เช้าวันรุ่งขึ้นสือไท่ออกจากบ้านไปพร้อมกับเว่ยหนิงและพ่อครัวทั้งสาม พ่อครัวทั้งสามคนของเขาแต่งกายไม่ปราณีตเช่นวันวานนักพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสบายตัวและดูกระฉับกระเฉงเป็อย่างมาก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเตรียมความพร้อมมาอย่างดิบดีเลยทีเดียว
"พวกท่านมาทำไมหรือเ้าคะ"
หลี่หลิวที่พาเ้าแดงเ้าดำมาเดินเล่นรอบบ้านถามขึ้น เมื่อพบว่าสือไท่และพ่อครัวมาที่บ้านของนางั้แ่แสงแดดยังไม่แยงตา
"ข้ามาช่วยเ้าทำแปลงผัก เพราะเมื่อวานนี้ข้าไม่ได้มาช่วยเลยอยากจะใช้โอกาสในวันนี้เพื่อทำทดแทน"
สือไท่กล่าวพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้างดงามดั่งแสงอรุณยามเช้าที่สดใส
"ส่วนพวกข้าเพียงตามนายน้อยมาช่วยทำงานขอรับ"
พ่อครัววัยสามสิบปีนามจิ้นเล่อกล่าวตอบไปเมื่อเห็นแม่นางน้อยมองมาทางตน
จิ้นเล่อและผู้ช่วยทั้งสองของเขาตื่นั้แ่ยามอิ๋น เพื่อที่จะทำครัวที่บ้านนายท่านของตนให้เสร็จ ก่อนที่จะรีบเร่งแต่งตัวติดสอยห้อยตามนายน้อยมาอย่างทุลักทุเล
"ข้าไม่ได้บอกพวกท่านไปแล้วหรือ ว่าข้ามีผู้ช่วยครบแล้ว"
หลี่หลิวรู้ทันทีว่าพวกเขามาด้วยจุดประสงค์อันใดจึงพูดตัดบทไป แค่สือไท่ที่คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป นี่ก็ถือว่ารบกวนเวลาความสงบสุขของนางมากพอแล้ว นี่ยังพาพ่อครัวมาละลานนางเพิ่มอีกนางจะทนได้เช่นไร
"พวกข้าแค่อยากมาเรียนรู้การปรุงอาหารของแม่นางน้อยหน่ะขอรับ"
"ข้าจะไม่สอนใครทั้งนั้น และไม่คิดจะเผยแพร่ขั้นตอนการทำให้กับผู้ใด สิ่งนี้ถือเป็สิทธของข้าและหากข้าอยากเผยแพร่จริง เหตุใดข้าถึงไม่บอกวิธีทำให้พวกชาวบ้านไปด้วยเลยล่ะ ก็เพราะว่าสิ่งนี้เป็ทรัพสินทางปัญญาของข้า ข้าจะไม่บอกต่อใครทิ้งสิ้นถึงจะเป็ท่านข้าก็จะไม่บอกโดยเด็ดขาด"
หลี่หลิวมองไปที่สือไท่และเน้นคำลงท้ายอย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่จะทำให้ครอบครัวข้าได้ลืมตาอ้าปากเหตุใดข้าต้องมาคอยสอนพวกท่านถึงขั้นตอนวิธีการทำมาหารกินของข้าด้วยเล่า
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นสือไท่จึงคิดได้ ว่านางใช้ความรู้ทางอาหารเพื่อหากินเลี้ยงชีพ ดังนั้นการมาขอเรียนรู้จากนางจึงอาจเป็สิ่งที่ไม่ควรอย่างมาก มันเหมือนกับการมาคอยจ้องจะแย่งสูตรอาหารจากนาง เช่นนั้นเขาจึงบอกให้เว่ยหนิงไปส่งคนครัวของเขากลับบ้านไปเสีย ข้าไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายความลับทางการค้าของนางได้ และตอนนี้นางกับข้าก็เป็เพียงเพื่อนบ้านกันเพียงเท่านั้น หากข้ายังวุ่นวายกับนางมากกว่านี้ไม่แน่ว่าเพื่อนบ้านก็อาจจะเป็ไม่ได้แล้ว
"ท่านไม่กลับไปด้วยรึ"
