เวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นาน หยางเซี่ยและชิงเยว่มาส่งจางหลินที่เบื้องหน้าตระกูลจาง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะแยกจากกัน ชิงเยว่ก็พลันกล่าวบางอย่างขึ้นมา “พี่จาง ไว้เมื่อใดที่ปรมาจารย์ซูเตรียมพร้อมสำหรับการปรุงยา ข้าจะให้ใครบางคนมาส่งข่าวให้แก่ท่าน”
จางหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “หากมีอะไรที่ข้าพอจะช่วยเหลือปรมาจารย์ซูและลุงชิงได้ขอแค่บอกมา ข้ายินดีจะทดแทนหนี้บุญคุณในครั้งนี้อย่างแน่นอน”
แต่ชิงเยว่ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “พี่จาง ท่านไม่จำเป็ต้องสุภาพ เพราะอีกไม่นานพวกเราก็จะได้เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว”
น้ำเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง ซึ่งหากเป็จางหลินคนเก่าเขาคงจะรู้สึกซาบซึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้แล้ว
แต่เมื่อเขารู้ความลับบางอย่าง ท้ายที่สุดต่อให้ชิงเยว่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจมากเพียงใด เขาก็ไม่มีความรู้สึกดีๆหลงเหลือให้นางอีกต่อไป
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งจางหลินก็หันไปประสานมือแก่หยางเซี่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่หยาง ฝากความขอบคุณไปให้ปรมาจารย์แทนข้าด้วย”
“ไม่ต้องคิดมากไป หน้าที่ของเ้ามีเพียงแค่ต้องทลายจุดชีพจรให้ได้เท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ของท่านอาจารย์และคนอื่นๆ… ข้าได้แต่หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้อาจารย์และลุงชิงต้องผิดหวัง” หยางเซี่ยเพียงหัวเราะเบาๆอย่างมีนัยยะ หลังจากนั้นเขาก็กระตุกเชือกม้าก่อนจะขับรถม้าเพื่อกลับไปยังตระกูลชิง
เมื่อรถม้าหายลับไปจากระยะสายตา ดวงตาที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นของจางหลินพลันแปรเปลี่ยนเป็เจตนาฆ่า!
นี่มันเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากเข่นฆ่าใครสักคนด้วยวิธีการที่โเี้ที่สุด!
คนหนึ่งเป็ถึงคู่หมั้นั้แ่สมัยเด็ก และอีกคนเป็ผู้แข็งแกร่งที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาและยังมีสถานะเป็ชู้!
ทั้งสองพยายามรวมหัวกันหลอกลวงเขาอยู่!
“ช่างน่าสะอิดสะเอียนจริงๆ! คิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะอยู่ร่วมกับผู้หญิงพรรค์นี้มานานกว่า 9 ปีแล้ว” จางหลินได้แต่ส่ายหน้าให้แก่ความโง่งมของตนเอง
แต่ไม่ว่าจะเป็ใคร การตัดสินใจของเขานับจากนี้จะส่งผลต่อชะตากรรมของตระกูลจางในภายภาคหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยสถานการณ์นี้ความสงบสันติเฉกเช่นปกติของเขาจะไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป
ต้องเข้าใจว่าหากดูจากภายนอก ตระกูลจางเหมือนจะยังมีอำนาจในเมืองหยางโจวและคงจะไม่มีอันตรายใดๆกับพวกเขา แต่แท้จริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลจางตกอยู่ภายใต้ชื่อของตระกูลชิงมาโดยตลอด หากไม่มีความสัมพันธ์ทางการหมั้นหมายกับตระกูลชิง เกรงว่าจางหลินและตระกูลจางคงจะไม่ได้รับการเคารพถึงขนาดนี้
ยิ่งด้วยสถานะ ‘ชายผู้ถูก์ทอดทิ้ง’ ของจางหลิน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากตระกูลจางสิ้นสุดการคุ้มครองจากตระกูลชิง จะมีตระกูลอื่นๆหมายตาตระกูลจางประหนึ่งเนื้อในจานอย่างแน่นอน
และยิ่งมีตัวแปรที่ไม่รู้จักจากภายนอกเข้ามาอยู่ในสมการด้วยแล้ว การเคลื่อนไหวผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะนำตระกูลจางไปสู่การล่มสลายได้!
จางหลินกำหมัดแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า “ดูเหมือนว่าชิงเหลียนเฟิงจะคิดเื่นี้มานานและไม่คิดที่จะล้มเลิกความทะเยอทะยาน เกรงว่าอาจจะถึงเวลาแล้วที่ข้าต้องตอบโต้กลับไปบ้าง!”
ในคราวนี้ถือได้ว่าเป็สถานการณ์ที่กดดันและเข้าขั้นวิกฤตตลอดหลายชั่วอายุคนของตระกูลจาง
หากเขาไม่ได้ไปที่ตระกูลชิงในคืนนั้น เขาคงไม่รู้เลยว่าตระกูลชิงมีแผนการที่น่ารังเกียจซ่อนเร้นอยู่ บางทีเมื่อถึงเวลา เขาอาจจะตายโดยที่ไม่ได้รับรู้อะไรเื้ัและไม่มีวิธีการป้องกันอะไรเลยก็ได้
และแผนการนี้ยังเลวร้ายเกินกว่าที่ใครบางคนจากตระกูลจางจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง เพราะมีเพียงแค่จางหลินเท่านั้นที่จะตัดสินอนาคตของตระกูลจาง
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถเปิดจุดชีพจรได้หรือไม่!
หากเขาสามารถทำได้ตระกูลจางอาจจะมีอัตราการต่อรองที่มากขึ้น
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จางหลินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ที่คืนนั้นเขาลอบเข้าไปในตระกูลชิงและรับรู้ความจริงที่ยากจะเชื่อลง
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ก็มีเสียงที่แหบแห้งดังขึ้นจากด้านหลัง “เสี่ยวหลิน กลับมาแล้วงั้นรึ?”
จางหลินหันกลับไปและพบเข้ากับชายชราที่สวมชุดสีเหลืองอ่อน ก่อนที่เขาจะประสานมือทักทาย “ลุงหยูเซิง ท่านออกจากการกักตนแล้วหรือ?”
ชายชราที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาคือผู้าุโสูงสุดแห่งตระกูลจาง จางหยูเซิง!
ว่ากันว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนในยุคที่เกิดความขัดแย้งระหว่างเมืองหยางโจวและเมืองชิงโจว จางหยูเซิงถือได้ว่าเป็หนึ่งในนักฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้จางหยินเซียว ในศึกครั้งนั้นทั้งเขาและจางหยินเซียวต่างก็ได้รับชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน!
ด้วยการเป็แนวหน้าฝ่าวงล้อมกองทัพนับพันเพื่อไปตัดหัวผู้าุโสูงสุดของตระกูลหยินจากเมืองชิงโจว ทำให้ในเวลาต่อมาจางหยูเซิงได้รับสมญานามว่า ‘หอกพิฆาต์’
แต่น่าเสียดายที่การต่อสู้ในครั้งนั้นทำให้จางหยูเซิงได้รับาเ็สาหัส และไม่สามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้อย่างเต็มที่
จางหยูเซิงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบว่า “มีเื่ราวบางอย่างเกิดขึ้นทำให้ข้าต้องออกจากการกักตนอย่างกะทันหัน”
คิ้วของจางหลิงขมวดชนกัน “มีเื่ร้ายเกิดขึ้นหรือไม่?”
แต่จางหยูเซิงเพียงส่ายหน้า “ข้ามองว่าอาจจะเป็เื่ดีสำหรับตระกูลจางและถือได้ว่าเป็โอกาสครั้งใหญ่ด้วยซ้ำ”
“หืม?” จางหลินถามอย่างสงสัย “ท่านกำลังพูดถึงเื่อะไร?”
จางหยูเซิงกล่าวตอบด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “มีข่าวคราวจากคฤหาสน์เ้าเมืองว่า จะมีปรมาจารย์ระดับสูงจากสำนักจักรพรรดิดาราเดินทางมาที่เมืองหยางโจวเพื่อคัดเลือกลูกศิษย์เข้าสำนักในอีกห้าวันต่อมา ข้าจึงต้องออกจากการกักตนเพื่อมาหารือเกี่ยวกับเื่นี้ว่าจะส่งใครในตระกูลจางออกไปเข้ารับการทดสอบ"
“ที่แท้ก็เื่นี้” จางหลินเข้าใจทุกอย่างในทันที
ทุกๆสิบปีจะมีการรับสมัครลูกศิษย์เข้าสู่สำนักเพื่อฝึกฝนบ่มเพาะปราณ ซึ่งจะมีที่ว่างให้แก่เมืองหยางโจว เมืองกวงโจวและเมืองอู่โจวให้อัจฉริยะจากคนรุ่นใหม่ได้แสดงพร์เพื่อให้เป็ที่ยอมรับจากปรมาจารย์จากสำนัก
หากสามารถทำให้อัจฉริยะภายในตระกูลเข้าร่วมกับสำนักเพื่อฝึกฝนได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานะของพวกเขาภายในเมืองนั้นๆก็จะยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
ต้องเข้าใจว่าสำนักฝึกฝนปราณเป็ขุมอำนาจที่อยู่เหนือกว่าเมืองทั้งสาม และแต่ละสำนักต่างก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแคว้นฉู่ ฉะนั้นแล้วหากตระกูลจางมีอัจฉริยะที่ถูกคัดเลือกโดยสำนักใดสำนักหนึ่ง เมื่อนั้นชื่อเสียงของตระกูลจางจะไม่มีผู้ใดกล้าปรามาสอีกต่อไป
และต่อให้ไม่มีชื่อของตระกูลชิง ตระกูลจางก็สามารถยืนหยัดในเมืองหยางโจวได้อย่างไร้ข้อกังขา
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญ! มันอาจจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ตระกูลจางกำลังประสบอยู่ได้อย่างง่ายดาย!
ใครจะคาดคิดว่าจะมีโอกาสที่ยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นภายใต้สถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
มันคือโอกาสครั้งสำคัญเพื่อให้ตระกูลจางหลุดพ้นจากเงาของตระกูลชิงได้เสียที
แต่จางหยูเซิงกลับถอนหายใจยาวขณะจ้องมองจางหลิน “แต่น่าเสียดายที่เ้าไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้ เ้าจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะสมัครไปเป็ศิษย์สำนัก”
ครั้นได้ยินดังนั้นจางหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดเล็กน้อย
หลายปีก่อนจางหยินเซียวได้ปฏิเสธผู้มีอำนาจจากแคว้นฉู่ไป นั่นส่งผลให้ตระกูลจางสูญเสียโอกาสไปครั้งหนึ่งแล้ว
แต่ตอนนั้นยังไม่มีปัญหาของตระกูลชิงเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
แต่ตอนนี้เป็เวลาอันสมควรแล้วที่จะกระโจนให้หลุดพ้นออกจากเงาของตระกูลชิงที่พยายามจะกลืนกินตระกูลจางได้เสียที...