ตอนที่ 18
สำหรับข้าชุดสีเขียวมันก็ดูประหลาดพอๆกับชุดสีแดงนั่นแหละ
สองห้องที่ข้าและท่านเนียเรสผ่านมาได้นั้นมันแทบจะเป็คนละโลกกับที่เจอก่อนหน้านี้เลย
พวกมอนสเตอร์ที่เจอมีแต่ระดับต่ำๆที่แค่ข้าเอาขาเตะทีเดียวพวกมันก็ล้มกลิ้งกันแล้วอากาศเองก็ไม่ได้หนาวเย็นมากไม่อยากจะเชื่อว่าความบ้าคลั่งของมหาดันเจี้ยนนอกจากมันจะมอบความหวาดกลัวและความสิ้นหวังให้มันยังทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิดสุดๆได้ด้วยไม่ยุติธรรมเลย
ระหว่างทางมีสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่ได้กลายเป็ตราอัญเชิญเวทมนตร์หนึ่งก้อนเมื่อข้าขยบมันลง(อันที่จริงเป็ฝีมือของท่านเนียเรส)ท่านเนียเรสหยิบมันไปพิจารณาดูก่อนจะส่งตราอัญเชิญก้อนนั้นกลับมาให้ข้าแล้วบอกว่า “ถึงจะระดับต่ำแต่ก็น่าจะช่วยเ้าในยามคับขันได้บ้าง”
“มันจะดีเหรอ” ข้าเอ่ยถามไปงั้นแหละ ทั้งที่ในใจกลับะโออกมาอย่างสุดเสียงว่าดีโคตร!มันจะขายได้ซักกี่เหรียญทองกันนะ
“ถ้าให้ข้าแนะนำนะเมื่อมีโอกาสใช้ก็จงใช้งานมันซะ อย่าได้เสียดายของจนไม่กล้าใช้มันล่ะ” ท่านเนียเรสทำสีหน้าเหมือนรู้ว่าข้าอยากจะเอามันออกไปขายมากกว่าที่จะนำมันมาใช้ในมหาดันเจี้ยนแห่งนี้“เพราะถ้าหากเ้าไม่สามารถรอดออกไปได้จะตราอัญเชิญระดับสูงแค่ไหนมันก็มีค่าเท่ากันหมดนั่นแหละ”
ก็จริง…
ทว่าในขณะที่พวกเรากำลังเดินทางอยู่ในทางเดิมแคบๆที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งนั้นเองมหาดันเจี้ยนก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้งข้าหกล้มกลิ้งในขณะที่ท่านเนียเรสยังคงทรงตัวได้อย่างสง่างาม ความบ้าคลั่งของมหาดันเจี้ยนเริ่มทำเื่แผลงๆอีกแล้วข้าใจเต้นตุบๆเมื่อคิดว่าเื่ราวเลวร้ายแบบเมื่อหลายชั่วโมงก่อนจะเกิดขึ้นอีกครั้งร่างกายของข้าอ่อนล้าเกินกว่าจะต่อสู้ได้อันที่จริงถึงจะแข็งแรงอย่างในยามปกติข้าก็ไม่สามารถต่อสู้กับสัตว์อสูรที่อันตรายเท่าๆกับหมาบ้านซักตัวได้อยู่ดี
การสั่นะเืของมหาดันเจี้ยนหยุดลงท่านเนียเรสยื่นมือมาฉุดข้าให้ลุกขึ้นไป “ไปกันต่อเถอะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆพร้อมรอยยิ้มแสนอบอุ่นแต่พอใช้ในสถานการณ์แบบนี้มันเลยไม่ทำให้ข้ารู้สึกเคลิบเคลิ้มมากเท่าที่ควรข้าเดินไปคว้าอาเธอร์ที่หลุดมือกลิ้งไปกับพื้นมาอุ้มเอาไว้ความอุ่นจากร่างกายของมันทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นนิดๆ
และเมื่อพวกเดินออกไปสู่ห้องถัดไปเราก็ได้เห็นภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่ผ่านมา