หลี่หลิวเห็นลงม้าวิ่งออกไปแล้วแต่สือไท่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงและจ้องมองมาที่นางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ข้าอยากอยู่ช่วยทำแปลงผักอย่างที่ข้าได้บอกไป"
"งั้นท่านก็ควรไปที่แปลงผักไม่ใช่มายืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนี้"
หลี่หลิวจูงเ้าดำเ้าแดงที่ส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจในคำพูดของผู้เป็นาย ทำให้เขาได้สติและรีบเดินจ้ำอ้าวไปที่แปลงผักด้านหลังบ้านของนางอย่างเขินอาย
ข้าบอกนางว่าจะมาช่วยงาน แต่ข้าก็มัวแต่ยืนดูใบหน้าน้อยๆที่น่ารักน่าซังของนางจนนางต้องทักท้วง คราหน้าข้าต้องให้ความสนใจไปที่งานมากกว่านี้หากข้ายังเป็เช่นนี้สักวันนางต้องเบื่อหน่ายข้าเป็แน่ ทั้งที่นางเคยบอกข้าแล้วว่านางยังไม่คิดเื่รักใคร่แท้ๆแต่ข้าก็ยังไม่หมดหวัง เพราะนางได้เอ่ยปากออกมาแล้วว่าหากข้ายังมั่นในรักมิผันแปรเมื่อนางโตขึ้นนางจะพิจารณาข้าเป็คนแรก ข้าต้องทำให้นางพึงพอใจในตัวข้ามากกว่านี้และไม่สร้างปัญหาให้นางได้ลำบากใจเช่นนี้อีก
"พวกเ้ากลับมาทำไมกันแล้วบุตรชายข้าเล่า"
สือหานตื่นแต่เช้าพบว่ารถม้าได้มาส่งพวกพ่อครัวจึงถามไถ่หาบุตรชาย
"นายน้อยให้พวกเรากลับมาก่อนขอรับ"
จิ้นเล่อหัวหน้าพ่อครัวของสกุลสือก้มหน้าก้มตาตอบอย่างหมดหนทาง
"ไหนเ้าบอกว่าอยากไปเรียนรู้ทักษะการทำอาหารกับแม่นางน้อยหลี่ เหตุใดถึงได้กลับมาเร็วเช่นนี้"
"แม่นางน้อยบอกว่านั่นเป็สูตรของนางและนางยังอยากใช้มันทำมาหากินและไม่อยากถ่ายทอดให้ใครในตอนนี้ขอรับ"
จิ้นเล่อที่เป็หัวหน้าพ่อครัวตอบด้วยใบหน้าระทม นั่นมันเป็สิ่งที่ต้องปฎิบัติตามอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่ควรไปลอกเลียนสูตรของผู้อื่นมาใช้ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตเขาจึงทำได้แค่ทำใจเพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่าสูตรอาหารของแม่นางจะดูราบเรียบแต่ก็อร่อยอย่างลงตัวเช่นนั้นข้าจะตั้งมั่นฝึกรสมือของข้าให้เก่งกาจขึ้นให้ได้ จิ้นเล่อได้จุดประกายไฟในตัวของเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
"เป็เช่นนั้น?"
"ขอรับ"
"ในเมื่อเ้ากลับมาแล้วงั้นเ้าก็ไปเตรียมมื้ออาหารมาให้ข้ากับภรรยาได้แล้ว"
สือหานมองไปที่พ่อครัวแล้วถอนหายใจ มันจริงที่ว่าสูตรอาหารนั่นใช้ทำมาหากิน แต่นางจะไม่เห็นแก่บุตรชายข้าสักหน่อยเลยหรือ
่สายสือไท่กลับบ้านมาพร้อมกับอาหารจำนวนหนึ่ง ที่หลี่หลิวบอกว่าให้ห่อไปฝากคนที่บ้านท่านบ้างพวกเขาจะได้ไม่จ้องคอยจะมาแย่งสูตรอาหารของนางอีก
"ลูกแม่เ้าถือตระกร้าอันใดมาด้วยหรือ"
สืออิงถามบุตรชายที่เสื้อผ้ามอมแมมอย่างสนใจ มีเพียงตอนที่เขายังเป็เด็กเท่านั้นที่ยอมทำตัวสกปรกเช่นนี้ได้ นับว่าแม่นางน้อยมีความสามารถจริงๆ
"หลี่หลิวแบ่งอาหารที่นางทำมาให้ขอรับ นางบอกว่านางไม่สามารถแบ่งปันสูตรอาหารให้ใครได้แต่นางก็ทำมาให้ทานได้ขอรับ"
