงในที่สุดชวีเสี่ยวปอเองก็นอนไปนานพอสมควรแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมลุกขึ้นมาเอาแต่นอนซบบนไหล่ของเซี่ยเจิงอยู่อย่างนั้น “ฉันไปอยู่บ้านนายสักพักก็แล้วกันนะ”
“อืม ตอนเย็นอยากกินอะไร? ” เซี่ยเจิงถามขึ้น
“กินอะไรง่ายๆ ข้างนอกเนี่ยแหละ” ชวีเสี่ยวปอยืดขาออกมาแล้วก็เตะไปด้านหน้าอย่างแรง “นายปวดขาไหม? ตอนนี้ขาฉันเหมือนกินน้ำส้มสายชูไปครึ่งหม้อแล้ว”
“ฮะ คือไรอะ? ” เซี่ยเจิงไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอะไร
“ปวด [1] ไง !”ชวีเสี่ยวปอทุบลงไปบนขาสองสามทีอย่างทนไม่ไหว “นี่เดี๋ยวกลับไปนวดให้ฉันหน่อยได้ไหม? ”
“ได้ รับประกันว่าบริการประทับใจ”
หลังจากลงจากรถ เนื่องจากพวกเขาสองคนขี้เกียจเดินจึงหาร้านอาหารเล็กๆที่อยู่แถวนั้น ซึ่งเป็นร้านอาหารเสฉวน อีกทั้งเถ้าแก่ยังพูดติดสำเนียงถิ่นหนักมากเขากำลังตะโกนเรียกลูกค้าให้เขามากินมาดื่มอยู่
ชวีเสี่ยวปอพลิกดูเมนูอาหารไปรอบหนึ่ง แล้วจึงดันไปให้เซี่ยเจิงพลางขมวดคิ้วขึ้นมา : “มีแต่อาหารเผ็ดๆทั้งนั้นเลย นายจะกินได้ไหม? ”
“กินได้” เซี่ยเจิงหยิบเมนูขึ้นมา “ดีขึ้นจนใกล้จะหายแล้วละแสดงว่าเจียงอี้หยางพูดถูกนะเนี่ย ออกกำลังสักหน่อยก็ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูขึ้นมาได้”
หลังจากที่เซี่ยเจิงสั่งอาหารไปเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็เริ่มดื่มน้ำชากัน อากาศในร้านอาหารเต็มไปด้วยกลิ่นของความเผ็ดร้อนอีกทั้งบนกระจกของประตูร้านก็มีหยดน้ำเล็กๆ ก่อตัวขึ้นมาเต็มไปหมดในขณะนั้นชวีเสี่ยวปอรู้สึกเลือดลมไหลเวียนไปทั่วทั้งตัว จนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขยับเท้าไปมาอยู่ใต้โต๊ะ
โต๊ะแคบมาก เดิมทีขายาวๆ ของทั้งสองคนก็แทบจะไม่มีที่จะวางอยู่แล้วแต่เมื่อชวีเสี่ยวปอขยับไปมาเช่นนี้จึงชนเข้าเซี่ยเจิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างเลี่ยงไม่ได้
.............................
เชิงอรรถ
[1] คำว่า “เปรี้ยว”ในภาษาจีนแปลว่าเจ็บปวดได้ด้วย