รุ่งอรุณของวันประลองมาถึงพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังกังวานก้องไปทั่วทั้งหุบเขาเมฆาคราม มันเป็เสียงที่ปลุกเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากภวังค์แห่งการพักผ่อน แต่สำหรับหลงเทียนเฟยแล้ว เขานอนไม่หลับมาทั้งคืน
ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นหรือความกระหายในการแข่งขัน แต่เป็เพราะความหวาดระแวงที่กัดกินใจอย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตผู้นั้น...รอยยิ้มที่เป็มิตรและสายตาที่ราวกับมองทะลุทุกสิ่งของเขา ได้ทำลายปราการแห่งความสงบสุขที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมาจนพังทลาย สัญชาตญาณรักตัวกลัวตายของเขากำลังส่งเสียงเตือนดังลั่นอยู่ในหัว
'ภัยคุกคามที่มองไม่เห็น ช่างน่ารำคาญใจยิ่งกว่าศัตรูที่เปิดเผยตัวซึ่งๆ หน้าเสียอีก'
เขาเดินออกจากเรือนพักรับรองด้วยใบหน้าที่ดูซื่อตรงแต่ก็แฝงความอ่อนเพลียจากการครุ่นคิดมาทั้งคืน 'กลิ่นอายไร้ตัวตน' ของเขายังคงทำงานอยู่ แต่ความมั่นใจในทักษะนี้ได้ลดทอนลงไปกว่าครึ่ง เขารู้สึกราวกับกำลังสวมเสื้อคลุมล่องหนที่มีรอยขาดอยู่เต็มไปหมด
ณ ทางเข้า ป่าหมอกมายา (幻雾之森) เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายร้อยคนได้มารวมตัวกันแล้ว เบื้องหน้าของพวกเขาคือม่านหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยตัวนิ่งราวกับกำแพงที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่เคลื่อนไหวตามสายลม แต่กลับดูดกลืนแสงและเสียงเข้าไปในตัวมันเอง ไอเย็นชื้นที่แผ่ออกมานั้นมีกลิ่นดินและใบไม้ที่เน่าเปื่อยทับถมกันมานานปี ปะปนอยู่กับกลิ่นอายพลังปราณที่บิดเบี้ยวและแปลกประหลาดจนน่าคลื่นไส้
ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น หลงเทียนเฟยที่ยืนปะปนอยู่ในฝูงชนอย่างเลือนราง ก็ได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจจากกลุ่มศิษย์สำนักใหญ่กลุ่มหนึ่ง
"ข้าได้ยินมาว่ารางวัลที่แท้จริงไม่ใช่โอสถ แต่คือการตามหาคนที่มี 'เนตรแห่งจิต' ต่างหาก สำนักดาบเมฆาครามคงมีแผนการบางอย่างซ่อนไว้แน่ๆ"
'เนตรแห่งจิตรึ' หลงเทียนเฟยขมวดคิ้ว 'ฟังดูเป็อีกหนึ่งเื่ที่น่าเหนื่อยหน่ายใจ'
เมื่อผู้าุโให้สัญญาณเริ่มการประลอง บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไปในทันที เหล่าผู้ฝึกตนพุ่งทะยานเข้าไปในม่านหมอกราวกับฝูงผึ้งที่แตกรัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันเื้ั หลงเทียนเฟยรอจนคนส่วนใหญ่เข้าไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ ย่างเท้าตามเข้าไปในม่านหมอกนั้นอย่างไม่รีบร้อน
ทันทีที่ก้าวพ้นเขตแดนของป่า โลกทั้งใบก็พลันเปลี่ยนไป อากาศเย็นเยียบลงอย่างฉับพลันราวกับก้าวจากฤดูร้อนสู่เหมันตฤดูในชั่วพริบตา ต้นไม้โบราณที่นี่สูงตระหง่านเสียดฟ้า ลำต้นของมันบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด เปลือกไม้หนาเตอะถูกปกคลุมด้วยมอสเรืองแสงสีเขียวอ่อนจางๆ ส่องประกายลึกลับในม่านหมอก แสงอาทิตย์ที่ควรจะสาดส่องลงมากลับถูกกรองจนเหลือเพียงลำแสงสีซีดเซียวที่ดูผิดธรรมชาติ ราวกับแสงจันทร์ในคืนเดือนดับ