สือไท่วางตระกร้าลงโต๊ะชาก่อนจะเรียกให้คนครัวเอาไปจัดจานเพื่อเตรียมเป็มื้อเที่ยง
"แล้ววันนี้เ้าไม่ไปอยู่ช่วยนางอีกงั้นหรือ"
เมื่อสือหานรู้ว่านางยังพอมีกาลเทศะอยู่บ้างจึงค่อยโล่งใจ ข้าก็แอบคิดว่านางช่างไร้น้ำใจเสียอีก แต่วันนี้บุตรชายของเขากลับมาเร็วเกินกว่าเหตุหรือไม่ จึงถามเขาเพื่อให้คลายความสงสัย
"ไม่ขอรับ นางบอกข้าว่าหากอยากมาช่วยก็ให้ข้ามาช่วยแค่รดน้ำพรวดดินก็เพียงพอ อีกอย่างนางบอกกับข้าว่าอยากให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ออกกำลังกาย่เช้าอย่างเต็มที่จะได้มีกำลังวังชา จึงบออกให้ข้าพักอยู่บ้านก่อนสักระยะ"
สือหานยิ้มอ่อน ในที่สุดนางก็ปล่อยบุตรชายข้าให้มาใช้ชีวิตตามปกติเสียที สือหานเริ่มมีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าเล็กน้อย ก่อนหน้านี้วันทั้งวันเขาเอาแต่อุดอู้อยู่กับแม่นางน้อยจนแทบจะลืมหน้าพ่อใหญ่อย่างข้าไปเสียแล้ว ดีที่นางรู้จักพูดกล่าวให้เขาอยู่บ้านทำงานเสียบ้างไม่เช่นนั้นบุตรชายข้าคงไม่กลับมานั่งในบ้านให้ข้าได้เห็นเช่นนี้
"แล้ว่นี้เ้าอยากทำอันใดงั้นหรือ"
สือหานถามบุตรชายตน เมื่อเขาอยู่บ้านเขาควรจะได้เวลาเริ่มอ่านบทเรียนสมุนไพรได้แล้ว สือหานมองหน้าบุตรชายแวบหนึ่งก่อนจะหันไปหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
"ข้าขอคิดอีกหน่อยขอรับ อันที่จริงแล้วข้าก็อยากเปิดร้านสมุนไพรเป็ของตัวเองเช่นกันขอรับ"
สือไท่ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรพื้นฐานอยู่บ้างคงทำได้แค่สืบทอดสิ่งนี้สืบไป จึงบอกความคิดของตนให้กับผู้เป็พ่อใหญ่
"ดี ดี เป็ความคิดที่ดี หากเ้าสร้างรากฐานเสียแต่ตอนนี้ อีกไม่นานเ้าต้องประสบความสำเร็จเป็แน่"
สือหานวางแก้วชาในมือก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วดึงมือบุตรชายไปศึกษาตำราสมุนไพรต่างๆในห้องหนังสืออย่างตื่นเต้นจนลืมไปว่าเขานั้นยังไม่ทันได้ล้างเนื้อตัว การที่ได้เจอกับแม่นางน้อยก็ถือว่าไม่เลวมันทำให้บุตรชายของข้าอยากเปิดร้านสมุนไพรเพิ่มขึ้น หากเป็เช่นนั้นอีกไม่นานเขาก็จะสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนได้
วันก่อนท่านหมอได้มาตรวจร่างกายให้ข้าและภรรยา ่นี้เป็โอกาสที่ดีที่จะมีบุตรเช่นนั้นแล้วหากสือไท่รีบสร้างรากฐานของตนเองได้จะยิ่งส่งเสริมให้ครอบครัวเรามีความมั่นคงทางการเงินมากยิ่งขึ้น และอีกอย่างข้าไม่รู้ว่าสือไท่ที่ได้เป็บุตรบุญธรรมจะรู้สึกเช่นไร หากว่าอยู่ดีดีเขาจะมีน้องเพิ่มขึ้นมาอีกคนสองคน ข้ารักเขาเช่นบุตรจริงๆของข้าและหากเขาต้องมาดูแลกิจการใน่ที่ข้ากับภรรยามัวแต่ยุ่งกับการดูแลบุตรคนน้องของเขา เขาจะต้องก้าวข้ามความขี้เล่นของเขาและหมั่นศึกษาหาความรู้ให้มากกว่านี้ และเขาต้องฝึกดูแลคนหมู่มากให้อยู่ในโอวาทให้ได้ด้วยตนเอง
