ตำนานเรื่องเล่าแห่งยูยาน

    ิิออกเดินทาง





         ถ้าจะถามว่าทำไมกาเล็ทถึงเลือกที่จะประนีประนอมและยอมปล่อยเจ้าเมืองไปทั้งที่มีโอกาสซึ่งจะสามารถฆ่าทิ้งได้  คำตอบก็คือเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายต่างๆ  การฆ่าเจ้าเมืองซึ่งถือว่าเป็นขุนนางใหญ่คนหนึ่งมันไม่ใช่อะไรที่ทางการจะสามารถปล่อยผ่านให้เลยตามเลยได้ กาเล็ทนั้นเป็นคนที่มักจะคิดหน้าคิดหลังก่อนจะตัดสินใจทำอะไรอยู่เสมอ....ดังนั้นก่อนที่เรื่องราวจะออกมาในลักษณะนี้ กาเล็ทที่นั่งคิดวางแผนก็คอยเฝ้าถามตัวเองถึงจุดจบที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลายแบบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ก่อนแล้ว ฆ่าเจ้าเมืองแล้วได้อะไร?  ได้ความสะใจ? สะใจแล้วมีผลอะไรที่จะตามมา? แน่นอนว่าการฆ่าเจ้าเมืองคนหนึ่ง ผลที่จะถามมาก็คือการถูกหมายหัวให้กลายเป็นอาชญากร  การถูกหมายหัวหรือถือตามล่านั้นไม่ใช่อะไรที่กาเล็ทในตอนนี้อยากจะพบเจอนัก เพราะสิ่งที่กาเล็ทต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา เวลาในการฝึกฝนอย่างสงบ เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่ และอีกเหตุผลซึ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือกาเล็ทตระหนักรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพังหากแต่มีนีน่า มีโจเซพ ซึ่งกาเล็ทให้ความสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง  ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองทำให้กาเล็ทเลือกที่จะปล่อยเจ้าเมืองรีเวลและลูกชายไป
         "ท่านแม่ ท่านลุงเกรงว่าพวกเราคงจะอาศัยอยู่ในเมืองรีเวลลำบากแล้ว" กาเล็ทยิ้มเอ่ย  
         นีน่าได้ยินอย่างนั้นก็ตั้งสติขึ้นพร้อมกับที่ถอนหายใจออกมา "กาเล็ทไม่ใช่พึ่งจะบอกกับแม่เองหรอลูกว่าอยากจะย้ายไปอยู่ในเมืองหลวง...ถ้าอย่างนั้นก็ถือเอาโอกาสนี้เดินทางสู่เมืองหลวงเลยสิลูก..เพียงแต่ระยะทางระหว่างเมืองรีเวลกับเมืองแบรี่ก็ถือว่าไกลโขอยู่ กลัวว่าการเดินทางอย่างเร่งรีบแบบนี้อาจจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก" 

         "ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวล การเดินทางสู่เมืองหลวงไม่ได้ยากลำบากอะไรอย่างที่ท่านคิดอีกทั้งเมื่อสองวันก่อนข้าก็ได้เข้าเมืองไปจับจ่ายซื้อข้าวของและรถม้าสำหรับเดินทางเตรียมพร้อมไว้แล้ว...ส่วนเรื่องข้าวของและบ้านหลังนี้..ถ้าเป็นไปได้ก็ขายมันทิ้งไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว...แต่หากขายไม่ได้ก็ปล่อยไว้อย่างนี้เถอะ" กาเล็ทเอ่ย
         นีน่าที่ได้ยินคำกล่าวของกาเล็ทก็หันมองไปยังบ้านซึ่งตนได้ใช้อยู่อาศัยมาเป็นเวลานานตั้งแต่สามีหายสาบสูญไป "ขายไปก็คงไม่ได้เงินทองมากมายเท่าไร จะยังไงเราก็เคยอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ปล่อยไว้อย่างนี้ได้ไหมลูก" นีน่าซึ่งดูเหมือนจะเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านเก่าหลังนี้ด้วยเหตุผลบางอย่างเอ่ยขอ
         "ถ้าท่านแม่อยากจะเก็บไว้ก็เอาอย่างนั้นเถอะ อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เผื่อวันหนึ่งท่านแม่รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองหลวงข้าก็จะพาท่านแม่กลับมาเยี่ยมบ้านหลังเก่าของพวกเราเป็นครั้งคราว" กาเล็ทเอ่ยขึ้นเมื่อตระหนักรู้ว่านีน่านั้นยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านหลังนี้ ... "ท่านแม่จะลำบากท่านแม่หรือไม่หากข้าคิดอยากจะออกเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
         "แล้วแต่กาเล็ทเถอะลูก...กาเล็ทว่ายังไงแม่ก็เอาตามนั้น อย่าลืมว่าคนที่เป็นผู้นำของครอบครัวเราก็คือกาเล็ทนะลูก" นีน่าเอ่ย
         "ต่อให้ข้าจะเติบโตขึ้นขนาดไหนหรือประสบความสำเร็จเพียงไร...แต่จะอย่างไรท่านแม่ก็คือท่านแม่ของข้า ข้าจะไม่มีวันละเลยท่าน ความคิดเห็นของท่านแม่สำคัญต่อข้าเสมอ" กาเล็ทเอ่ยออกมาจากความรู้สึกเบื้องลึกในจิตใจเนื่องจากความผิดพลาดที่ตนได้ก่อขึ้นในชีวิตก่อนยังตามย้ำเตือนในใจอยู่ทุกคืนวัน
         ได้ฟังคำพูดของกาเล็ทนีน่าก็อดที่จะยื่นมือออกไปลูบคลำศีรษะของกาเล็ทอย่างรู้สึกเอ็นดูไม่ได้  ลูกชายผู้ซึ่งสามีอันเป็นที่รักของตนเหลือไว้ให้ ลูกชายผู้ซึ่งตนฝากความหวังทุกอย่างเอาไว้ ลูกชายผู้ซึ่งตนคอยเฝ้าประคบประหงมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กบัดนี้กลับเติบใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว

         รุ่งเช้าของวันต่อมา กาเล็ท นีน่าและโจเซพ ก็หอบข้าวของเครื่องใช้จำเป็นซึ่งพอจะขนไปได้ขึ้นเกวียนและตรงเข้าสู่เมืองรีเวล   
         "นายท่าน รถม้าที่ท่านสั่งไว้ข้าได้จัดเตรียมปรับปรุงให้อย่างเร่งด่วนจนแล้วเสร็จแล้วขอรับ" เจ้าของอู่ต่อรถเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าผู้มาคือกาเล็ท
         กาเล็ทเห็นอย่างนั้นก็เดินเข้าไปตรวจตราความเรียบร้อยของรถม้า เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วก็เดินกลับออกมาบอกกับนีน่า "ท่านแม่ ท่านลองขึ้นไปนั่งบนรถม้าดูว่าสะดวกสะบายดีหรือไม่ หากว่ามีปัญหาพวกเรายังสามารถเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนเพื่อให้ทางอู่ปรับปรุงได้" 

         นีน่าที่เข้าไปสำรวจภายในรถม้านั้นพบว่าห้องโดยสารของรถม้าคันนี้ดูดีกว่ารถม้าโดยทั่วไปมาก เบาะก็นั่งก็ถูกเสริมเป็นพิเศษให้สบายไม่เหมือนกับรถม้าราคาถูกทั่วไป ไม่เพียงแค่นั้น ขนาดของห้องโดยสารของรถม้าคันนี้ยังถือได้ว่าใหญ่โตกว่ารถม้าทั่วไปอยู่หลายส่วนซึ่งช่วยทำให้คนที่นั่งอยู่ภายในไม่เกิดความรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย "รถม้าคันนี้ดู เบาะก็นั่งสบาย แม่ชอบ...แต่คงราคาแพงน่าดูเลยใช่ไหมกาเล็ท? อย่างนี้แม่เปลี่ยนเอาที่เล็กลงกว่านี้ดีไหมลูกจะได้ไม่สิ้นเปลืองเงินทอง" นีน่าเอ่ยขึ้นขณะที่เข้าไปสำรวจภายในตัวรถม้าซึ่งสามารถใช้กันลมฝนได้
         กาเล็ทได้ยินอย่างนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา.."ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับเงินทอง ขอเพียงมันสามารถทำให้ท่านแม่เดินทางได้อย่างสะดวกสะบายต่อให้ต้องใช้เงินมากกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่าข้าก็จะหามาให้" กล่าวจบกาเล็ทก็หันไปเอ่ยกับเจ้าของอู่ต่อรถ "ข้าวของที่ข้าช่วยวานให้ท่านเป็นธุระจัดหาซื้อมา รบกวนท่านให้ผู้คนยกขึ้นยังหลังรถม้าได้เลย" 
         "ข้าสั่งการไปเรีบร้อยแล้วขอรับนายท่าน...เพียงแต่ว่ามันมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากกว่าที่ตกลงกันนะขอรับ เนื่องจากขนาดของรถม้าซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติประกอบกับสิ่งของเครื่องใช้ที่นายท่านสั่งมานั้นมีน้ำหนักสูงทำให้ต้องใช้ม้าพันธ์ดีถึงสองตัวในการลากจูง ทำให้ข้าต้องปรับเปลี่ยนในส่วนสายพันธ์ุของม้าที่จัดหามาให้" เจ้าของอู่ต่อรถเอ่ยอย่างรู้สึกเป็นกังวล
         กาเล็ทได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะ "ตกลง ไม่มีปัญหา" เอ่ยจบกาเล็ทก็นำถุงที่ใส่เหรียญทองออกมาจากอกเสื้อและหยิญเหรียญทองออกมายื่นให้กับเจ้าขออู่ต่อรถถึงสิบเหรียญทอง
