ทิวทัศน์รัตติกาลสายลมโชยแ่ โอบกอดอิงเถาเคล้าแสงจันทราไม่รู้ว่าลมอันใดพัดพามาถึงนี่ กว่าจะได้สติก็ถึงเรือนคนงามเสียแล้ว ชายหนุ่มเริ่มสับสนในความรู้สึก นี่แค่ความห่วงใยหรือความรู้สึกอันใดกันแน่ นับแต่แตกเนื้อหนุ่มก็ตรากตรำกรำศึก สาวงามมากมายส่งส่ายสายตา มัจจุราชหน้าหยกเช่นเขากลับไม่เคยชายตาแล แม่หม้ายลูกติดคนนี้ทำหัวใจไหวหวั่นจริงหรือ เขารีบสลัดความรู้สึกทิ้งไป มองลอดผ่านหน้าต่างได้ยินเสียงหยอกล้อต่อกระซิกของสองสาวนายบ่าว
“คุณหนูจะทำแบบนี้จริงหรือเ้าคะ” คำถามนี้บ่งบอกความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ
“จริงน่ะสิ เ้าก็รู้ที่ผ่านมาขัดสนเงินทอง เราเคยมีเสื้อผ้าเครื่องประดับดี ๆ ซะที่ไหน เชื่อข้าเถอะต่อให้ไม่มีปิ่นปักผมราคาแพง แต่หมวกขนเพียงพอนชั้นดีก็ไม่ทำให้ขายหน้านักหรอก เ้าดูสิเย็บหมวกเสร็จแล้วยังเหลือให้ข้าทำผ้าพันคอจิ๋วได้อีก”
เหวินชิงหลีมั่นอกมั่นใจ ต่อให้ชุดที่สวมใส่เป็ผ้าราคาถูก แต่อดีตแฟชั่นนิสต้าสาวที่รักการแต่งตัวเยี่ยงนางสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ ชุดสีขาวโม่ลี่ฮวา ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายที่มีการถักทอในรูปแบบของซาตินราคาไม่สูงนัก นางตัดเย็บด้วยตัวเองก่อนวันสิ้นปีอย่างประณีต ทำไว้สำหรับออกงานโดยเฉพาะสี่ปีที่ผ่านมานางมีชุดเก่งไว้สี่ชุดสี่สี แต่ไม่มีโอกาสนำออกมาสวมใส่ ชุดร่วมงานครานี้นางเลือกชุดสีขาวให้เปาจู๋ช่วยผลัดเปลี่ยน ทำเอาคนนอกเรือนรีบหันหลังหลับตา
“เป็อย่างไรบ้างเปาจู๋ งดงามหรือไม่”
หญิงสาวยิ้มเย้าอย่างมีเสน่ห์ นึกถึงคำพูดที่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวจวนราชมนตรี สำหรับตอนนี้คงเลี่ยงไม่ได้แล้ว
“งามมากเ้าค่ะคุณหนู”
เห็นเ้านายสวมใส่อาภรณ์เช่นนี้ เปาจู๋รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้เหวินชิงหลีเอาแต่สวมใส่ชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อ ช่วยนางทำงานงก ๆ เห็นภาพเช่นนี้เปาจู๋ฉีกยิ้มกว้างแทบถึงใบหู
“สวมหมวกแล้วเป็อย่างไรบ้าง”
ภาพเหล่านี้เปาจู๋อาจไม่คุ้นตา แต่เหวินชิงหลีมาจากโลกยุคใหม่คุ้นตาอย่างมาก ภาพของแคเธอริน เ้าหญิงแห่งเวลส์ สวมหมวกพิลบอกซ์ ออกข่าวอยู่บ่อยครั้ง แต่เพียงแรกเห็นเปาจู๋ก็พูดได้เลยว่างดงามแปลกตาไม่อาจหาใครเปรียบ
“งดงามยิ่งนักเ้าค่ะคุณหนู”
เื่นี้เปาจู๋ไม่ได้พูดเกินจริงเลย รวมถึงคนที่แอบมองตรงนอกหน้าต่างก็อ้าปากตาค้างซะแล้ว ชุดที่หญิงสาวสวมใส่ไม่ฉูดฉาดหรูหรา แต่กลับงามสง่าดุจเทพเซียน ดูเหมือนตอนนี้เหวินชิงหลีจะกลายเป็เทพธิดาในใจของใครบางคนเสียแล้ว
