เยี่ยนเจาเจายังไม่ทันคลี่กระดาษข้อความออกดูหนานหมิงเหอก็เข้าไปในห้องของผู้อาวุโสหยวนมู่แล้ว
ตอนเขาจากไป นัยน์ตาแฝงความหมายลึกซึ้ง เยี่ยนเจาเจาเดาได้ว่าเขาเขียนทุกอย่างที่ต้องการไว้บนกระดาษแผ่นนี้แล้ว
เยี่ยนเจาเจาคลี่กระดาษออกทันที กวาดตามองสองรอบนัยน์ตาก็กระจ่างขึ้นมาฉับพลัน
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...
นางขยำกระดาษแผ่นนั้นก่อนยัดเข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้ออดยิ้มออกมาจนลักยิ้มสองข้างปรากฏวับๆ แวมๆ ไม่ได้
หนานหมิงเหอใช้เวลาในการสอบนานเป็นพิเศษเยี่ยนเจาเจากับคนอื่นๆ ไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสหยวนมู่พูดคุยกับหนานหมิงเหอจึงกระสับกระส่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
คนอื่นร้อนใจว่าหนานหมิงเหอถูกเลือกแล้วหรือเปล่าแต่เยี่ยนเจาเจากลับกังวลว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะทำให้พี่ชายรองลำบากใจหรือไม่
หลังผ่านไปประมาณสองชั่วยามหนานหมิงเหอถึงออกมาขณะนี้เยี่ยนเจาเจาไปทานอาหารที่โรงครัวแล้ว และห่อซาลาเปาหลายลูกในกระดาษน้ำมันเก็บมันไว้ในอก ด้วยเกรงว่าซาลาเปาจะเย็น
หนานหมิงเหอเดินออกมา สีหน้าเรียบนิ่งเยี่ยนเจาเจามองแวบเดียวก็เข้าใจทันทีว่าหนานหมิงเหอมั่นใจอย่างยิ่งนางจึงถือซาลาเปา กระโดดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “พี่ชาย ทานซาลาเปาสิเจ้าคะ!”
ผ่านไปสองชั่วยาม หนานหมิงเหอก็หิวไส้กิ่วแล้วจริงๆ
เขาไม่คาดคิดว่าเยี่ยนเจาเจาจะเอาใจใส่เช่นนี้จึงอดยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าไม่ได้ แล้วลูบผมนางอย่างอ่อนโยน“เจาเจาช่างเอาใจใส่นัก”
เขาถือซาลาเปาแล้วกินด้วยท่วงท่าสง่างามนิ้วมือเรียวยาวข้อต่อชัดเจนยามหยิบซาลาเปา ไม่เหมือนใครเลย
เยี่ยนเจาเจานึกท่าทางตอนหยิบซาลาเปาของตนเอง แล้วหันมามองพี่ชายรองก็ทอดถอนใจว่าคนเราช่างแตกต่างกันเสียจริง
นางมองด้วยรอยยิ้มและรู้สึกเพียงว่าเด็กหนุ่มที่สูงกว่าตนไม่กี่ช่วงศีรษะนั้นกินซาลาเปาได้น่ารักยิ่งนัก
นักเรียนชายข้างๆ ก็หิวมากเช่นกัน ตอนหนานหมิงเหอยังไม่ออกมาพวกเขาไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไรเกรงว่าหนานหมิงเหอออกมาแล้วถึงตาของตนเอง พวกตนจะไม่อยู่ตรงนั้นจึงมิได้ออกไปทานข้าว
แรกเริ่มท้องยังไม่รู้สึกหิวนักแต่ชั่วขณะที่กลิ่นของซาลาเปาเนื้อโชยออกมา แทบจะทุกคนก็รู้สึกหิวทันที
มองหนานหมิงเหอกินซาลาเปา ใครบ้างจะไม่รู้สึกอิจฉาคิดในใจว่าเหตุใดตนถึงไม่มีน้องสาวแสนดีเช่นนี้บ้าง สามารถมาเรียนด้วยกันทั้งยังเอาซาลาเปาหลายลูกมาให้กินจนอิ่มตอนหิวด้วย