มันคงถึงเวลาแล้วที่เขาควรได้เรียนรู้การเป็ผู้นำจากร้านยาของพ่อแท้ๆของเขาเสียที ข้าคอยอุ้มชูเขามานานมากแล้วและข้าจะพาเขาไปถึงฝั่งให้ได้ก่อนที่ข้าจะหมดไฟไปมากกว่านี้
จากวันนั้นสือไท่ก็ค่อยๆเงียบหายไปจากสกุลหลี่ จะมีก็เพียง่เช้าตรู่ที่เขาจะมาช่วยรดน้ำผักบ้างเป็บางวัน เขาบอกหลี่หลิวว่าต่อไปเขาจะไม่ว่างเช่นเดิมอีกแล้วเพราะเขาจะเข้าไปดูแลกิจการทางบ้านอย่างเต็มตัว เพื่อที่จะได้ขยายร้านสมุนไพรให้ใหญ่ขึ้นในภายหน้า หลี่หลิวตอบไปว่าหากท่านทำได้สำเร็จมันจะดีต่อท่านและครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน และนางยังอวยพรให้เขาประสบความสำเร็จอีกด้วย
สือไท่ที่ไม่เคยคิดที่จะขยายกิจการหรือเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรเลย ก่อนหน้านี้เขามีความรู้เพียงผิวเผิน มาบัดนี้ได้แต่ตั้งมั่นที่จะเรียนรู้ค้นคว้าสมุนไพรอย่างจริงจัง เพื่อหวังว่าในภายหน้าเขาจะสามารถดูแลแม่นางน้อยให้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้อย่างที่นางปรารถนาได้ ดังนั้น่เวลาส่วนใหญ่เขาจะไปที่ร้านสมุนไพรเพื่อดูว่าสมุนไพรตัวไหนทำอะไรได้บ้าง และสมุนไพรตัวไหนที่มีสรรพคุณทดแทนกันได้แถมต้องมานั่งอ่านตำราสมุนไพรอีกมากเพื่อศึกษาให้เข้าใจ
สองสามวันต่อมาสือไท่ได้ไปช่วยหลี่หลิวและครอบครัวของนางรดน้ำผัก หลี่หลิวสอบถามสมุนไพรและตัวยาที่ช่วยเพิ่มความจำกับสือไท่แต่สือไท่ได้แต่ยิ้มอายๆ เพราะเขาก็ไม่สามารถตอบนางได้อย่างเต็มปากว่าเป็สมุนไพรชนิดใด เขาได้บอกกับนางไปว่าเขาจะกลับไปเรียนรู้สมุนไพรให้มากขึ้น เผื่อว่าในครั้งต่อไปหากนางถามอะไรเขาจะได้ตอบได้อย่างทันถ่วงถี่ หลี่หลิวยิ้มอ่อนให้เขาไปทีนึงทำให้เขามีกำลังใจในการเรียนรู้มากขึ้น
นี่ก็ผ่านมาเกือบสัปดาห์กว่าแล้วที่นางได้มาอยู่ที่เขตนอกของเมืองหลวง ร้านนั่งกินของนางก็ได้รับความนิยมเป็อย่างมากส่วนท่านพ่อก็ได้เงินเป็กอบเป็กำนางจึงเริ่มวางแผนการเดินทางคร่าวๆไว้ว่าจะปิดร้านอาหารสักสัปดาห์แต่พอนึกถึงค่าเงินที่ต้องเสียไปนางก็ตัดใจทิ้งมันไม่ลง จึงปรึกษากับพี่ใหญ่ว่านางจะไปที่ทะเลเพื่อหาหอยนางรมมาทำเป็ซอส ซึ่งพี่ใหญ่เองก็เห็นพ้องต้องกันกับนางว่านั่นเป็ความคิดที่ไม่เลวหากนางปิดร้านอาหารที่พึ่งเปิดไปอาจทำให้เสียลูกค้าที่มาประจำเอาได้ พี่ใหญ่จึงอาสาจะอยู่ดูแลร้านและคอยเป็หูเป็ตาให้กับนาง
หลี่หลิวจึงไปบอกกล่าวให้ท่านพ่อกับท่านแม่ได้รับรู้ แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยที่จะให้บุตรสาวกับลูกคนเล็กไปกับป๋ายรุ่ยฉีเพียงลำพัง จึงบากหน้าไปพบผู้นำชุมชนขอให้เขาร่วมทางไปกับบุตรสาวนางอีกคนเพราะห่วงความปลอดภัยของนางและลูกคนเล็ก ป๋ายเคอรับปากเขาไปเพราะค่าเดินทางทั้งหมดหลี่หงอาสาออกมันทั้งหมดรวมทั้งค่าที่พักค้างแรมหนึ่งคืน นั่นทำให้ป๋ายฮ่าวเยว่ยิ้มจนปากแทบจะฉีกเมื่อรู้ว่าบ้านหลี่ให้ความไว้วางใจครอบครัวของนางถึงเพียงนี้
