สายลมของต้นฤดูใบไม้ผลิเริ่มพัดพากลิ่นหอมจางๆของความชื้นและผืนดินที่เพิ่งฟื้นตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานภายใต้ผืนหิมะเข้ามาภายในอาณาเขตของจวนตระกูลเสิ่น
แสงแดดยามสายที่เคยเย็นเยียบและไร้ความรู้สึกบัดนี้เริ่มเจือความอบอุ่นบางเบา สาดส่องทะลุผ่านกระดาษสาของบานหน้าต่างทาบทับเป็ตารางสี่เหลี่ยมสีทองเรืองรองบนพื้นกระดานไม้ที่ถูกขัดจนขึ้นเงาทว่าความอบอุ่นจากภายนอกนั้น กลับไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปถึงบรรยากาศที่แสนจะเคร่งครัดภายในห้องโถงฝั่งตะวันตกได้เลย
ห้องโถงแห่งนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็ห้องเรียนส่วนตัวสำหรับคุณหนูเพียงคนเดียวของจวนภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์ที่ถูกจุดไว้ในเตาเชิงสัมฤทธิ์กลิ่นหอมของมันหนักแน่น สงบงันและเต็มไปด้วยระเบียบแบบแผนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เถาอิ่งในวัยสิบหนาวกำลังยืนนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางของห้องโถงวันนี้เด็กหญิงไม่ได้สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มหรือชุดขนกระต่ายที่ทำให้เธอสามารถวิ่งเล่นในลานกว้างได้อย่างอิสระเสรี
ทว่าบนร่างเล็กๆนั้นกลับถูกสวมทับด้วยชุดกระโปรงผ้าไหมทอลายตระกูลสียกจินตนาการอันวิจิตรบรรจงสีกลีบบัวของเนื้อผ้าขับผิวพรรณของเธอให้ดูผุดผ่องทว่าน้ำหนักของมันกลับทิ้งตัวลงมาอย่างหนักหน่วงคอเสื้อที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตแนบชิดกับลำคอ แขนเสื้อที่กว้างและยาวเรียกร้องให้ผู้สวมใส่ต้องระมัดระวังทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว
นายหญิงเสิ่นยืนอยู่เบื้องหน้าบุตรสาวท่วงท่าของนางยังคงความสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความสำรวมที่ถูกหล่อหลอมมาจากสถาบันครอบครัวขุนนางชั้นสูงมาั้แ่เกิดนางไม่ได้ถือไม้เรียวไว้ในมือ ไม่ได้มีสีหน้าบึ้งตึงถมึงทึงและไม่ได้มีแววตาที่เกรี้ยวกราด ทว่าดวงตาคู่สวยที่จับจ้องมองเถาอิ่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความจริงจังและปรารถนาดีอย่างลึกซึ้ง
นางไม่ใช่ผู้คุมขังและไม่ได้กำลังลงทัณฑ์บุตรสาวนางเป็เพียงมารดาที่มองเห็นพายุคลื่นลมที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้าและกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมอบเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับสายเืของตนเองก่อนที่โลกภายนอกอันแสนโหดร้ายจะก้าวเข้ามาทดสอบ
"การเดินของเ้า...ต้องเบาและสงบยิ่งกว่านี้ เถาอิ่ง" น้ำเสียงของมารดานุ่มนวลทว่าเด็ดขาดและกังวานชัดในความเงียบ
"สตรีในราชสำนักไม่เดินลงส้นเท้าจนเกิดเสียงดังปลายเท้าของเ้าต้องไม่ตวัดขึ้นสูงชายกระโปรงต้องพลิ้วไหวเพียงแค่ดั่งผิวน้ำที่ถูกลมลูบผ่านไม่ใช่กระเพื่อมไหวรุนแรงราวกับคลื่นลม"
นายหญิงเสิ่นก้าวเดินเป็ตัวอย่างให้บุตรสาวดูฝีเท้าของนางเชื่องช้า ลื่นไหล ราวกับกำลังลอยตัวไปบนผิวดินชายกระโปรงผ้าไหมของนางแทบไม่แกว่งไกว แผ่นหลังตั้งตรงสง่างามและศีรษะไม่ขยับสั่นคลอนแม้แต่นิดเดียว