“เปาจู๋การเดินทางครั้งนี้ข้าจะไปกับเสี่ยวเยว่ ปล่อยนางดูแลเฟิงเกอข้าไม่วางใจ” หญิงสาวกุมมือเปาจู๋พูดจาเศร้าสร้อย
“แต่เ้าไม่ต้องกังวล วันพรุ่งนี้จางฮูหยินจะพาเผิงเฉิงกับคนของเขามาที่นี่ ข้าจะซื้อคนให้เ้าสักสองคน แต่ห้องหับที่เรือนเหลืออยู่เพียงห้องเดียว ย้ายข้าวของของิเยว่มาไว้ห้องของเ้า คงจะพออยู่อาศัยได้ชั่วคราวกระมัง หลังข้ากลับมาพวกเราค่อยคิดหาวิธี”
นางวางแผนไว้ให้เปาจู๋เสร็จสรรพ ั้แ่รู้ตัวว่าถูกเรียกให้เข้าเมืองหลวง นางก็ขอร้องจางฮูหยินติดต่อพ่อค้าทาสหาคนทันที ยังไงเสียบ้านหลังใหม่ก็ซื้อไม่ได้แล้ว นางคงต้องเปลี่ยนวิธีรับมือ
‘นางจะเดินทาง ด้วยเหตุอันใด’ ชายหนุ่มครุ่นคิดแล้วเร่งรีบจากไป
“เอ้อ! เปาจู๋ข้ามีอีกเื่จะถามเ้า เ้ารู้จักแม่ทัพจ้านได้อย่างไร แล้วก่อนหน้านี้เขารู้จักเ้าด้วยหรือไม่ แต่ทำไมดูเหมือนเขาไม่รู้จักข้าเลย” นี่คือคำถามที่ติดค้างในใจเหวินชิงหลีมาตลอดทั้งบ่าย
“โถคุณหนู! จวนขุนนางชั้นสูงมีใครไม่รู้จักหนึ่งั หนึ่งพยัคฆ์บ้าง มัจจุราชหน้าหยกผู้นี้คุณหนูก็เคยเห็นมาก่อนเ้าค่ะ” เปาจู๋ยืดหลังกอดอกตอบอย่างผู้มีชัย
“ข้าก็เคยเห็นเขาเหรอ แต่ทำไมเขาทำเหมือนไม่รู้จักข้าเลย แล้วแบบนี้เื่เฟิงเกอดูท่าจะวางใจไม่ได้แล้ว” คำตอบของเปาจู๋ทำเหวินชิงหลีร้อนรน ส่งสายตาค้อนเปาจู๋
“เราเคยเห็นเขา ก็ใช่ว่าเขาจะเคยเห็นเราเสียหน่อย เขาเคยมาเยือนจวนเหวินหลายครา คุณหนูเคยชวนเปาจู๋แอบดูเขาบ่อย ๆ เ้าค่ะ” พูดแล้วก็ปิดปากหัวเราะคิก
“เ้าพูดจริงเหรอ ทำไมล่ะ”
หรือว่าตอนนั้นเ้าของร่างนี้ก็ชอบแม่ทัพหนุ่มผู้นี้เหรอ เหวินชิงหลีตอนนี้คิดไกลไปแล้ว
“คุณหนูใหญ่เคยโอ้อวดว่า ตอนอยู่สำนักศึกษาเจี้ยนกั๋ว แม่ทัพหนุ่มผู้นี้คือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในตัวนาง คุณหนูอยากเห็นหน้าคนผู้นั้นเสียหน่อย ก็เลยพาเปาจู๋ไปแอบดูเ้าค่ะ”
เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเหวินชิงหลีแล้วเปาจู๋หัวร่องอหาย เพราะไม่เคยเห็นนางเป็เช่นนี้มาก่อน ปกติจะเป็เหวินชิงหลีที่ชอบแกล้งอำนาจ วันนี้ถูกนางเอาคืนเสียแล้ว
“เปาจู๋! เ้าแกล้งข้ารีบกลับมานี่เลยนะ คนอะไรวิ่งเร็วยิ่งกว่าหนูซะอีก” เหวินชิงหลีบ่นกับตัวเอง นางไม่โมโหเปาจู๋แต่กลับรู้สึกโล่งใจอย่างมาก
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณมาเยือน ที่เรือนของเหวินชิงหลีก็ได้ต้อนรับกลุ่มคนอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือจางฮูหยินกับเผิงเฉิง พ่อค้าทาสกับทาสที่คอยติดตามมาขายตัวจำนวนห้าคน กลุ่มที่สองคือตงเหอกับนายช่างที่เขาพามาซ่อมแซมบ้านให้กับเหวินชิงหลี ตงเหอยืนมองนางพูดคุยกับจางฮูหยินครู่ใหญ่ ก่อนจะเห็นเชื้อเชิญไปยังม้านั่งใต้ต้นเหมยฮวา แล้วค่อยเดินมาหาเขา