"ลูกพ่ออากาศมันค่อนข้างจะเริ่มเย็นเ้าต้องสวมใส่เสื้อคลุมตัวนี้ไปด้วยพ่อตั้งใจไปซื้อมาไว้ให้เ้าและน้องเล็กของเ้าโดยเฉพาะ เ้าต้องระวังตัวให้มากถึงพ่อจะไว้ใจเ้าดำเ้าแดงแต่พ่อก็ยังคงห่วงใยว่าการเดินทางของเ้าจะราบรื่นดีหรือไม่ พ่อว่าเ้าชวนสือไท่"
"ท่านพ่อ ทุกคนล้วนมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน ท่านจะทำให้นายน้อยสือเสียเวลาเรียนรู้สมุนไพรมาเพื่อเื่งานของข้าไม่ได้หรอกนะเ้าคะ อีกอย่างในอนาคตข้าอาจไปมาระหว่างเทียนจวินอยู่บ่อยครั้งหากข้าไม่เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองแล้วท่านว่าข้าจะต้องคอยขอความช่วยเหลืออยู่ร่ำไปหรือเ้าคะ"
ไม่ทันที่หลี่หงจะเอ่ยปากพูดขึ้น หลี่หลิวพูดตัดบทของบิดานางไปโดยที หากนางต้องคอยพึ่งพาคนอื่นโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำอันใดเลย มันจะกลายเป็ว่านางคอยแต่อ้าแขนรับความช่วยเหลือจนเวลาผ่านไปหากคนที่คอยช่วยเหลือไปช่วยนางแล้ว นางอาจต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกครานางจึงตัดสินใจที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง
"ก็ได้ๆในเมื่อเ้าตัดสินใจแล้วข้ารู้ว่าพ่อผู้นี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจเ้าได้ แต่พ่อได้ไปวานท่านผู้นำและภรรยาของเขาให้ไปเป็เพื่อนเ้าแล้วล่ะ"
หลี่หลิวคลี่ยิ้มให้ผู้เป็พ่อที่เริ่มมีแผนการขึ้นมาอย่างพอใจ หากเป็เมื่อก่อนท่านพ่อคงถามข้าก่อนแล้วว่าควรจะทำเช่นไร ตอนนี้ดูเหมือนว่าท่านพ่อมีความเป็ผู้นำมากขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
"ดีเ้าค่ะเ้าเล็กของพวกเราจะได้ไม่เหงาปากมากจนเกินไป"
นางตอบรับท่านพ่อของนางอย่างเต็มใจ
วันถัดมาหลี่หลิวและหลี่เฉินผู้เป็น้องชายพากันเตรียมข้าวของั้แ่เช้าตรู่ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง และพวกหม้อชามถูกวางใส่ตระกร้าสานจนเต็มหนึ่งตระกร้า ส่วนรถม้าถูต่อเติมให้มีหลังคาสูงทั้งยังใส่ม้านั่งตัวยาวยึดติดอย่างดิบดีเพื่อไม่ให้มันขยับเขาใช้ค้อนตอกตะปูยึดมันไว้ รถลากถูกแบ่งออกเป็สองส่วนส่วนหน้าเอาไว้นั่งสำหรับหกคนและใช้ไม้กั้นรั้วสำหรับใส่ของด้านหลัง ด้วยความยาวของม้านั่งประมาณหนึ่งวาทำให้นางนั่งนอนได้อย่างสะดวกมากขึ้น
สักพักผู้นำชุมชนกับครอบครัวมามาถึงบ้านหลี่่ตะวันเริ่มสาดแสง พวกเขาเอาสัมภาระยกใส่ตระกร้าที่ยกสูงจากพื้นรถและผูกมัดเอาไว้ด้านข้างของรถลาก ซึ่งหลี่หลิวบอกผู้เป็พ่อให้สานมัดไว้เพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเปอะะเปื้อนกับของอย่างอื่น แถมบนรถยังมีตุ่มน้ำขนาดกลางใส่น้ำไว้ครึ่งตุ่มไว้กินเพื่อแก้กระหายระหว่างทางอีกด้วย ข้าวของในการเดินทางถูกจัดเรียมไว้หมดแล้ว ก่อนหน้านี้หลี่หลิวได้ขอท่านพ่อมาเผื่อไว้สองตำลึงเงินเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จนางก็ออกเดินเดินโดยมีป๋ายรุ่ยฉีเป็ผู้ถือบังเหยียน
