ทหารเสือราชินี

    บทที่ 5

    เมื่อคืน...ในโรงแรมที่เต็มไปด้วยตัวเรือด เขาได้ใช้ความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตนเองและความรู้ที่พอจะมีอยู่และจะนำมาใช้เป็นหนทางในการทำมาหากินอย่างหนัก ช่วงเวลาหลายปีที่รับใช้ ลอร์ดฟิทซ์ อแลน อยู่นั้น เขาถูกฝึกสอนให้รู้จักวิธีการใช้ดาบ นอกจากนั้นยังอ่านออกเขียนได้อีกด้วย ถ้าจะว่าไปแล้วเขาได้รับการศึกษาดีเกินฐานะลูก “หญิงคนชั่ว” เสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยเมื่อมาถึงเวลานี้เขาก็สามารถเข้าใจได้แล้ว ว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้นมันมิใช่เพราะบิชชัพผู้บิดาใจบุญแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะความละอายใจที่ไม่สามารถเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเขามากกว่า การศึกษานั่นเองที่จะกอบกู้ชีวิตของเขาไว้ได้ จัสตินเคยได้ยินมา ว่าคนที่มีความรู้ในการเขียนหนังสือในกรุงลอนดอนนั้นสามารถตั้งแผงลอยอยู่ตรงช่องประตูทางเข้ามหาวิหารเซ้นท์ ปอลรับจ้างเขียนจดหมายหรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้าเขาทำเช่นเดียวกันนั้นได้ อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีเวลาที่จะคิดทำสิ่งอื่นต่อไปในวันข้างหน้าได้หรือไม่...เขาก็อาจจะสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพของเจ้าชายจอห์น ซึ่งถ้าขี้เมาในร้านเหล้าเมื่อคืนพูดความจริงมันก็น่าจะมีทางเป็นไปได้มาก เพราะเจ้าชายจอห์นคงไม่มีพระประสงค์ในเรื่องใบรับรองการทำงานแน่ แต่จัสตินก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเขาอยากจะเข้าร่วมกับกองกำลัง ของเจ้าชายเพื่อผลักดันให้จอห์นได้ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศอังกฤษต่อไปหรือไม่ แต่แน่ใจว่า ความหิวจะเป็นตัวตัดสิน ว่าเขาควรจะต้องทำอะไรเพื่อเป็นการยังชีพ และมันยังจะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นด้วยถนนสายนั้นเริ่มแคบเข้า ขณะนี้เขากำลังเข้าสู่ราวป่าแล้วต้นไม้ใหญ่ที่ปราศจากใบชูกิ่งก้านระฟ้าอยู่เหนือศีรษะ หยาดน้ำแข็งที่ย้อยลงมาตามกิ่งก้านส่ายไหวอยู่ด้วยแรงลม พื้นดินเบื้องล่างคือพุ่มไม้ใบหน้าที่หนาแน่นและปกคลุมอยู่ด้วยน้ำแข็ง มีรอยเท้ากวางที่ออกมาหาอาหารปรากฏอยู่บนพื้นหิมะที่เนียนนุ่ม บางแห่งจะเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ใหญ่ที่จับสัตว์เล็กกินเป็นอาหารกระต่ายกระโจนหนีเมื่อเขาเข้าไปใกล้ กระรอกหางแดงผวาวิ่งเข้าไปซุกตัวใต้พุ่มไม้จัสตินยอมรับว่า มันมีความงามอยู่ในทัศนียภาพแห่งราวป่ายามปกคลุมด้วยหิมะในอีกรูปแบบหนึ่ง เขาบังคับม้าให้วิ่งลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้อย่างเพลิดเพลิน แต่จัสตินจะมีความสุขยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่ตกใจจนตัวแข็งไปเสียก่อน“เอาเลยหรือไง? ”“อย่า...