มีเด็กหนุ่มอายุยังน้อยหลายคนจ้องซาลาเปาเนื้อในมือเยี่ยนเจาเจาอย่างกระตือรือร้นดวงตาใช้คำว่ากระหายดุจพยัคฆ์ดุจหมาป่าบรรยายได้เลยทีเดียว
เยี่ยนเจาเจาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทำราวกับมองไม่เห็นสายตาพวกนั้น
บางทีหากเป็นคนมีใจปรองดอง ก็อาจคิดแบ่งซาลาเปาสักลูกสองลูกไปผูกมัดใจคนบ้างอย่างไรเสียเติมดอกลายบนดิ้นไหมในโลกมี ส่งถ่านกลางหิมะใครจะทำ [1] แม้การให้ซาลาเปาสองลูกตอนหิวจะเทียบส่งถ่านกลางหิมะไม่ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความรู้สึกดีๆได้แล้ว
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่ได้ต้องการความรู้สึกดีเหล่านี้
ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนเจาเจารู้ด้วยว่าปีนี้หนานหมิงเหออายุย่างเข้าสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้วกำลังเข้าสู่ช่วงวัยเจริญเติบโตพอดีซาลาเปาพวกนี้เพียงพอสำหรับพี่ชายรองของตนเท่านั้นนางเลยเกียจคร้านเกินกว่าจะใช้ซาลาเปามาเอาใจใคร
เยี่ยนเจาเจาขีดเส้นระหว่างคนกันเองกับคนอื่นชัดเจนนางดีต่อหนานหมิงเหอเป็นเรื่องสมควร แต่ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติดีกับผู้อื่นด้วยนี่แค่แนวทางการวางตัวพื้นฐานของเยี่ยนเจาเจา
นางเกลียดการกระทำที่ไม่ชัดเจนมาตลอดอวดอ้างว่าตนใจดีกับทุกคน จึงให้ความเมตตากับทุกคนรอบกาย จริงอยู่ที่เป็นคนดีไม่ใช่เรื่องผิดแต่ออกจะเสแสร้งเกินไปหน่อย
ใต้หล้านี้มักมีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อและห่างเหินคนที่เยี่ยนเจาเจารู้สึกใกล้ชิดที่สุดก็คือพี่ชายรองคนอื่นเทียบกับเขาไม่ได้แม้เพียงปลายนิ้วหากตนปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆถ้าอย่างนั้นพี่ชายรองจะแตกต่างกับคนอื่นๆ อย่างไรเล่า?
ขณะนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินไม่สะทกสะท้านเข้ามาเยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าเป็นสือโท่ว เพื่อนร่วมห้องของหนานหมิงเหอ
แต่นางไม่คุ้นเคยกับเด็กหนุ่มคนนี้ และไม่มีแผนจะไปสนิทด้วยจึงเพียงพยักหน้าทักทาย
กลิ่นหอมของซาลาเปาเนื้อโชยจางๆ จนทุกคนตรงนั้นอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ส่วนใหญ่ทุกคนต่างเป็นบุตรหลานสกุลชนชั้นสูงอาหารชั้นเลิศหายากไฉนจะไม่เคยลิ้มลองเลยไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าเหตุการณ์เช่นวันนี้จะเกิดขึ้น!
