สไลด์บนจอขนาดใหญ่แสดงการเปรียบเทียบยอดขายระหว่างสองบริษัทอย่างชัดเจน พนักงานทั้งหมดทำหน้าเจื่อน
“ผมเคยบอกพวกคุณแล้วว่าเราต้องพยายามคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะบุกตลาดคนรุ่นใหม่ พวกเขานิยมเื่ของสุขภาพและความงาม เทรนด์นี้กำลังมาแรงและระบาดไปในคนรุ่นใหญ่ด้วย”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงตบโต๊ะของธเนศทำเอาพนักงานทั้งหมดสะดุ้ง
“ฟังผมให้ดี ถ้ายอดขายยังสู้ไม่ได้ โบนัสปีนี้พวกคุณได้น้อยกว่าเดิมแน่ ฉะนั้นพวกคุณต้องคิดให้ออกว่าเราจะสู้เอ็มวีพีได้ยังไง?”
สถานการณ์ในห้องประชุมคล้ายมีบรรยากาศปกคลุมในทันที ธเนศชี้ให้หัวหน้าฝ่ายการตลาดขึ้นนำเสนอแผนงานใหม่ ทุกคนดูเกร็งขึ้นมาในทันที หลายคนกำปากกาในมือแน่น ไม่กล้าหันไปมองบอสหนุ่มหล่อที่หน้าตาถมึงทึง
ก่อนหน้านี้ธเนศเคยพูดเื่ส่วนแบ่งการตลาดที่ถูกเอ็มพีวีชิงไปบางส่วนแต่ยังไม่ดูโมโหถึงขนาดนี้ ความโกรธของท่านประธานในวันนี้ จะว่าไปเหมือนกับคนที่กำลังถูกพวกเอ็มวีพีแอบดอดมาจีบแฟนมากกว่า
พอผู้จัดการฝ่ายตลาดนำเสนอแผนงานจบลง ธเนศก็คลายความตึงลงไปเล็กน้อย
“ดี เร่งมือทำตามแผนงานนี้เลย ผลิตภัณฑ์ต้องคิดเพิ่มอีกสิบอย่าง ยิ่งมีตัวเลือกมากก็ยิ่งดี อย่าให้คู่แข่งตามเราทันได้เป็หนทางที่ดีที่สุด”
พอประชุมเสร็จ ธเนศก็กลับคอนโดมิเนียม เขาแช่อ่างน้ำอุ่นครุ่นคิดเื่ของบริษัทคู่แข่งอยู่พักหนึ่ง การเป็บริษัทั์ใหญ่ขยับตัวได้ช้าทำให้เสียเปรียบบริษัทเล็กๆ ที่มีความคล่องตัวสูงอย่างเอ็มพีวี
โปรเจกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมของเขา เป็เพราะรอซื้อโรงงานเพิ่มทำให้เกิดความล่าช้า ในขณะที่อีกฝ่ายเป็บริษัทเล็กกว่าอาศัยการว่าจ้างโรงงานผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายเลย ทำให้ดำเนินการได้รวดเร็วทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด
ธเนศผุดลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ กดโทรศัพท์หาวิษณุ
“วัตถุดิบเป็ไงบ้าง?”
“ดูจากปริมาณแล้ว ทำตามแผนที่บอสวางไว้ได้แน่นอนครับ”
“ดี เราไม่ต้องรอโรงงานให้พร้อมแล้ว ฉันตัดสินใจจะว่าจ้างโรงงานผลิตสินค้าสักสองสามตัวจะได้เปิดตัวก่อนเอ็มวีพี พรุ่งนี้ตกลงเื่วัตถุดิบให้เรียบร้อย และติดต่อโรงงานรับผลิตได้เลย”
เช้าวันต่อมา เผ่าพงษ์ที่ประจำการอยู่ในออฟฟิศโทรไปแจ้งพรรษาด้วยความตื่นเต้น
“พี่พีช วินเนอร์แจ้งมาว่าจะเริ่มรับน้ำนมดิบทันที พวกเรามีส่งเขาตามที่กำหนดก็แจ้งไปได้เลย”
“จริงเหรอ? ทำไมเร็วกว่าที่บอกไว้เมื่อวานล่ะ?”