"ท่านพ่อข้าไปก่อนนะขอรับ"
หลี่เฉินโบกมือให้ผู้เป็บิดามารดาและพี่ใหญ่ นี่เป็การเดินทางครั้งแรกของหลี่เฉินที่ต้องไปโดยการไม่มีท่านพ่อและท่านแม่ไปด้วย แต่เมื่อหลี่หลิวอยู่ด้วยกับเขาก็ทำให้ผู้เป็พ่อวางใจได้อย่างน่าอัศจรรย์
"ระวังตัวด้วยนะ เ้าต้องเชื่อฟังพี่รองของเ้าด้วยล่ะ"
หลี่จงมองน้องรักทั้งสองของเขาอย่างอาลัยอาวรณ์เมื่อรถม้าเริ่มวิ่งออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ
"ไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลพี่รองเองขอรับ"
เ้าเล็กเอามือป้องปากตระโกนบอกพี่ใหญ่และพ่อแม่ จนป๋ายเคออดขำไม่ได้ เ้าตัวเล็กนี้หรือจะดูแลแม่นางน้อยไหวเขาขำเบาๆในลำคอ
"รีบไปกันเถอะเ้าค่ะหากไปถึงช้าจะร้อนเอา"
หลี่หลิวหันหลังกลับมาจากการมองหลังรถแล้วบอกให้ป๋ายรุ่ยฉีเร่งความเร็วเพราะนางไม่ค่อยชอบการที่นั่งรถนานๆแล้วก้นระบม ถึงจะเอาหมอนรองนั่งมาด้วยแต่เมื่อนั่งนานไปก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
รถม้าวิ่งออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปเทียนจวินด้วยความเร็ว เ้าม้าสองตัวที่ได้ออกมาวิ่งก็กระปรี้กระเปร่าซ่ะเหลือเกินทำให้การเดินทางมาถึงครึ่งค่อนทางก่อนเวลากำหนดไปมาก
กุบกับๆ
เ้าแดงเ้าดำเห็นทางที่ไม่คุ้นเคยทว่ามีหลุมลูกรังอยู่พวกมันก็จะชะลอความเร็วลงโดยที่ไม่ให้ป๋ายรุ่ยฉีต้องออกคำสั่ง ป๋ายรุ่ยฉีแทบอยากจะปล่อยบังเหยียนแล้วให้พวกมันได้วิ่งเองอย่างอิสระ เพราะเขาไม่ได้บังคับพวกมันเลยแม้แต่น้อยชั่งเป็ม้าที่รู้ความอะไรเช่นนี้ เมื่อทางโล่งไม่มีหลุมขุขะพวกมันก็เร่งความเร็วกลับมาเองจนเขาแอบมองไปที่ท่านพ่อของตนอยู่บ่อยครั้งแล้วอยากบอกท่านว่าม้าสองตัวนี้แสนรู้ซ่ะเหลือเกิน
"นี่ก็ใกล้เที่ยงวันแล้วเราหยุดพักโรงเตี๊ยมกันสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ"
หลี่หลิวเอ่ยปากขึ้นเพราะนางอยากยืดแข่งยืดขาเต็มทนแล้ว หากได้เดินเล่นสักหน่อยคงจะดีเอามากๆ
"ได้ อีกไม่นานก็จะถึงเทียนจวินแล้วล่ะ ม้าของพวกเ้านี่วิ่งเร็วดีจริงๆ"
ป๋ายเคอยิ้มน้อยๆก่อนจะบอกให้บุตรชายตนหาที่พักด้านหน้าเพื่อพักระหว่างทางเสียก่อน
ฮี่ๆๆๆๆ
ม้าสองตัวถูกดึงเบาๆเป็สัญญาณให้พวกมันชะลอความเร็วลงไม่ช้ารถม้าก็หยุดลงหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีบริกรมารับม้าไปผูกด้านหลังร้านก่อนที่พวกเขาจะไปนั่งในร้านสั่งอาหารมากินจนอิ่มพักสักหน่อยแล้วค่อยมุ่งหน้าไปเมืองเทียนจวินเพื่อไปริมชายทะเล