เจินจูยิ้มเผล่รอให้ฉันเสนอเื่ทำชานมไข่มุกให้ไห่หลัวฟังแต่ฉันกลับพูดไม่ออกนี่เขากำลังขอให้เสวี่ยไช่กลายเป็เครื่องทำน้ำแข็งเดินได้เหรอ?!
แต่แค่ไม่กี่แก้วเอง...คงไม่เดือดร้อนเธอหรอกมั้ง?
“เอ้อ ใช่เมื่อตอนกลางวันข้าพูดคุยกับเว่ยเซียนเซิง...”ฉันเหลือบมองหน้าช่างตัดเสื้อก็เห็นว่าเขายิ้มละไม เลยมีความกล้าจะพูดต่อ “มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงที่บ้านเกิดของข้าเรียกว่าชานมไข่มุก มันเป็การเอาชาผสมกับนมและใส่แป้งต้มกับน้ำตาลลงไป”
“อ้อ” ลู่ฝู่พยักหน้า ท่าทางสนใจ“ชากับนมอย่างนั้นหรือ...ข้าพเ้าเคยได้ยินเื่ชาเนยซึ่งเป็เครื่องดื่มดั้งเดิมของทางตะวันตกมาบ้างแต่ชากับนมสดฟังดูน่าสนใจ แล้วแป้งต้ม...”
“เป็แป้งเอาไปนวดกับน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวหอมๆจากนั้นต้มให้เหนียวหนึบกำลังดี เวลาดื่มพร้อมชาจะเคี้ยวเพลิน” ได้ทีฉันก็ขาย“ข้าอยากดื่มมาก เพียงแต่ยังขาดหลายอย่าง โดยเฉพาะนมสดกับน้ำแข็ง”
“น้ำแข็ง?” เสวี่ยไช่เลิกคิ้ว“เ้าใส่น้ำแข็งในเครื่องดื่ม?”
“เอ้อ...ใช่...”
“เราไม่เคยได้ยินผู้ใดใส่น้ำแข็งในเครื่องดื่มทำเช่นนั้นไม่ดีต่อสุขภาพร่างกาย กระทบหยินหยาง” เธอกล่าวเสียงดุจนฉันฝ่อ
“แต่มันอร่อยนี่นา...”
“...” สาวตาสีอ่อนถอนหายใจ“เราไม่คิดเข้าใจ แต่ถ้าเ้าคิดเช่นนั้นก็เป็เื่ของเ้า”
“ข้าอยากให้ทุกท่านลอง”
“แต่เราไม่รับประทานน้ำแข็ง”
“เอาแค่แช่เย็นก็ได้เอ้า!”ฉันง้อ “แค่ท่านจับแก้วสามวิก็เย็นแล้ว! ลองดูเดี๋ยวจะติดใจ!”
“...เสวี่ยไช่ทานของเย็นไม่ได้”ไห่หลัวพูดเสียงเรียบ ฉันเลยต้องคิดหนักเพราะมันท่าจะเกี่ยวกับสุขภาพของอีกฝ่ายด้วย
“ไม่เคยได้ยินชานมไข่มุกร้อน...แต่ทำไปทำมาอาจจะอร่อย...ถ้าเช่นนั้นท่านคงดื่มได้?”
“เราไม่รังเกียจการลองเครื่องดื่มของต่างแดน”เธอตอบ เท่านี้ก็ขายสำเร็จแล้วสินะ...?
“ทีนี้ก็เื่นม...” เจินจูเปรย
“พรุ่งนี้เราจะลองติดต่อผู้ที่ส่งนมสดเข้าไปให้พระสนมในวังหากแต่ไม่อาจรับประกัน...”