“เห็นว่าทางนั้นเปลี่ยนแผนแล้วครับ? จะออกผลิตภัณฑ์ให้เร็วที่สุด”
พรรษาที่กำลังตรวจดูคอกวัวหันไปมองหน้าแทนพงษ์ พอวางสายเสร็จ สองพี่น้องก็หันไปจับมือกันอย่างตื่นเต้น
“แผนกระตุ้นของเราได้ผลจริงๆ แฮะ พอเอ็มวีพีเริ่มบุก วินเนอร์ก็ปรับกลยุทธ์ทันที เรียกได้ว่าเสือพบสิงห์”
“พี่แทนนี่เก่งทางยุแยงตะแคงรั่วจริงๆ ด้วย”
“ปากเหรอนั่น? ถ้าพี่ไม่ใช่วิธีนี้ เมื่อไหร่วินเนอร์จะเริ่มโปรเจกสักที?”
“ค่ะ พี่แทนเก่งที่สุด” พรรษายิ้มกริ่ม แผนการยุเสือกับสิงห์ให้รบกันของแทนพงษ์นับว่าได้ผล เมื่อวันก่อนเธอโทรศัพท์ไปโอดครวญเื่ความล่าช้าของการธุรกิจของวินเนอร์ ภาคิณก็โชว์ศักยภาพทันที “วินเนอร์เริ่มเปิดรับน้ำนมดิบแบบนี้ พวกเราก็มีทางรอดแล้ว”
ตกเย็นข้อความจากธเนศก็ถูกส่งมา เขาแจ้งรายการอาหารที่อยากจะรับประทานในวันศุกร์ หญิงสาวเอียงศีรษะ นี่เพิ่งจะวันอังคารยังห่างจากวันศุกร์อีกไกล ไม่รู้ว่าเขาจะรีบส่งมาทำไม?
ธเนศเฝ้ารอคำตอบจากเธอ จนแล้วจนรอดหญิงสาวก็ไม่ส่งมาแม้แต่สติกเกอร์ตอบรับ เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งวิษณุเดินเข้ามา
“รับกาแฟหน่อยไหมครับบอส?”
“ก็ดี!”
“สีหน้าบอสไม่ค่อยดีเลยนะครับ หงุดหงิดเื่อะไรครับ?”
“ลูกหนี้ฉันน่ะสิ ส่งข้อความไม่สั่งงานก็ไม่ตอบรับ”
พอเห็นเ้านายหน้ายุ่ง วิษณุก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆ
“ปกติ บอสไม่ชอบให้ผู้หญิงส่งข้อความหรือโทรหานี่ครับ? บอสเป็คนให้ผมส่งข้อความไปบอกเธอเองตอนที่เซ็นสัญญากันใหม่ๆ”
ธเนศหน้าเสีย “แกส่งไปบอกเขาด้วยเหรอ?”
“เื่ที่บอสสั่ง ผมต้องทำให้ครบถ้วนครับ”
“เก่งจริง” ธเนศไม่กล้าตำหนิเลขาของตน จำต้องก้มหน้ายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบระงับความโมโห ในใจก็คิดว่าครั้งหน้าต้องบอกให้เธอส่งข้อความรายงานตัวทุกวัน
“ขอบคุณครับบอส”
ธเนศเงยหน้าขึ้น หลับตาและถอนหายใจ “ไม่ได้ชม”
“เอ๊ะ! บอสไม่พอใจอะไรผมครับ?”
“ไม่มี เป็ฉันที่ไม่พอใจตัวเองน่ะ” ท่านประธานหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกสับสนเื่พรรษา ผู้หญิงหน้าเงินคนนั้น เข้าหากันก็เพราะเงินกับผลประโยชน์ เขาไม่ควรคิดมากต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ตน้า “เื่รวบรวมน้ำนมดิบไปถึงไหนแล้ว?”