เถาอิ่งพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายเด็กหญิงเม้มริมฝีปาก พยายามจดจำและเลียนแบบท่วงท่านั้นเธอยกปลายเท้าขึ้นอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้าทว่าความพยายามที่จะควบคุมทุกสัดส่วนของร่างกายให้เป็ไปตามกฎเกณฑ์ที่ไม่คุ้นเคยทำให้กล้ามเนื้อของเธอเกร็งเขม็งหัวไหล่ทั้งสองข้างของเธอยกสูงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายที่ถูกจำกัดกรอบ
"และสายตาของเ้า"
มารดาเดินเข้ามาใกล้ยกมือเรียวบางที่สวมปลอกนิ้วหยกขึ้นแตะปลายคางของเถาอิ่งอย่างแ่เบาเพื่อปรับองศาใบหน้าให้กดต่ำลงเล็กน้อย
"ดวงตาของเ้ากลมโตและงดงามทว่าเ้าต้องเรียนรู้ที่จะเก็บงำประกายแสงเ่าั้เอาไว้ไม่ต้องเบิกกว้างจนเกินงาม ไม่ต้องจดจ้องมองสิ่งใดอย่างเปิดเผยสตรีที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีย่อมรู้ว่าควรทอดสายตาลงต่ำเพียงใดเมื่อสนทนากับผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าหรือแม้แต่ในยามที่เดินผ่านผู้คนมากมาย"
เถาอิ่งหลุบตาลงตามคำสอนทันทีโลกที่เคยกว้างใหญ่ของเธอถูกบีบอัดลงมาเหลือเพียงพื้นที่กระดานไม้สี่เหลี่ยมตรงปลายเท้า
เธอคุ้นชินกับการเบิกตากว้างเพื่อมองดูหิมะแรกที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าคุ้นชินกับการจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของจ้าวเหยียนโจวยามที่เขาเล่าเื่ราวของโลกภายนอกคุ้นชินกับการแหงนหน้ามองตามปลายนิ้วของเสิ่นเยี่ยนฉือที่ชี้ขึ้นไปยังดวงดาวนับพันบนผืนฟ้าการต้องควบคุมสายตาให้จดจ้องอยู่เพียงปลายรองเท้าของตนเองทำให้ความสว่างไสวในโลกของเธอหม่นแสงลงอย่างกะทันหัน
มารดาลดมือลงทอดสายตามองบุตรสาวที่กำลังยืนตัวเกร็งอยู่เบื้องหน้าแววตาของนางไหววูบด้วยความเ็ปบางบางที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างรวดเร็ว
"จงจำไว้เถาอิ่ง" น้ำเสียงของมารดาแ่เบาลงทว่ากลับมีน้ำหนักที่กดทับลงมาบนบ่าของเด็กหญิงอย่างรุนแรง
"นับจากนี้เป็ต้นไปเมื่อเ้าก้าวออกไปนอกประตูจวนแห่งนี้ หรือเมื่อมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเ้า ทุกสายตาที่เ้าทอดมอง คือภาพลักษณ์ของตระกูลเสิ่นและ... คือภาพลักษณ์ของว่าที่พระชายา"
คำว่า'ว่าที่พระชายา' หลุดออกจากปากมารดาอย่างเป็ธรรมชาติทว่ามันกลับกลายเป็ก้อนหินศิลาขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวลงมาทับถมบนหัวใจของเถาอิ่ง
เด็กหญิงไม่ได้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองมารดา หรือร้องไห้ฟูมฟายเพื่อต่อต้านโชคชะตาเธออายุเพียงสิบหนาว เธอยังไม่รู้จักคำว่าความไม่เป็ธรรมของโชคชะตาอย่างถ่องแท้เธอรู้เพียงแค่ว่า เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นี้มันช่างหนักอึ้งเหลือเกินและกฎเกณฑ์ที่ต้องเดินให้ช้า ทอดสายตาให้ต่ำมันช่างขัดแย้งกับสัญชาตญาณการมีชีวิตของเธอเหลือเกิน
เธอไม่ต่อต้าน เพราะเธอรักมารดาและเพราะเธอยังไม่มีภาษาที่จะนำมาใช้อธิบายความรู้สึกอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก
…
ล่วงเข้ายามบ่าย
บานประตูห้องโถงฝั่งตะวันตกถูกเลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้า
เถาอิ่งก้าวข้ามธรณีประตูออกมาสู่ระเบียงทางเดินไม้กระดานแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบชุดกระโปรงผ้าไหมสีกลีบบัวของเธอจนเกิดประกายเงางาม