หลงเทียนเฟยหยุดเดิน เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบ 'จี้หยกกระจ่างใจ' ออกมา ทันใดนั้น ไอเย็นเยียบสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกจากจี้หยกเข้าสู่ร่างของเขาโดยตรง ขับไล่ความรู้สึกสับสนมึนงงที่เกิดจากไอหมอกออกไปจนหมดสิ้น จิตใจของเขากระจ่างใสขึ้น และเมื่อเพ่งมองอีกครั้ง เขาก็สามารถมองเห็นเส้นสายพลังงานที่บิดเบี้ยวของค่ายกลภาพลวงตาได้รางๆ มันถักทออยู่ในอากาศราวกับใยแมงมุมที่มองไม่เห็น
จากนั้น เขาก็นำ 'ธูปอัคคีข่มขวัญ' ออกมาหนึ่งดอกแล้วจุดมันขึ้นด้วยพลังปราณเล็กน้อย ควันสีเทาจางๆ ลอยขึ้นไปในอากาศก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลิ่นอายที่ก้าวร้าวและแผดเผาจางๆ ที่แทบจะไม่มีผู้ใดสังเกตได้ เสียงกรอบแกรบของสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เคยดังอยู่ในพุ่มไม้รอบๆ พลันเงียบกริบลงในทันที
'เอาล่ะ...ทีนี้ก็ได้เวลาทอดน่องชมไพรแล้ว' เขายิ้มอย่างพึงพอใจ
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดิน เสียงปะทะของพลังปราณก็ดังขึ้นไม่ไกลนัก เขาเหลือบมองผ่านม่านหมอกอย่างไม่ใส่ใจ เห็นผู้ฝึกตนสองนางในอาภรณ์ต่างสำนักกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เป้าหมายของพวกนางคือผลึกสีขาวขุ่นที่เปล่งแสงจางๆ ซึ่งปักอยู่บนลำต้นของไม้เถาชนิดหนึ่ง
"ผลึกจิตมายานั่นเป็ของข้า!" สตรีในชุดสีเหลืองะโ
'เพื่อของสิ่งนั้นเนี่ยนะ' หลงเทียนเฟยส่ายศีรษะเบาๆ 'ช่างเป็ความพยายามที่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงนัก' เขาหาวหนึ่งครั้งก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางอย่างไม่สนใจใยดี
เขาเยื้องย่างไปตามเส้นทางที่จี้หยกนำทางอย่างสบายอารมณ์ ผ่านกับดักเถาวัลย์และเขตอาคมภาพลวงตาไปได้อย่างง่ายดายราวกับมันไม่มีอยู่จริง ไม่นานนัก เสียงน้ำไหลรินก็ดังขึ้นแว่วๆ เขาเดินตามเสียงนั้นไปจนกระทั่งพบกับลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลทอดตัวผ่านใจกลางป่า น้ำในลำธารใสสะอาดจนมองเห็นกรวดหินสีดำสนิทที่ดูราวกับจะดูดกลืนแสงสว่างทุกอย่างเอาไว้
เขากำลังจะหาที่เหมาะๆ เพื่อหยุดพักล้างหน้า ทว่าสายตาของเขาก็พลันจับจ้องไปยังร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนโขดหินกลางลำธาร...
ชายหนุ่มปริศนาในชุดบัณฑิตสีเทาอ่อนคนนั้นนั่นเอง
เขากำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นกับสายน้ำเย็นเฉียบอย่างสบายใจ ราวกับกำลังมาพักผ่อนชมทิวทัศน์ ไม่ใช่เข้าร่วมการประลองที่เต็มไปด้วยภยันตราย
ชายหนุ่มผู้นั้นเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มที่เป็มิตรมาให้เขา ราวกับกำลังรอคอยการมาถึงของเขาอยู่แล้ว
"ข้ากำลังรอท่านอยู่พอดี คุณชายหลง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบรื่น "ว่าแต่...กลิ่นธูปของท่านช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
หัวใจของหลงเทียนเฟยพลันร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
(จบตอนที่ 18)