ทุกคนรู้สึกเหมือนมีหลุมดำอยู่ในท้อง กลิ่นอบอวลของซาลาเปาเนื้อราวกับทรมานพวกเขาอย่างอ่อนโยนจนทนแทบไม่ไหว
ขณะนั้นพลันมีอีกกลิ่นโชยออกมาจากข้างนอกตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่ชายและสหายทั้งหลาย พวกท่านรออยู่ตรงนี้มานานเกรงว่าคงจะหิวกันแล้วเมื่อครู่ข้าไปทานข้าวมาจึงขอให้หัวหน้าพ่อครัวเหลือซาลาเปาไว้มากหน่อยตอนนี้เลยนำมาให้พี่ชายและสหายทั้งหลายได้พอดี พี่ๆ น้องๆล้วนเหน็ดเหนื่อยเพื่อเล่าเรียน อย่าทนหิวโหยเลย”
ไม่ทำให้คนผิดหวังจริงๆ
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาฟังออกว่าเป็นไป๋ฝูฉวีที่ไปแล้วกลับมาอีกรอบ
เฉินเหลียนเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายนางราวกับลูกสมุนไม่รู้ว่าหายไปไหน ช่วงเอาหน้ายกฐานะให้ตนเอง ไป๋ฝูฉวีกลับทิ้ง “พี่น้องแสนดี”ของตนเอง เห็นชัดว่าเป็น “พี่หญิงน้องหญิงรักกันลึกซึ้ง” ชั้นยอดจริงๆ
ไป๋ฝูฉวีร่างเล็กถือกล่องใส่อาหารว่างสองกล่องเตรียมมาพร้อมดังคาดจริงๆ
นางรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ชอบตนเอง คราวนี้เลยไม่มายุ่งกับเยี่ยนเจาเจาก่อนแล้วมองข้ามเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอสองคนไปเพียงหลุดท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องยามเห็นว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ได้เตรียมอาหารให้คนอื่นเท่านั้น
เยี่ยนเจาเจาส่ายศีรษะในใจแต่ไป๋ฝูฉวีกลับกอดกล่องอาหารว่างของตน เดินตรงไปเปิดตรงหน้านักเรียนชายที่เหลือทีละคน
ทุกคนเพิ่งโดนกลิ่นหอมของซาลาเปาเนื้อของเยี่ยนเจาเจาจู่โจมยามนี้ทนแทบไม่ไหวแล้ว เห็นไป๋ฝูฉวีจึงราวกับเห็นแม่พระมาโปรด ในดวงตาปรากฏความซาบซึ้ง
กอปรกับวันนี้ไป๋ฝูฉวีแต่งกายงดงามบริสุทธิ์อาภรณ์สีขาวสะอาดขับให้นางดูดีเป็นพิเศษ ราวกับดอกบัวพ้นน้ำไร้สิ่งเจือปน ใบหน้าเล็กแดงก่ำบนปลายจมูกยังมีหยาดเหงื่อพร่างพราวภายใต้แสงสะท้อนของดวงอาทิตย์
ความอยาก ความใคร่ เป็นสันดานเดิมของมนุษย์
เด็กหนุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มเติบโตยังไม่รู้ประสีประสา อดีตอยู่ในจวนก็โดนปกป้องมาอย่างดีไม่เคยสัมผัสสตรีงดงามเย้ายวนมาก่อน มาพบไป๋ฝูฉวีในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมตกตะลึงในความงดงาม
ความรู้สึกมากมายมักแอบก่อตัวขึ้นจากสถานการณ์เช่นนี้เยี่ยนเจาเจามองด้วยสายตาเย็นชา รู้ดีว่าน่าจะเป็นจุดมุ่งหมายของไป๋ฝูฉวี
แน่นอนว่าต้องมีคนแอบเปรียบเทียบนักเรียนหญิงเพียงสองคนตรงนี้ในใจ
คนหนึ่งคือน้องหญิงที่สายตาและดวงใจมีเพียงพี่ชายของตนเองเยี่ยนเจาเจา ส่วนอีกคนเป็น “นางฟ้าเดินดิน” ผู้มีท่าทางสงบเป็นมิตรอ่อนโยนราวสายน้ำ ทั้งยังช่วยบรรเทาความหิวโหยของพวกเขา
คนผู้นี้ช่าง... ต่างคนต่างก็รู้สึกแตกต่างกันออกไป
ดูท่าไป๋ฝูฉวีจะถนัดใช้จุดแข็งของนางแย่งชิงผลประโยชน์สูงสุดให้กับตนเองเยี่ยนเจาเจามุมปากกระตุก