“น่าจะได้ตามที่บอส้าครับ พรุ่งนี้ให้พวกเขาเริ่มส่งได้เลย”
“ดี ถ้างั้นสั่งผลิตนมเปรี้ยวก่อนก็แล้วกัน เราจะได้เปิดตลาด นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพ”
จวนจะค่ำ คุณธาดาเปิดประตูเข้าไปในห้องของมารดา เดินสำรวจตู้ของเก่าที่ยังเหลือด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ตู้แรกเขาเอาของออกมาขายจนหมดแล้ว อีกสองตู้ยังมีของอยู่เต็ม น้องชายที่เหลือเพียงคนเดียวก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมที่บ้านท้ายไร่ไม่เข้ามาป้วนเปี้ยนในบ้านหลังใหญ่อีก ส่วนลูกและหลานของเขาก็ไม่มีใครกล้าถามถึงของพวกนี้
‘สองตู้ใหญ่นี่ พอจะช่วยให้มีเงินใช้สบายๆ ไปได้อีกหลายปี’
ชายวัยหกสิบนั่งยองๆ ลง มองสำรวจของเก่าแต่ละชั้นด้วยความสุข ั้แ่เขาพลาดท่าถูกคนเลวพวกนั้นหลอก ต้องขายบ้าน ขายรถ ขายที่ดินที่มารดายกให้ไปปิดหนี้จนหมด กระนั้นก็คงมีหนี้คงค้างที่ต้องชำระมากมาย
คดีแชร์ลูกโซ่ที่เขาเป็หนึ่งในแม่ทีมใหญ่ที่ชักชวนผู้คนมาลงทุนเป็เงินมหาศาล จำต้องรับผิดชอบหาเงินมาคืนผู้ที่ตนชักชวนตามกฎหมาย ตอนนี้ขาข้างหนึ่งก็ไปอยู่ในตะรางแล้ว กำไลอีเอ็มที่สวมอยู่ที่ขา เตือนว่าเขาต้องหาเงินมาจ่ายรายเดือนให้กับพวกเ้าหนี้ต่อไป
“เดือนนี้เอาไปขายสักสามสี่ชิ้นก็น่าจะพอ” เขาผิวปากหวือ เดินไปเปิดลิ้นชักหยิบเอากุญแจออกมาไข
เขาเลือกแจกันชั้นบนสุดออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วก้มลงไปยังชั้นที่สองและเลือกออกมาอีกชิ้น พอนั่งลงเลือกของจากชั้นที่ต่ำลงไปก็พลันเห็นว่าด้านในกลายเป็ว่าง ของด้านหลังหายไปเกือบหมด
ทีแรกเขาคิดจะร้องออกมาว่า ‘ขโมย’ พอสำรวจทั้งสองตู้กลับพบว่าของที่หายไปอยู่ด้านใน และหายไปเป็จำนวนมากจนชวนเป็ลม คิดไปคิดมาหลายตลบก็ลงความเห็นว่าโจรนั่นน่าจะอยู่ใกล้ตัว คนที่สามารถค้นหากุญแจมาไขเอาของมีค่าในตู้ไปคงจะเป็ใครไม่ได้นอกจาก.....
“ไอ้ลูกเวร!” เขาวิ่งออกจากประตูร้องะโเสียงดัง “ไอ้นนท์!”
ธนียาที่นั่งอยู่ห้องรับแขกเงยหน้ามองผู้เป็บิดาที่ยืนอยู่บนบันได
“คุณพ่อ โวยวายอะไรคะ?”
“ไอ้นนท์ล่ะ ไอ้ลูกเลว มันมาขโมยของเก่าในตู้ของคุณย่าไปขาย แนน หนูเห็นมันไหม?”
“จริงเหรอคะ? ของเก่าในตู้ห้องคุณย่านั่นน่ะนะคะ”
“ใช่ ไม่รู้มันแอบเข้ามาได้ไง?”
ธนียารีบลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดไปหาบิดาแล้วถือโอกาสบุกเข้าไปในห้องนั้น
“ตายแล้ว! พี่นนท์ขโมยไปขายหมดตู้เลยเหรอคะ? ไม่ได้การ เราต้องรีบบอกคนอื่นแล้วล่ะค่ะ”
*************