“ไม่ต้องเป็ห่วง เว่ยเกอเกอแค่นี้ท่านก็เป็ธุระให้พวกเรามากแล้ว”
“หากไม่มีเื่พูดแล้ว เราขอตัว”เสวี่ยไช่ลุกพรวด เจินจูเลยรีบเบรก
“เดี๋ยวก่อน ข้าพเ้ายังไม่ได้สอบถามว่าเหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้ประจวบเหมาะราวกับคาดการณ์ล่วงหน้า”
เสวี่ยไช่มองเขาด้วยหางตาเธอลดตัวลงนั่งก่อนจะซดชาร้อนอึกใหญ่
“ท่านมีสุราหรือไม่?” เธอถามเ้าของบ้านเว่ยเชิงทังโบกมือให้ไปเอามา พอได้เหล้าแล้วเธอก็จัดการเทกรอกปากไม่สนคนอื่นเช็ดปากเรียบร้อยก็เล่า “เรามาที่นี่เพื่อสืบเื่ปู้ติง”
“...ปู้ติง?” เจินจูเลิกคิ้วทว่าจังหวะเดียวกัน ไห่หลัวที่ตีหน้านิ่งมาตลอดก็เบือนหน้าหนีดูเหมือนนี่จะเกี่ยวพันกับอะไรสักอย่างที่ทำให้สองคนนี้ทะเลาะกันอยู่แต่เจินจูกับคนอื่นๆ ไม่รู้เื่
“เราไม่จำเป็ต้องเล่า” เธอพูดเสียงแข็ง“เราสะกดรอยตามไหน่ถังและพรรคพวกมาจนถึงที่นี่และลอบสังเกตภายนอกเห็นพวกมันเริ่มต่อยตีกับพวกเ้าจึงเข้าช่วยเหลือไห่หลัวดูท่าจะไม่อาจเอาชนะด้วยตัวมันเองคนเดียว”
“...จริงอย่างที่ท่านว่า”ไห่หลัวพูดแบบไม่พยายามรักษาหน้าตัวเอง ฝ่ายหญิงหัวเราะขึ้นจมูก
“เ้าอ่อนแอลง”
“...” ไห่หลัวไม่เถียง แต่พูดขึ้นว่า“ลู่ฝู่ ท่านทราบหรือไม่ว่าเจ๋อผีได้พิษจากที่ใด?”
แต่ก่อนเขาเรียกว่าพี่ตอนนี้เรียกชื่อกันห้วนๆ เลยเหรอ?
คนโดนถามกอดอกเมื่อนึกถึงผู้ร้ายรายก่อนหน้าที่จับเข้าซังเตไป
“ยังไม่ทราบชัด แต่ผู้จำหน่ายพิษโลหิตน้ำเงินมีเพียงสองรายเห็นทีจะเป็หนึ่งในนั้น”
“หนึ่งในนั้นที่ท่านคิดถึงคืออี้ฉุน”
“ถูกอย่างที่ท่านกล่าวเพราะมันยินยอมขายพิษให้ผู้อื่นโดยง่าย อีกทั้งราคายังถูกกว่า แต่ยังจัดว่าแพง”ชายสูงวัยกว่าแตะคาง “ทำไมรึ? หรือท่านมีเบาะแสมากกว่านี้?”
“ข้าพเ้าคาดเดาว่ามันวางยาข้าพเ้าก่อนหน้านี้สองสามปีมีครั้งหนึ่งข้าพเ้าล้มป่วยเป็โรคหวัดคนครัวนำน้ำผึ้งมาให้ข้าพเ้ารับประทาน... เมื่อไม่หายสักทีก็เปลี่ยนตำรับยาเมื่อนั้นจึงค่อยทุเลา” เขาเม้มปากทีหนึ่ง“ข้าพเ้ามาทราบภายหลังว่าน้ำผึ้งนั้นเป็เจ๋อผีจัดหามา”
“...เคยได้ยินข่าวลืออยู่ว่าอี้ฉุนเพาะเลี้ยงผึ้งกลางสวนดอกไม้พิษ...ทว่าพิษไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิตเว้นเสียแต่ได้รับเป็ปริมาณมากหรือได้รับต่อเนื่องเป็เวลานาน”ลู่ฝู่เคี้ยวฟันเมื่อปะติดปะต่อเื่ราวได้ “คาดไม่ถึงจริงๆเห็นทีข้าพเ้ามีคดีใหม่ให้ขุดคุ้ย”
“ข้าพเ้าเพิ่งมานึกเฉลียวใจเมื่อไม่นานมานี้น้ำผึ้งขวดนั้น เมื่อข้าพเ้าเลิกรับประทานก็เป็น้องสาวของข้าพเ้านำไปแบ่งกันหนึ่งในนั้นล้มป่วยไปพักใหญ่ไม่ทราบว่าร่างกายพวกเราพี่น้องถูกทำลายไปมากเพียงไรั้แ่ตอนนั้น”
“ตัวบัดซบ โสโครกต่ำทราม...” ลู่ฝู่กล่าวเสียงต่ำฉันขนลุก คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆตอนแรกนึกว่าไห่เจ๋อผีเป็แค่ผู้ชายขี้หลีมีเมียไปทั่ว เป็ยังไงล่ะ...วางแผนฆ่าน้องชายน้องสาวมาตั้งนาน คนเราจะรู้สึกกลัวขนาดไหนถ้ารู้ตัวว่ามีคนในครอบครัวคิดฆ่าเราอยู่?