แต่นางไม่เคยคิดจะแข่งขันกับไปฝูฉวีด้านนี้ จึงแสร้งทำเป็นไม่เห็น
เยี่ยนเจาเจาไม่คิดว่าคุณค่าของตนเองจะปรากฏขึ้นมาจากการได้รับความรู้สึกดีๆและคำชมเชยของผู้อื่น ทั้งไม่คิดว่าเสน่ห์ส่วนตัวของตนเองเกิดขึ้นจากความหลงใหลที่เหล่าเด็กหนุ่มมีต่อตนเอง
เสน่ห์ของสตรีไม่เพียงเป็นแรงดึงดูดบุรุษเพศเท่านั้นเยี่ยนเจาเจาจึงไม่แสดงท่าทีใดต่อการกระทำของไป๋ฝูฉวีในวันนี้
พอนึกถึงเนื้อหาที่ตนเพิ่งเห็นบนกระดาษข้อความเมื่อสักครู่ เยี่ยนเจาเจาก็อดรู้สึกสนใจไม่ได้
อีกมุมหนึ่ง สือโท่วเมินเฉยต่อความใจดีและเป็นมิตรของไป๋ฝูฉวีเขาสมดังนามของเขา อยู่ห่างไกลจากไป๋ฝูฉวี ไม่เหลือบมองนางแม้แต่น้อยแม้ไป๋ฝูฉวีจะเดินยิ้มแย้มเข้าไปมาเขาก็ไม่สนใจจะคุย ลุกขึ้นยืนเดินจากไปที่อื่นทันที
ไป๋ฝูฉวีท้อแท้เล็กน้อย แต่นอกจากเยี่ยนเจาเจาสองคนและสือโท่วคนอื่นๆ ตรงนี้ล้วนเป็นมิตรกับไป๋ฝูฉวีมากนางจึงรู้ตัวว่าไม่จำเป็นต้องเก็บสือโท่วที่สวมเสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆ มาใส่ใจ
รอจนเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องชายกินซาลาเปาเสร็จไป๋ฝูฉวีก็เก็บของอย่างเชื่องช้า เผยข้อมือขาวผ่องราวหิมะของตนเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับสวมกำไลเงินอัปลักษณ์สะดุดตาดูไม่เข้ากันยิ่งนัก
ทว่าไป๋ฝูฉวีพึงพอใจ ถือกล่องอาหารเดินชดช้อยจากไป
เยี่ยนเจาเจาค่อนข้างตั้งตารอว่าไป๋ฝูฉวีจะก่อคลื่นลมใดอีก
หากเฉินเหลียนเอ๋อร์รู้ว่าในใจไป๋ฝูฉวีคิดสิ่งใดอยู่ด้วยนิสัยของนางจะโกรธจนควันออกหูหรือไม่นะ?
ปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน
หนานหมิงเหอสอบเสร็จแล้ว เขาไม่มีธุระอะไรอีกจึงตั้งใจรอเยี่ยนเจาเจาจนนางเข้าไปสอบ
โชคของเยี่ยนเจาเจาธรรมดา จับได้อันดับสองรองจากท้ายหนานหมิงเหอรอเป็นเพื่อนนาง กระทั่งเยี่ยนเจาเจาต้องเข้าไปก็เกือบถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้ว
เยี่ยนเจาเจาค่อนข้างประหม่าหนานหมิงเหอกลับไม่คิดว่ามีปัญหาใด เขาลูบปอยผมของเยี่ยนเจาเจาก่อนเอ่ยเสียงแผ่วว่า“ไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
เยี่ยนเจาเจาเข้ามาแล้ว
นางไม่รู้ว่าผู้อาวุโสหยวนมู่ถามอะไรหนานหมิงเหอแต่คำถามที่ผู้อาวุโสหยวนมู่ถามนางนั้นน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้ถามเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูเขา ลำธารดังที่นางคาดและไม่ได้ถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ บทประพันธ์ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน แต่กลับถามนางว่าคิดอย่างไรกับคนเช่นไป๋ฝูฉวี
เยี่ยนเจาเจารู้สึกประหลาดใจยิ่งนักจึงไม่ได้ตอบคำถามของผู้อาวุโสหยวนมู่ตามตรง กลับถามแทนว่า“ท่านไม่ทราบหรือว่าข้ากับไป๋ฝูฉวีทะเลาะกันจนต่อไม่ติดแล้ว?”