ฝีเท้าของเด็กหญิงเชื่องช้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดเธอไม่ได้ออกตัววิ่งมารับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียงเหมือนทุกคราไม่ได้ส่งเสียงร้องเรียกหาใครปลายเท้าของเธอกดลงบนพื้นกระดานไม้อย่างระมัดระวังที่สุด ชายกระโปรงแทบไม่แกว่งไกวแผ่นหลังของเธอตั้งตรงราวกับมีไม้บรรทัดดามไว้หัวไหล่ทั้งสองข้างยังคงยกสูงขึ้นเล็กน้อยตามความเคยชินที่เพิ่งถูกปลูกฝังและตอกย้ำมาตลอด่เช้าสายตาของเธอทอดต่ำลงมองเพียงปลายรองเท้าของตนเองที่สลับก้าวเดิน
มันไม่ใช่ท่าทางของความโศกเศร้าหรือความเ็ปแสนสาหัสเธอไม่ได้กำลังร้องไห้ ไม่ได้มีน้ำตาเอ่อคลออยู่ในหน่วยตาทว่าสิ่งที่เปล่งประกายออกมาจากร่างเล็กๆ นั้นคือ 'ความไม่คุ้นเคย' ราวกับมีใครบางคนนำเสื้อเกราะที่ใหญ่และหนักเกินไปมาสวมทับลงบนร่างของเธอบังคับให้เธอต้องแบกรับน้ำหนักของสิ่งเ่าั้ไว้ทุกลมหายใจ
ห่างออกไปที่ลานทรายหยาบเบื้องหน้าเสิ่นเยี่ยนฉือในวัยสิบเอ็ดหนาวกำลังเก็บดาบไม้ของตนเองเข้าที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการฝึกฝนกระบวนท่าดาบอย่างหนักหน่วงด้วยตนเองร่างกายที่เริ่มยืดขยายตามวัยเด็กหนุ่มสวมอยู่ในชุดฝึกสีเข้ม เหงื่อหยดเล็กๆซึมชื้นอยู่ตามไรผมและหน้าผาก
เมื่อโสตประสาทของเขารับรู้ถึงเสียงการเสียดสีของบานประตูไม้ที่ถูกเลื่อนเปิดเขาจึงหันใบหน้าไปมองตามสัญชาตญาณ
เสิ่นเยี่ยนฉือหยุดนิ่งมือที่กำลังวางดาบไม้พิงเสาชะงักค้างอยู่ชั่วอึดใจ
เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นในทันที
สายตาที่เฉียบคมและผ่านการสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมาตลอดชีวิตของเขามองทะลุผ่านความสวยงามของชุดผ้าไหมสีกลีบบัวนั้นไปได้อย่างง่ายดายเขามองเห็นจังหวะการก้าวเดินที่ช้าลงและลื่นไหลอย่างผิดธรรมชาติมองเห็นแผ่นหลังที่ตั้งตรงจนเกินพอดี มองเห็นหัวไหล่ที่ยกสูงและเกร็งเขม็งเพื่อรักษาสมดุลและที่สำคัญที่สุดเขามองเห็นสายตาที่หลุบต่ำและไร้ซึ่งประกายแสงแห่งชีวิตที่เธอมักจะสาดส่องไปทั่วจวน
เสิ่นเยี่ยนฉือรู้จักความรู้สึกนั้นดีกว่าใคร
ทว่าเด็กชายในชุดสีเข้มไม่ได้เอ่ยเรียกชื่อเธอ
เขาไม่ได้ก้าวเดินเข้าไปหาเพื่อตั้งคำถามว่า'เกิดอะไรขึ้น' หรือ'ท่านแม่ดุเ้าหรือ' เขาไม่ได้แสดงสีหน้าตระหนกใไม่ได้ขมวดคิ้วด้วยความเป็ห่วงเป็ใยอย่างออกหน้าออกตาและไม่ได้หยุดยืนรอให้เธอเดินเข้ามาหาเพื่อระบายความอึดอัดให้เขาฟัง
เขาเพียงแค่ละสายตาจากร่างที่กำลังเดินตัวเกร็งของเธอวางดาบไม้พิงไว้ที่โคนเสาให้เรียบร้อยก่อนจะหันหลังและก้าวเดินตรงไปยังทิศทางของสวนทิศใต้ ฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอ มั่นคงและเป็ธรรมชาติ นำทางไปยังสถานที่ที่เขาและเธอคุ้นเคยที่สุด
เถาอิ่งที่กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าบนระเบียงเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวของแผ่นหลังในชุดสีเข้มที่กำลังเดินห่างออกไป
เธอไม่ได้ส่งเสียงร้องเรียกไม่ได้เร่งฝีเท้าเพื่อวิ่งตามหลังเขาไป เธอเพียงแค่ก้าวเดินตามจังหวะที่มารดาสอนค่อยๆ เลี้ยวไปตามระเบียงไม้กระดานมุ่งหน้าเดินตามแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นไปยังร่มเงาของต้นท้อใหญ่
เมื่อเธอเดินไปถึงเสิ่นเยี่ยนฉือนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นระเบียงไม้กระดานใต้ต้นท้อเรียบร้อยแล้วเขาวางแขนพาดไว้บนหัวเข่า สายตาทอดมองออกไปยังกำแพงอิฐของจวนที่อยู่ไกลออกไปเขาไม่ได้หันมามองเธอที่กำลังก้าวเข้ามา ไม่ได้มีท่าทีรอคอยการสนทนาหรือเตรียมตัวที่จะรับฟังปัญหาใดๆ