มองหน้าเจินจูก็เห็นว่าเขายกถ้วยชาค้างอยู่ที่ปากมานานทั้งที่น่าจะดื่มหมดแล้วดวงตาหรุบต่ำเหมือนคิดไม่ตกฉันรู้สึกคาใจนิดหน่อยแต่สภาพแบบนี้ถามไปคงไม่ได้เื่
“...”เสวี่ยไช่ซดเหล้าไม่พูดอะไรครู่ใหญ่ก่อนจะกลับเข้าเื่ “เอาเถอะเราคิดสังเกตการณ์ที่นี่สักพักเผื่อพวกของปู้ติงจะย้อนกลับมา”
“เป้าหมายของพวกมันคือข้าพเ้า”เจินจูพูดขึ้นและวางถ้วยชาลงในที่สุด เขาหมุนมันไปมาด้วยปลายนิ้ว“ปู้ติง้าม้วนภาพที่ข้าพเ้าอยู่ข้าพเ้ายื่นของปลอมให้มันไปม้วนหนึ่ง ตีความได้สองทางคือประการแรกมันคิดว่าข้าพเ้ามีเพียงภาพปลอมหลอกเด็กและปล่อยข้าพเ้าไป หรือสองมันคิดว่าข้าพเ้าจงใจให้ของปลอมและจะย้อนมาทวงถามของจริงข้าพเ้าคาดหวังให้เป็อย่างแรก หากแต่เสวี่ยกูเหนียงคงคาดหวังให้เป็อย่างหลัง”
“ถูก จะได้ตามหาตัวมันง่ายดาย” เธอกระแทกขวดเหล้าลงกับโต๊ะ“เราจะแช่แข็งมันแล้วแล่เนื้อมันออกมาทีละชิ้น โยนให้สุนัขรับประทาน”
“...จึ๋ย...”ฉันเขยิบไปใกล้เจินจูหาที่พึ่งพิง “กลัวแล้วค่ะ...”
“ท่านเล่า ไห่เซียนเซิง?ไม่กลับบ้านหรือ?” เจินจูเปลี่ยนเื่
“ข้าพเ้ายังไม่คิดกลับในเมื่อยังไม่ปลอดภัย”เขาตอบ “อีกอย่าง ท่านเรียกข้าพเ้าไห่หลัว ไม่จำเป็ต้องมากพิธี”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไห่หลัว”
ลู่ฝู่ถามเื่จิปาถะเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวันอีกสักหน่อยทุกคนก็แยกย้าย ทั้งที่ตอนแรกเว่ยเชิงทังจัดห้องแยกไว้สำหรับฉันกับเจินจูบัดนี้เด็กหนุ่มยืนกรานจะนอนห้องเดียวกันเพื่อความปลอดภัยซึ่งฉันก็ไม่กล้าขัดเพราะฉันไม่กล้านอนคนเดียวจริงๆ
“ฉันยังไม่เคยเฉียดตายขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต”ฉันพูดขณะพยายามสางสังกะตังที่ติดผมตอนอาบน้ำเจินจูเพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังพับเสื้อผ้าแบบลวกๆ พอไม่ให้ยับ
“พูดตามตรงประสบการณ์ตื่นเต้นชวนระทึกแบบนี้ มีน้อยยิ่งดี”
เราเงียบกันไปพักหนึ่งฉันตัดสินใจเอ่ยปากถามเื่ที่คาใจมาั้แ่ตอนกลางวันเป็เื่ที่คาใจที่สุดในหมู่เื่คาใจของฉัน
“...คนที่ใส่ส้นสูงบอกว่าที่จริงนายแซ่เซียง”
เจินจูหยุดมือที่กำลังพับผ้าและทิ้งตัวนั่งบนเตียง
“...หมอนั่นพูดถูก” เขานั่งก้มหน้าไม่สนน้ำที่หยดติ๋งๆ จากเส้นผมสีขาว “เราควรบอกท่านก่อนหรือ?”