ผู้อาวุโสหยวนมู่ยกยิ้ม แต่รอยยิ้มนี้ไปไม่ถึงดวงตาของเขาแล้วเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นมาทันที “ย่อมรู้ ถึงได้ถามเจ้า”
ดวงตาของเขาจริงจัง ราวกับมีคมมีดแฝงแรงกดดันมหาศาล กดทับลงบนร่างของเยี่ยนเจาเจาจนนางหายใจไม่ทั่วท้องเล็กน้อย
ช่วงเวลานี้เองที่เยี่ยนเจาเจาพอจะเข้าใจว่า เหตุใดนักเรียนชายหลายคนก่อนหน้าถึงโดนผู้อาวุโสมู่ถามจนเหงื่อซ่กอาภรณ์ชื้นแฉะทั่วแผ่นหลังตอนออกมา
แววตาของผู้อาวุโสหยวนมู่มองข้ามอายุปัจจุบันของเยี่ยนเจาเจาทั้งยังไม่ยี่หระต่อฐานะของเยี่ยนเจาเจา แต่วางเยี่ยนเจาเจาลงบนตำแหน่งที่ทัดเทียมกันกับเขาถามนางอย่างเฉียบขาดและไม่ปิดบังแม้แต่น้อยว่ามีทัศนคติต่อคนที่ตนเกลียดชังอย่างไร
ยามนี้เยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกว่าตนกับผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนของสถานศึกษาแต่เป็นสองฝั่งของกระดานหมากรุกแห่งสัจธรรม ถือหมากกันคนละตัว ผลัดกันรุกผลัดกันรับไม่มีใครยอมใคร
ดูแล้วสิ่งที่ผู้อาวุโสหยวนมู่ต้องการเห็นก็คือ ลักษณะนิสัยและความสามารถที่แท้จริงของเยี่ยนเจาเจา
“เช่นนั้นท่านไม่กลัวหรือว่าข้าจะใช้คำพูดรุนแรงโจมตี ประเมินไป๋ฝูฉวีตามอำเภอใจเพราะบุญคุณความแค้นส่วนตัว?”
คราวนี้พลังบนร่างเยี่ยนเจาเจาแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
นางแย้มยิ้มบางเบา ใบหน้าแต้มลักยิ้ม แต่สายตากลับเย็นยะเยือกลงและเจือความสงบนิ่งผิดปกติทั้งยังมั่นใจเกินใคร ราวกับหลู่จื่อหมิง [2]ข้ามแม่น้ำด้วยชุดขาว
แม้หมากกระดานนี้ผู้อาวุโสหยวนมู่จะเป็นคนเริ่มในตอนแรกแต่เยี่ยนเจาเจากลับเริ่มไม่ยินยอม กระทั่งเค้นพลังของตนเองอย่างแรง ค่อยๆดันไปตรงหน้าผู้อาวุโสหยวนมู่
“แล้วแต่เจ้า เจ้าสามารถทำตามใจตนเองได้”
ผู้อาวุโสหยวนมู่เหยียดแผ่นหลังตรงโดยไม่รู้ตัว เขามีข้อกำหนดที่เข้มงวดต่อนักเรียนทุกคนรู้อยู่แก่ใจแต่ไม่อยากเปลี่ยน ทว่ายามนี้เขาพลันคิดว่าเยี่ยนเจาเจาคู่ควรต่อความเข้มงวดนี้
กระแสพลังบนร่างเยี่ยนเจาเจาไม่อาจดูเบานางไม่ถอยเพราะความเข้มงวดและกดข่มของเขาเหมือนนักเรียนทั่วไป กลับพุ่งมาประจันหน้าเผยคมให้เห็น
พลังเช่นนี้ไม่ได้อ่อนเดียงสาเลยแม้เด็กสาวตรงหน้าจะรูปร่างเล็กกะทัดรัด แต่เบื้องหลังกลับมีพลังหมุนเวียนขนดเป็นมังกรยักษ์เลือนราง ช่างสง่างามเหลือเกิน
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เติมดอกลายบนดิ้นไหมในโลกมีส่งถ่านกลางหิมะใครจะทำ หมายถึง ช่วยคนฐานะดีมีให้เห็น ช่วยคนอัตคัดยากจะมี
[2] หลู่จื่อหมิง หมายถึง ลิบองแม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ได้คิดแผนให้ทหารใส่ชุดขาวปลอมตัวเป็นลูกค้าสำเภาเพื่อเข้ายึดเมืองเกงจิ๋วของเล่าปี่