ไม่ใช่เขา”จัสตินสะดุ้งสุดตัวที่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพูดใกล้ตัว ในบรรยากาศที่สงัดเงียบเช่นนี้แม้จะเป็นเพียงเสียงพูดที่แผ่วเบากระนั้นมันก็ยังดังกึกก้องขึ้นมาได้ จัสตินหันขวับไปพร้อมกันนั้นมือก็คว้าดาบที่เหน็บอยู่กับด้านซ้ายของอานขึ้น และสังเกตเห็นอยู่ว่าทางราวป่าด้านซ้ายนั้นมีพุ่มไม้ใบหน้าบดบัง เป็นที่ซ่อนตัวของคนร้ายที่เตรียมพร้อมเพื่อการซุ่มโจมตีนักเดินทางที่พลัดหลงเข้ามาได้อย่างดีจัสตินกระทืบโกลน และคอปเปอร์ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าราวลูกธนู ละอองหิมะกระจายคลุ้งอยู่เบื้องหลัง เพียงครู่เขาก็ออกมาสู่บริเวณที่เป็นลานโล่งเมื่อเหลียวหลังกลับไปมอง จัสตินก็มิได้เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย อาจจะเป็นเพราะเขาระแวงไปเองกระมังประสาทอาจจะหลอนก็ได้ ที่ทำให้เขาคิดว่าตัวเองได้ยินเสียงกระซิบกระซาบพูดจาเมื่อครู่นี้“บัดซบ...” เขาด่าตัวเองออกมาดังๆ “สงสัยคราวหน้าข้าต้องเห็นปิศาจแน่เลยคอปเปอร์ ปิศาจเขาโง้งคงจะเดินออกมาให้ดูสักสองหรือสามตัวแน่”กระนั้น เสียงพูดที่ได้ยินเมื่อครู่ก็ยังรบกวนจิตใจเขาอยู่ ความรู้สึกดังกล่าววนเวียนอยู่ในจิตใจเขาตลอดเวลา“อีกไม่นานเราก็จะถึงอัลเรสฝอร์ดแล้ว” เขาบอกกับเจ้าม้าคู่ชีพ ซึ่งมันก็กระดิกหูเมื่อได้ยินเสียงพูดของเขาเข้าขณะนี้หิมะที่ตกลงมาอย่างหนักเริ่มเบาบางลง ทั้งสายลมก็โรยตัวจนสงบนิ่ง ซึ่งเท่ากับพระเจ้าทรงช่วยให้การเดินทางของเขามีความยากลำบากน้อยลงจัสตินกำลังให้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของกรุงลอนดอนอยากรู้เหลือเกินว่าหน้าตามันจะเป็นอย่างไร เขาเคยได้ยินมาว่าในกำแพงเมืองนั้น มีผู้คนอาศัยถึงสองหมื่นห้าพันคน แต่ก็มองไม่เห็นภาพตัวเมืองที่จะใหญ่โตมีพื้นที่มหึมาเพื่อให้คนอยู่อาศัยได้มากถึงขนาดนั้น อันที่จริง เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเมืองใหญ่เสียทีเดียว วัยเด็กเขาเคยอยู่ในชริวสเบอรี่มาแล้ว จากนั้นก็ได้ไปอยู่เมืองเชสเตอร์ เคยอยู่ที่อ๊อกซฝอร์ด และล่าสุดคือ วินเชสเตอร์ แต่ไม่มีเมืองใดที่จำนวนประชากร ความสวยงามความเจริญจะเทียบเท่าลอนดอนได้เลยเสียงเอะอะครั้งแรกที่ได้ยินนั้นไม่ชัดเจนเท่าไรนัก จัสตินหย่อนสายบังเหียนลงและเงี่ยหูฟังอยู่ เพียงครู่เสียงร้องก็ดังขึ้นอีกและครั้งนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ว่ามันเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับจัสตินในยามนี้เป็นไปโดยสัญชาตญาณสนองตอบต่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและสิ้นหวังจัสตินบังคับม้าให้วิ่งย้อนกลับไปตามเส้นทางที่เพิ่งผ่านมาอีกครั้ง พอเลี้ยวโค้งก็เกือบจะชนเข้ากับม้าตัวหนึ่งที่วิ่งลิ่วมาเพียงลำพัง ไม่มีผู้ที่อยู่บนหลังมัน เขาออกจะโชคดีอยู่มากที่บังคับคอปเปอร์ให้หลบได้ทันก่อนที่จะชนกับม้าที่ตื่นตระหนกตัวนั้นเข้าอย่างจัง เขากระชากดาบออกจากฝักอีกครั้งไม่ได้พะวงสงสัยกับสิ่งที่ตนเองกำลังจะได้พบต่อไปแล้วเสียงร้องที่ได้ยินอยู่ดังขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้จัสตินเร่งฝีเท้าม้าอย่างน่ากลัวอันตรายยิ่งขึ้น เนื่องจากเส้นทางที่ปกคลุมอยู่ด้วยหิมะไม่ใช่เส้นทางที่ปลอดภัยเลยเบื้องหน้านั้น เขาได้ยินเสียงม้าร้องกรีดร้อง มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงพ่นคำผรุสวาทและแล้ว จัสตินเห็นภาพของเหตุร้ายที่เกิดขึ้นผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กลางถนน กำลังร้องครวญคราง ใกล้กันนั้นผู้ชายสองคนกำลังต่อสู้กันเป็นพัลวัน ขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังให้ความพยายามรั้งสายบังเหียนม้าที่ดิ้นรนไว้ แต่ถึงแม้จัสตินเข้ามาใกล้จนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะป้องกันเหตุการณ์ต่อไปไม่ให้เกิดขึ้นได้เพราะในทันใดนั้นเอง ผู้ชายคนหนึ่งก็ถูกแทง ร่างทรุดลงตรงปลายเท้าของคู่ต่อสู้นั่นเอง เมื่อเห็นเช่นนั้น คนร้ายก็มิได้รั้งรอก้มลงรูดแหวนออกจากนิ้วอย่างรวดเร็วและค้นตัวอย่างรีบร้อน“เจอไหม? ” คนที่จับมาอยู่ร้องถาม เมื่อได้รับคำตอบปฏิเสธ เขาก็ตะโกนบอกไปว่า “บางทีมันอาจจะซ่อนไว้ในเสื้อทูนิคก็ได้” เขาสบถออกมาดังลั่นเมื่อม้าพยายามกระโจนหนี แต่แล้วก็ร้องออกมาว่า “เฮ้ย...กิ๊บ...ระวัง...”กิ๊บหันหวับมา และเห็นจัสตินที่กำลังควบม้ามุ่งตรงเข้ามาหาดาบแกว่งอยู่ในมือ กิ๊บผวาขึ้นยืนกระโจนพรวดเข้าไปที่ม้าตัวนั้นเหวี่ยงร่างขึ้นนั่งบนอานทันที“มึงยังจะรออะไรอยู่อีกเล่า...? ” เขาตะโกนใส่หน้าเพื่อน ซึ่งพอฝ่ายนั้นตั้งสติได้ก็รีบกระโจนขึ้นนั่งซ้อนหลัง กว่าที่จัสตินจะเข้าถึงตัว คนร้ายทั้งสองก็ควบม้าอย่างไม่ยอมเหลียวหลังทิ้งห่างไปไกลแล้ว...จัสตินมิได้คิดจะติดตามไป เพราะมีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายอาจจะซ่อนมาอีกตัวไว้ที่ใดที่หนึ่ง ยิ่งกว่านั้นคนร้ายย่อมชำนาญในราวป่าแถบนี้ดีกว่าเขาหลายเท่านักขณะที่ชะลอม้าลง เขาเกือบจะพลัดตกลงจากหลังม้า เพราะจู่ๆ คอปเปอร์ก็สะบัดเบี่ยงตัวอย่างแรงโดยที่เขาไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวจากปลายหางตา เขามองเห็นความเคลื่อนไหวปรากฏอยู่ข้างทาง มันมีความคิดพิศวงเกิดขึ้นในใจยามนั้น เพียงแต่กำหนดไว้ในใจว่าจะหาคำตอบให้กับตัวเองในภายหลังว่าเพราะเหตุใดงูพิษจึงมาปรากฏตัวในพื้นดินท่ามกลางหิมะได้ เพราะปกติแล้ว ฤดูหนาวเช่นนี้งูจะซุกตัวแสวงหาความอบอุ่นอยู่ในรูเรี้ยวของมันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาเฉพาะหน้ากำลังเกิดอยู่ สิ่งแรกที่จะ ต้องทำ คือปลอบม้าให้หายตกใจเมื่อเรียบร้อยแล้ว จึงได้ลงจากหลังม้า จูงคอปเปอร์ไปผูกไว้กับต้นไม้ใกล้กัน แล้วจึงได้หันมาให้ความสนใจกับผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดเป็นเด็กหนุ่มวัยเดียวกับจัสติน ใบหน้าเผือดซีด เส้นผมเต็มไปด้วยคราบเลือด ตกอยู่ในอาการมึนงงยังตั้งสติไม่ได้ แต่ในที่สุดก็สามารถลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเองได้ จัสตินจึงผละจากเขา เดินไปยังร่างของผู้ชายที่นอนนิ่ง ซึ่งอาการที่เขาแสดงออกอยู่ดูจะเป็นลางร้าย จัสตินคุกเข่าลงข้างตัว ลองเอามือเข้าไปรออยู่ใต้จมูก และรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเขาใกล้ตายเต็มทีแล้วบุคคลผู้นี้น่าจะอายุประมาณห้าสิบเศษ ถ้าพิจารณาจากไรผมสีเทาที่ขึ้นแซมสีน้ำตาลเข้มและเคราที่ได้รับการขลิบไว้อย่างประณีต เสื้อคลุมที่สวมทับเป็นผ้าขนสัตว์ชั้นเยี่ยม รองเท้าบู๊ท หนังลูกวัวอ่อน จัสตินแน่ใจว่าม้าที่คนร้ายแย่งชิงไปตัวนั้นจะต้องเป็นของบุคคลผู้นี้ด้วย เพราะเป็นม้าที่รูปร่างสวยงามและได้รับการบำรุงเลี้ยงมาอย่างดีทีเดียวผู้ชายคนนี้จะต้องเป็นบุคคลที่มีฐานะ...จัสตินคิดด้วยความมั่นใจ ร่ำรวยถึงขนาดที่จะมีเด็กหนุ่มคอยติดตามมารับใช้ด้วย แต่ขณะนี้เขากำลังจะมาจบชีวิตลงกลางถนน ในท่ามกลางกองหิมะที่โชกชุ่มด้วยเลือดสีแดงฉาน อยู่อย่างเดียวดาย ไร้ญาติมิตรเห็นใจจะมีก็แต่เพียงเด็กหนุ่มแปลกหน้าอีกคนหนึ่งที่จับมือเขาไว้เท่านั้น