“ฉันแค่สงสัยว่านายปิดบังแซ่ตัวเองทำไมไม่ได้จะกล่าวหาอะไรนะยังไงฉันไม่คาดหวังให้นายสาธยายประวัติตัวเองกับคนที่เพิ่งเห็นหน้าหรอก”
เขาหัวเราะสั้นๆ ก่อนจะตอบ
“ท่านคงจะพอทราบว่าพวกมันเรียกพี่น้องของเราว่าสี่ตัวประหลาดตระกูลเซียง”
“แล้วพวกนั้นประหลาดยังไง?”
“แข็งแกร่งจนน่ากลัว”เจินจูตอบแทบจะทันที “คู่ต่อสู้ที่เราพานพบมาทั้งหมด รวมถึงไหน่ถังด้วย...เราว่าไม่มีผู้ใดสู้สี่คนนั้นได้”
“แล้วนาย...”ฉันกำลังจะถามว่านั่นเป็เหตุผลถึงขนาดเปลี่ยนแซ่เลยหรือก็ฉุกคิดได้“...นายไม่อยากโดนเอาไปเหมารวมสินะ เดี๋ยวจะอันตรายเปล่าๆ”
“ท่านลืมไปอย่างหนึ่งว่าคนส่วนมากไม่ทราบว่าตระกูลเซียงแท้จริงมีบุตรห้าคน”
“อ๊ะ...”แปลว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเขาอยู่ด้วยถ้ารู้อยู่แล้วว่าสี่ตัวประหลาดตระกูลเซียงไม่มีคนชื่อเจินจูใครเลยจะเอาเขาไปรวมกับพวกนั้น คงแค่คิดว่าแซ่เหมือนกัน
ฉันเผลอจ้องเขาตาค้างเด็กหนุ่มแค่นยิ้มก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นมาช่วยฉันหวีผมท่าทางเขาบ่งบอกว่าเคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนแล้ว
“ขอบใจ...”
“เราบอกให้ท่านเชื่อใจเราแต่เราก็เคยโกหกท่าน” เจินจูสารภาพเสียงเรียบ มือยังหวีสังกะตังตรงปลายผมของฉัน“ความจริงเราทราบว่าเหตุใดเราจึงมีเส้นผมสีขาว... นั่นเพราะเราเป็บุตรนอกสมรสมารดาเราเป็ชนเผ่าจากูเาที่ใดสักแห่งซึ่งเราเองก็ยังสืบไม่ทราบถูกขายมาให้บิดาของเราหลังตบแต่งภรรยาคนแรกได้นานปี”
“เขาว่าถ้าพ่อแม่ผมดำลูกก็ผมดำไม่ใช่เหรอ?”
“เื่นั้นเราไม่ทราบจริง แต่เรามีผมสีขาวั้แ่กำเนิด”เขาถอนหายใจและดึงเส้นผมหลุดร่วงจากหวี จับห่อผ้าไว้เรียบร้อย “ในสายตาคนนอกเราไม่มีตัวตน ทว่านับเป็บุญมากโขที่บิดาเอ็นดูเห็นใจเรามารดาเราเคารพนบนอบภรรยาหลวงจึงไม่เคยมีปัญหากันออกจะได้รับความสงสารเห็นใจเสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าชีวิตเราสุขสบายดี”
“โล่งอกไป”
“เสียอย่างเดียวคือเราไม่ได้รับถ่ายทอดวิชาประจำตระกูลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยพลังในกายเราก็เรียกได้ว่าอ่อนแอกว่าพี่น้องแต่กำเนิดซึ่งเื่นั้นเราทำอะไรไม่ได้มาก”
“เดี๋ยวนะ นายเคยพูดว่าพ่อนายทำกิจการเขาเป็จอมยุทธ์ด้วยแล้วเป็นักธุรกิจด้วยเหรอ?”
“หลังแต่งงานแล้วก็เลิกห้าวพูดอย่างนั้นดีกว่า ตอนหนุ่มหาเื่เขาไปทั่ว ตอนแก่เลยทำธุรกิจเงียบๆเลยถือโอกาสเปิดบริษัทประกันไปด้วยเลย” เจินจูหัวเราะ “แต่ก็นั่นแหละเื่ราวชีวิตในภพนี้ของเรา”
เห็นเสวี่ยไช่สร้างเสาน้ำแข็งจากพื้นฉันชักสงสัยแล้วว่าที่เจินจูบอกว่าพี่น้องเขาแข็งแกร่งจนน่ากลัวจะมีพลังขนาดไหน
“แล้ว...วิชาประจำตระกูลเนี่ยทำอะไรได้บ้าง?”