“ท่านองครักษ์ตงเหอ” เหวินชิงหลีกล่าวทักทาย
“แม่นางลี่จิ่น เรียกข้าว่าตงเหอก็พอขอรับ”
ตงเหอเป็เด็กหนุ่ม ได้เห็นความสงบเยือกเย็นของเหวินชิงหลี ภายใต้เสื้อผ้าสีซีดจางเหล่านี้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความเป็ผู้ใหญ่ อีกอย่างแม่ทัพของเขาก็ให้ความสำคัญต่อนางมาก ตงเหอจึงรู้สึกเคารพนางเป็พิเศษ
“เช่นนั้นตงเหอ การซ่อมแซมบ้านของข้า พวกท่านวางแผนเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” นางถามอย่างตรงไปตรงมา
“เป็เช่นนั้นขอรับ” ตงเหอตอบไปตามตรงเช่นกัน
“เช่นนั้นรบกวนพวกท่านแล้ว อีกสามวันข้าจะเดินทางไปเมืองหลวง ที่บ้านเหลือเพียงเปาจู๋กับเฟิงเกอ พวกเค้าอยู่กันเพียงสองคนข้าไม่วางใจนัก วันนี้จึงนัดพ่อค้าทาสมาเพื่อซื้อคน” เหวินชิงหลีชี้ให้ตงเหอดูกลุ่มคนที่ใต้ต้นเหมยฮวา
“ข้าจะให้เปาจู๋มาคอยช่วยเหลือท่าน ส่วนข้าต้องขอตัวไปทำธุระแล้ว”
“เชิญแม่นางลี่จิ่น”
ส่งนางไปแล้วตงเหอรีบเข้าควบคุมงานทันที เนื่องด้วยคำสั่งของเ้านายให้เขาเร่งมือเป็พิเศษ
ด้านเหวินชิงหลี ใช้เวลาไม่นานก็คัดเลือกทาสชายหญิงมาได้สองคน พวกเขาเป็พี่น้องกัน ขายตัวหาเงินทำศพให้กับพ่อแม่ เหวินชิงหลีเอ็นดูพี่น้องคู่นี้มาก นางััได้ถึงความรักความกตัญญูต่อบุพการี จึงได้เลือกพวกเขา นางตั้งชื่อให้เด็กทั้งสองใหม่ พี่ชายชื่อเสี่ยวเฟิง น้องสาวชื่อเสี่ยวจิ่ว เสี่ยวเฟิงอายุสิบเอ็ดปี ส่วนเสี่ยวจิ่วอายุสิบปี เด็กสองคนนี้แม้จะมอมแมมไปหน่อยแต่บุคลิกถือว่าใช้ได้
“เสี่ยวเฟิง เสี่ยวจิ่ว นับแต่นี้ไปให้เรียกข้าว่านายหญิง ส่วนนี่คือคุณชาย”
เหวินชิงหลีแนะนำเฟิงเกอให้กับเด็กทั้งสองรู้จัก นางต้องรีบปูทางให้กับลูกชายั้แ่ตอนนี้
“คาระวะนายหญิง คาระวะคุณชาย”
“เอาล่ะ ข้าจะให้ิเยว่พาพวกเ้าไปดูห้องพัก ตอนนี้ลำบากเสี่ยวจิ่วให้ไปพักห้องิเยว่ก่อน ส่วนอีกห้องยกให้เสี่ยวเฟิง ซ่อมบ้านเสร็จแล้วค่อยหารือกันอีกที พาพวกเขาไปเถอะเสี่ยวเยว่” นางออกคำสั่ง
ด้วยสถานะของนางตอนนี้ที่เมืองหลิวหลิน มีเพียงเปาจู๋เท่านั้นที่รู้ความเป็มาทั้งหมด จางฮูหยินรับรู้บางส่วน แม้จะเป็ส่วนน้อยแต่เหวินชิงหลีก็วางใจไม่ได้ โดยเฉพาะเื่ของเฟิงเกอ จะให้คนนอกรู้จักส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด การที่แม่ทัพใหญ่ฝู่กั๋วจ้านเฟยหลงเห็นหน้าลูกชายของนาง คือเื่ที่นางทำพลาดที่สุด นางจึงกำชับจางฮูหยินนักหนาว่าห้ามไม่ให้ใครรู้อีก ซึ่งจางฮูหยินได้รับปากเป็มั่นเหมาะ
หลังอาหารมื้อเย็นนางให้ทุกคนรวมกันที่ลานบ้าน