ซากศพจำนวนมากของนักสำรวจกองอยู่เกลื่อนกลาดเกินครึ่งถูกน้ำแข็งเข้าเกาะกิน ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยเืและเศษอวัยวะที่ถูกตัดจนแหว่งข้าเวียนหัว คลื่นไส้และอ้วกออกมาอย่างที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของข้าหล่นวูบ ข้าแขนขาสั่นและรู้สึกแย่ยิ่งกว่าที่ผ่านๆมา
“มาอยู่ใกล้ๆข้าเร็ว!” ท่านเนียเรสกล่าวพร้อมบีบตราอัญเชิญสองชิ้นในมือทั้งสองข้าง ปรากฏเป็กวางน้ำแข็งตนเดิมและเต่าสีเขียวมรกตอีกตัวหนึ่งข้าที่หัวขาวโพลนไปเพราะความช็อกต้องใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะรับรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ในสถานการณ์อันตรายแค่ไหนท่านเนียเรสกระชากแขนขาให้ลุกแล้วเดินเซเข้าไปหานาง
ลมหายใจต่อมาข้าได้ยินเสียงของแข็งกระแทกใส่กันในลักษณะเฉือนเหมือนเสียงลับมีดมันดังขึ้นอย่างถี่รัวและดังมาจากรอบทิศทาง สติของข้ากลับคืนมาข้ารีบหันไปมองรอบๆและพบว่าข้าอยู่ในม่านสีเขียวที่มีรูปทรงคล้ายกระดองเต่าเบื้องนอกคือร่างของมนุษย์หมาป่าสีขาวสูงสามเมตรที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแบบที่หันมองตามไม่ทันมันหวดกรงเล็บที่ยาวราวกับดาบเข้าใส่ม่านเกราะไม่ยั้งข้าสามารถบอกได้ทันทีว่าสัตว์อสูรตัวนี้นี่แหละที่เข่นฆ่านักสำรวจทั้งหมดในห้องนี้
ข้าหันมาหาท่านเนียเรสที่ยืนมองศัตรูด้านนอกด้วยสีหน้าตึงเครียดเห็นเต่าสีเขียวมรกตตัวใหญ่ที่นอนขดตัวและแผ่ออร่าสีเขียวออกไปเป็โดมป้องกันเราเอาไว้จากการถูกเฉือดกวางหนุ่มน้ำแข็งพยายามควบคุมน้ำแข็งบนพื้นจับร่างของสัตว์อสูรฝั่งตรงข้ามเอาไว้แต่มันก็เคลื่อนที่รวดเร็วเกินกว่าจะแช่ตรึงได้ทัน
ท่านเนียเรสกัดฟัน “ถ้าไม่โดนคำสาปนะ...บ้าจริง!” นางบอกข้าไปก่อนหน้านี้มาคำสาปที่นางได้รับทำให้นางไม่สามารถเรียกใช้สัตว์อสูรชั้นสูงของนางได้การที่พวกท่านลูคัสกับท่านโซวาโรพลาดท่าอย่างง่ายได้ก็เพราะเหตุนั้นด้วยส่วนหนึ่ง
“เราจะทำยังไงกันดี!” ข้าร้องถามเสียงสั่น ท่านเนียเรสตีสีหน้าเครียดๆ
“ข้ามีพลังเวทมนตร์ไม่พอ” เหมือนนางกำลังพูดอ้อมๆว่าเราไม่มีวิธีรับมือกับมนุษย์หมาป่าข้างนอกนั่นเป็อีกครั้งที่ข้ารู้สึกสิ้นหวัง จนกระทั่งที่อาเธอร์ปลดปล่อยพลังออร่าสีแดงออกมา
“แมวของเ้ากำลังจะทำอะไรงั้นเหรอ”ท่านเทียเรสเอ่ยถามข้า
“ข...ข้าไม่รู้” ข้าตอบไปตามความจริง
แล้วออร่าสีแดงที่อาเธอร์ปลดปล่อยออกมาก็รวมตัวกันกลายเป็เกราะเวทมนตร์แบบที่มันเคยสร้างขึ้นมาทว่าเกราะเวทมนตร์เ่าั้กลับมีลวดลายสีเขียวมันประกอบสวมใส่ร่างของข้าด้วยตัวของมันเอง รู้สึกแกร่งขึ้นกว่าครั้งไหนๆแน่นอนว่ายิ่งกว่าก่อนหน้านี้ที่เคยสวมเกราะซะอีกข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานชุดเกราะมากมายกำลังไหลเข้ามาสู่ในหัวของข้า “นี่มันอะไรกัน”