         "นายท่าน! ค่าใช้จ่ายซึ่งเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้มากมายถึงขนาดนี้นะขอรับ....รวมกับราคาค่างวดของรถม้าที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งทั้งหมดก็เพียง 7 เหรียญทองเท่านั้นขอรับ" เจ้าของอู่ต่อรถเอ่ยทักท้วงเมื่อเห็นว่าจำนวนเหรียญทองที่กาเล็ทให้มามากกว่าปกติ
         "นี่เป็นจำนวนที่ถูกต้องแล้วท่านรับไว้เถอะ ผลงานของท่านเป็นที่พอใจของท่านแม่นั่นก็นับว่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว  ส่วนซึ่งเกินมาก็ให้ถือว่าเป็นของขวัญสำหรับบริการที่รวดเร็วของท่าน" กาเล็ทเอ่ยกับเจ้าของอู่ต่อรถจากนั้นจึงหันไปเอ่ยบอกกับโจเซพที่กำลังปีนขึ้นไปนั่งยังที่คนขับ "ท่านลุงโจเซพรถม้ามีปัญหาอะไรหรือไม่?" 
         "ไม่มีปัญหาเลยขอรับนายน้อย" โจเซพเอ่ย
         รอให้คนงานขนข้าวของจำเป็นขึ้นยังส่วนหลังของรถม้าเรียบร้อยแล้ว กาเล็ทก็เอ่ยต่อ "เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วอย่างนั้นข้าก็ขอลาแล้ว"
         "ช้าก่อนขอรับนายท่าน หากข้าคิดไม่ผิด นายท่านกำลังจะออกเดินทางไกลใช่หรือไม่ขอรับ?" เจ้าของอู่ต่อรถเอ่ยถามออกมาอย่างรู้สึกเป็นห่วงเนื่องเพราะน้ำใจจากกาเล็ทซึ่งมีให้แก่ตนเมื่อสักครู่
         "ถูกแล้ว..ข้ากำลังจะพาครอบครัวออกเดินทางสู่เมืองหลวง" กาเล็ทเอ่ยตอบ
         "นายท่านขอรับ...มีคำกล่าวที่ว่าหนทางไกลเปี่ยมด้วยอัตราย อีกทั้งในช่วงนี้ยังมีกลุ่มโจรออกอาละวาดไปทั่ว ข้าคิดว่าเพื่อความปลอดภัยสมควรที่จะจ้างผู้คุ้มกันสักคนสองคนร่วมทางนะขอรับ" เจ้าของอู่ต่อรถเอ่ยแนะนำ
         กาเล็ทที่สังเกตุได้ถึงความรู้สึกห่วงใยเป็นกังวลในน้ำเสียงของเจ้าของอู่ต่อรถเกิดความรู้สึกซาบซึ่งใจขึ้น "ขอบใจท่านมากสำหรับคำแนะนำ สำหรับเรื่องโจรคงไม่มีปัญหา บอกต่อท่านตามความจริงส่าข้าเป็นผู้ฝึกฝนพลังและระดับแก่นจิตวิญญาณของข้าก็อยู่ในระดับที่เจ็ด " กาเล็ทเลือกที่จะบอกความจริงออกไปเพื่อแสดงความเคารพต่อความหวังดีที่เจ้าของอู่ต่อรถมีให้ "หวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกในอนาคตนะ" กล่าวจบกาเล็ทก็ก้าวขึ้นรถม้าไปพร้อมทั้งบอกให้โจเซพออกเดินทางปล่อยให้เจ้าของอู่ต่อรถยืนอึ้งเหม่อมองเงาหลังของรถมาที่กำลังเคลื่อนออกไป
         "ผู้ฝึกฝนพลังระดับที่เจ็ดหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร? เขามิใช่ดูเป็นเด็กหนุ่มซึ่งมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีหรอกหรือ? ....ข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีผู้ฝึกพลังซึ่งสามารถก้าวเข้าสู่ระดับขีดขั้นที่เจ็ดได้ในวัยเพียงสิบหก สิบเจ็ดปีมาก่อน..." เจ้าของอู่ต่อรถได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเองอย่างรู้สึกสงสัยใจ

         รีไรท์ 2020