“ทุกคนมากันครบหมดแล้ว ข้าขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการอีกครั้งก็แล้วกัน ข้าชื่อลี่จิ่นเป็นายหญิงของทุกคนที่นี่ ส่วนนี่คือเฟิงเกอลูกชายข้า และเป็คุณชายของพวกเ้าทุกคน จงจดจำไว้อยู่ที่นี่พวกเ้าไม่ใช่ทาสแต่เป็ดั่งญาติพี่น้อง ดูแลซึ่งกันและกัน ข้าไม่เพียงแต่เป็นายหญิงของพวกเ้า นับจากนี้ไปข้าจะเป็อาจารย์ของพวกเ้าด้วย”
เหวินชิงหลีพูดด้วยถ้อยคำเสียงดังฉะฉาน ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ความรู้สึกของทุกคนในยามนี้ นางช่างคล้ายแม่ทัพหญิงบัญชาการศึก
“แม้ข้าไม่เป็วรยุทธ์ แต่เื่การใช้อาวุธข้ายังชำนาญอยู่ ใช่หรือไม่เสี่ยวเยว่” นางหันไปทางิเยว่
“ใช่เ้าค่ะคุณหนู หากไม่ใช่คุณหนูช่วยไว้ในตอนนั้น เห็นทีิเยว่คงเหลือแค่ชื่อเ้าค่ะ” ิเยว่จดจำวันนั้นไม่ลืม
“ดี! เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสอนวิชามีดให้กับพวกเ้าทุกคน เปาจู๋แจกมีด!”
เหลือเวลาไม่ถึงสามวันที่ต้องออกเดินทาง นางชักช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ต้องรีบฝึกฝนเด็กเหล่านี้ให้เร็วที่สุด อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องกังวลจนเกินไป แต่ทว่าตอนนี้ภายในเรือนหลังนี้ ไม่ได้มีแค่พวกนางซะแล้ว แม่ทัพหนุ่มแอบซุ่มดูอยู่ที่ต้นอิงเถาก่อนเข้าลานบ้าน คราแรกเขาตั้งใจมาถามไถ่ เพราะรับข่าวจากตงเหอว่านางซื้อคนเข้ามา เหนือความคาดหมายชายหนุ่มได้เจอราชสีห์ในร่างของกระต่ายน้อยเสียแล้ว
“เอาล่ะ ทุกคนถือมีดไว้ในมือแล้วใช่หรือไม่ มีดคือกายเรา กายเราก็คือมีด กายใจล้วนสัมพันธ์ การขว้างมีดแต่ละครั้งล้วนต้องมีเป้าหมาย และมีจุดมุ่งหมาย วิชามีดที่ข้าจะสอนต่อไปมีชื่อเรียกว่า สะบัดบุปผา ทลายวาโย” เป็ชื่อที่นางตั้งขึ้นอย่าง โง่ ๆ เมื่อชาติที่แล้วตอนเรียนวิชามีด นางกำหนดจากลักษณะรัศมีของมีดที่เคลื่อนตัวออกไป
‘สะบัดบุปผา ทลายวาโย เคล็ดวิชามีดสกุลหลงอย่างนั้นเหรอ’ ชายหนุ่มที่แอบซุ่มดูผงะเล็กน้อย เป็ไปไม่ได้สกุลหลงต้องโทษฐานฏตายกันไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงเหวินชิงหลี บุตรสาวของเหวินฮูหยินคนก่อน ‘หลงซูเจียว’ ซึ่งตอนนี้ถูกเต๋อหลางเยว่เนรเทศออกไป เท่าที่รู้มานางไม่เอาไหนที่สุดทั้งยังน่ารังเกียจที่สุดด้วย
“ท่านแม่ทัพ” เสียงอู๋โยวยอดสายลับกระซิบข้างหูแม่ทัพหนุ่ม
“ไปจากที่นี่ก่อนค่อยพูด” บุรุษทั้งสองเร้นกายออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านพ้นกำแพงออกมาแม่ทัพหนุ่มเร่งเอาคำตอบทันที
“เื่ของเหวินชิงหลี ได้คำตอบแล้วเหรอ”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”