“มั่นใจเลยว่ามันจะทำให้เ้าน่วมไปทั้งตัว”อาเธอร์เอ่ยออกมาสั้นๆ “อาร์ ไอ พี” แน่นอนว่าข้าไม่เข้าใจความหมายและไม่คิดที่จะสนใจด้วยเพราะมีเื่ที่ข้าให้ความสนใจมากกว่าก็คือเื่ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเกราะข้าสามารถรับรู้มันได้ยังไงก็ไม่รู้เกราะนี้ไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่ให้ความรู้สึกสงบและล่องลอยเหมือนกำลังเคลิ้มฝัน
เกราะที่ข้าสวมใส่มีรูปร่างที่ดูคุกคามน้อยกว่าเกราะแห่งความอบอุ่นก่อนหน้านี้แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็เกราะอัศวินนักปราชญ์ปผู้รู้แจ้งััของข้าแผ่ออกไปไกลยิ่งกว่าร่างกายของตัวเองด้านหลังของข้ามีวงแหวนสีเงินเปล่งออร่าสีเขียวอ่อนๆลอยตามอยู่ไม่ห่างมันค่อยๆปลดปล่อยละอองแสงสีเขียวออกมาตลอดเวลาซึ่งละอองแสงสีเขียวนั่นเองที่เป็ความพิเศษและเป็อาวุธสำคัญที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าเราจะสามารถฝ่าวิกฤตครั้งไปได้
ละอองสีเขียวเ่าั้คือสิ่งที่เรียกว่านาโนแมนชีน ข้าไม่รู้จักความหมายของคำๆนี้แต่รู้ว่ามันเป็เหมือนกับโรงงานขนาดเล็กที่สามารถผลิตพลังงานอันแสนพิเศษออกมาได้และที่สำคัญคือข้าสามารถสร้างพวกมันออกมาได้เรื่อยๆนาโนแมนชีนสามารถมอบพลังงานที่พวกมันสร้างให้กับใครก็ได้และก็มีวิธีใช้งานนาโนแมนชีนจำนวนมากที่ข้าได้รับรู้
“ข้า้าเวลา” ข้าหันไปบอกท่านเนียเรส ไม่รู้ว่านั่นจะเป็การถือดีเกินไปหรือเปล่าแต่ข้ามั่นใจมากๆว่าข้าสามารถทำอะไรบางอย่างได้
“แล้วเ้ากำลังจะทำอะไร” ท่านเนียเรสถามกลับ
“ข้ากำลังบ่มเพาะพลังเวทมนตร์และจะส่งมันให้กับท่าน”ข้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูกล้าหาญผิดกับข้าคนเมื่อกี้ที่เกือบเสียสติไปเพราะภาพะเืใจอย่างที่บอกไป ภายในชุดเกราะนี้ข้ารู้สึกสงบ เข้าใจสถานการณ์และเหมือนว่าข้าสามารถวิเคราะห์ทุกอย่างได้อย่างใจเย็นที่สุด
ท่านเนียเรสพยักหน้า นางส่งกวางน้ำแข็งกลับไปและทุ่มพลังเวทมนตร์ทั้งหมดเสริมให้เต่าั์สีเขียวมรกตสามารถสร้างม่านเกราะให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นรอดแตกร้าวถูกซ่อมแซมในขณะเดียวกันข้าก็ตั้งสมาธิเร่งสร้างนาโนแมนชีนออกมาจากวงแหวนสีเงินข้ารู้สึกได้ถึงเวทมนตร์ที่ร้อยเรียงกันเป็แผงวงจรขนาดเล็กเสียยิ่งกว่าไรขนนาโนแมนชีนที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็อวัยวะของข้าที่เบาหวิวอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คงให้ความรู้สึกเหมือนกับนิ้วก้อยนางและนิ้วก้อยเท้า
ผ่านไปซักพักนาโนแมนชีนก็อัดแน่นอยู่เต็มโดมไปหมดเป็เวลาเดียวกันกับที่ท่านเนียเรสะโออกมาว่า “ต้านไม่ไหวแล้วนะ!”