เถาอิ่งเดินเข้าไปใกล้ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบข้างๆ เขาระยะห่างระหว่างพวกเขายังคงถูกรักษาไว้ที่หนึ่ง่แขนดังเดิม ไม่ได้ใกล้จนรุกล้ำและไม่ได้ไกลจนหมางเมิน
วินาทีแรกที่เธอนั่งลงแผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรงราวกับกระดาน หัวไหล่ทั้งสองข้างยังคงยกสูงและเกร็งค้างมือทั้งสองข้างวางซ้อนทับกันไว้อย่างเรียบร้อยบนหน้าตักตามคำสอนของมารดาทุกกระเบียดนิ้ว
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมพื้นที่ใต้กิ่งท้อไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรก่อนไม่มีใครพยายามทำลายความเงียบนั้นด้วยคำถามที่้าคำตอบหรือคำปลอบประโลมที่เปล่าประโยชน์
เสิ่นเยี่ยนฉือเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นปล่อยให้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านร่างกายของเขาไปปล่อยให้เสียงใบไม้แห้งที่ปลิวไปตามพื้นทรายเป็เพียงสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวการที่เขาไม่หันมามอง ไม่ตั้งคำถามคือการสร้างปราการที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อสกัดกั้นสายตาของโลกภายนอกไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้
และแล้วท่ามกลางความเงียบงันที่แสนธรรมดาและปราศจากความคาดหวังนั้นเอง
เถาอิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดก่อนจะระบายลมหายใจออกมาทางปากยาวเหยียด
ฟู่...
พร้อมกับเสียงลมหายใจที่ถูกปล่อยออกมาอย่างหมดเปลือกหัวไหล่ทั้งสองข้างที่เคยเกร็งเขม็งและยกสูงมาตลอด่บ่าย ก็ค่อยๆลาดต่ำลงอย่างเป็ธรรมชาติ แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงอย่างฝืนๆคลายตัวออกจนโค้งงอลงเล็กน้อยสองมือที่วางซ้อนกันอย่างเรียบร้อยและอึดอัดบนหน้าตัก ถูกปลดปล่อยให้ทิ้งน้ำหนักลงบนพื้นกระดานไม้ข้างลำตัวอย่างสบายๆ
เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายไม่ได้พร่ำบ่นถึงความเหนื่อยล้าหรือความหนักอึ้งของชุดผ้าไหมเธอเพียงแค่ทิ้งกฎเกณฑ์เ่าั้ไว้เื้ั และกลับมาเป็ตัวของตัวเองอีกครั้งในพื้นที่เดียวที่อนุญาตให้เธอทำเช่นนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้หันมามองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นข้างกายนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาไม่ได้เอ่ยคำว่า 'ไม่เป็ไร' หรือ'ข้าเข้าใจ' เขาไม่จำเป็ต้องเอ่ยถ้อยคำใดๆเพื่อยืนยันว่าพื้นที่แห่งนี้ปลอดภัย เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นรับรู้ถึงความผ่อนคลายที่แผ่ซ่านออกมาจากคนข้างกาย
สายลมพัดผ่านกิ่งท้อใหญ่เหนือศีรษะของพวกเขาตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่พองโตขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อนเบียดเสียดกันอยู่บนเปลือกไม้สีเข้มมันยังไม่ได้ผลิบานออกเป็กลีบดอกที่สมบูรณ์ยังคงกักเก็บความงดงามและความเปราะบางเอาไว้ภายในรอคอยเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปล่งประกายออกมาท้าทายสายลมและแสงแดด
ใต้ร่มเงาของตุ่มดอกที่กำลังรอคอยการผลิบานนั้นเด็กสองคนนั่งเคียงข้างกันในความเงียบ
ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยถึงบทเรียนของสตรีผู้สูงศักดิ์ไม่มีใครพูดถึงอนาคตที่กำลังคืบคลานเข้ามาบีบบังคับพวกเขามีเพียงเสียงลมหายใจที่เป็อิสระ และหัวไหล่ที่ลาดลงอย่างผ่อนคลาย