โดมป้องกันแตกสลายสัตว์อสูรแห่งความตายเคลื่อนที่เขาหมายจะเฉือนร่างของท่านเนียเรสด้วยความรวดเร็วในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถหลบได้
ทว่าทุกอย่างอยู่ในการคาดเดาของข้าทั้งสิ้น
ข้าควบคุมเหล่านาโนแมนชีนผ่านกล้ามเนื้ออะไรซักอย่างที่ข้าไม่สามารถจะอธิบายได้นาโนแมนชีนทั้งหมดปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาลทำให้พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันการเป็โดมพลังงานสีเขียวรายล้อมร่างของสัตว์อสูรตนนั้นเอาไว้ข้าออกแรงบีบเพื่อตรึงไม่ให้มันดิ้น แต่ก็ไม่คิดว่าแค่นั้นจะโค่นศัตรูลงได้ ข้าส่งนาโนแมนชีนที่เหลือให้บินเข้าไปล้อมร่างของท่านเนียเรสเอาไว้ก่อนจะถ่ายโอนพลังเวทมนตร์ทั้งหมดที่พวกมันสร้างได้ไปให้นาง
ละอองแสงสีเขียวหลั่งไหลเข้าไปในตัวของเนียเรสข้าเห็นสีหน้าทึ่งๆของนาง เห็นว่าร่างของนางเรืองแสงสีเขียวสว่างวาบและรับรู้ได้ผ่านัับางอย่างว่านางกำลังแกร่งขึ้น
เนียเรสคว้าตราอัญเชิญที่เป็ผลึกสีแดงดูเหมือนกับอัญมณีขึ้นมาแววตาของนางเต็มไปด้วยความพิโรธ “แกจะต้องชดใช้! สำหรับทุกคนที่แกฆ่าไป!” นางบีบผลึกให้แตกสลายกลายเป็มวลพลังเวทมนตร์พุ่งขึ้นสู่้ามันไปชนเข้ากับเพดานวาดเป็วงเวทย์อัญเชิญสีแดงเพลิงข้าเคลื่อนร่างออกห่างจากจุดนั้นด้วยการลอยออกมานิ่งๆอาเธอร์และท่านเนียเรสเองก็ะโถอยห่าง
ห้องทั้งห้องสั่นะเืความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้น้ำแข็งบางสั่งละลายมนุษย์หมาป่าแห่งความเร็วนั่นเริ่มกระสามารถแหวกฝ่าม่านนาโนชิบออกมาได้และใกล้จะเป็อิสระในที่สุดทว่าทันใดนั้นโซ่ตรวนสีแดงก็พุ่งออกมาจากวงเวทย์รัดร่างของมันเอาไว้อีกทีหนึ่งสัตว์อสูรตนนั้นกรีดร้องโหยหวญข้าเห็นว่าร่างกายส่วนที่โดนโซ่รัดมีรอยไหม้และควันสีดำลอยขโมงโซ่เหล็กเ่าั้เป็สีแดงและด้วยความร้อนของมันก็ที่แตะต้องเข้ากับความเย็นในห้องนี้ก็ทำให้ไอน้ำละเหยกลายเป็ม่านหมอกหนา
ใจกลางวงเวทย์ข้าเห็นสัตว์อสูรที่มีรูปร่างเหมือนปีศาจไฟนรกโผล่ส่วนครึ่งตัวบนออกมามันจับโซ่เหล็กร้อนนั่นด้วยฝ่ามือที่ลุกเป็เปลวไฟรอยยิ้มปีศาจร้ายฉีกออกมาบนใบหน้าของมันมันค่อยๆสาวโซ่ลากมนุษย์หมาป่าตนนั้นเข้ามาใกล้ร่างของตนเองเรื่อยๆอย่างใจเย็นมนุษย์หมาป่าพยายามดีดดิ้นเอาชีวิตรอดแต่ก็ไม่อาจจะหนีจากการมัดตรึงอันเด็ดขาดนั่นได้
แล้วมันก็ถูกลากขึ้นไปในวงเวทย์เหนือเพดานทั้งอย่างนั้นสิ่งมีชีวิตที่มีจุดเด่นด้านความเร็วล้วนพ่ายแพ้ให้แก่การมัดตรึงและการหยุดชะงักท่านเนียเรสแสดงให้พวกเราได้เห็นว่าไพ่ตายของนางที่ใช้ความได้เปรียบในข้อนั้นเรียบง่ายและทรงพลังมากเพียงใดแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าทึ่งมากเท่ากับสิ่งที่ชุดเกราะเวทมนตร์ของอาเธอร์สามารถทำได้
“อึก!” จู่ๆข้าก็รู้สึกเหมือนสมองบีบรัดตัวอย่างรุนแรงอาการปวดทำให้ข้าไม่สามารถแม้แต่จะร้องออกมาได้ดังกว่านั้น ข้าน้ำลายฟูมปากสติหลุดลอย แล้วทุกอย่างก็มืดดับไปแทบจะในทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป