ฟ้าเหนือเมืองชายม่านไม่เคยมืดสนิทสักคืน เพราะบนนภากว้างมีรอยฉีกขาดพาดผ่านราวแผลเป็ที่ไม่มีวันสมาน บางคืนมันเรืองทองอ่อนดั่งแสงตะวันที่ลืมตกดิน บางคืนกลับวาบครามเย็นเยียบเหมือนสายน้ำกลางเหมันต์ คนเฒ่าเรียกมันว่า ‘ม่าน์’ และเล่ากันว่าเมื่อร้อยปีก่อนม่านนี้เคยเป็กำแพงทึบกั้นสองพิภพออกจากกัน—พิภพบูรพาแห่งเซียนและพลังชี่อยู่ฟากหนึ่ง พิภพประจิมแห่งอาณาจักรและมนตรามานาอยู่อีกฟาก จนกระทั่ง ‘การปะทะ’ ฉีกมันขาดเป็ริ้ว และเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็บังเอิญตั้งคร่อมอยู่บนรอยต่อพอดี
คนที่นี่จึงเติบโตมาใต้แสงสองสีโดยไม่เคยตั้งคำถาม เด็กที่เกิดในคืนทองมักถูกทักว่าจะมีวาสนาทางดาบ ส่วนเด็กที่ลืมตาในคืนครามว่ากันว่าสายเืต้องผูกพันกับเวทมนตร์ แต่สำหรับเซี่ยหลิงเฟิง ไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำว่าเขาเกิดในคืนสีอะไร เพราะวันที่พบเขา เขาเป็เพียงทารกห่อผ้าเปื้อนเืที่ถูกวางไว้หน้าศาลเ้าร้าง ใต้ม่านที่คืนนั้นว่ากันว่าเรืองทั้งสองสีพร้อมกัน—สิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน และไม่มีผู้เฒ่าคนใดกล้าเอ่ยถึงอีกเลย
สิบหกปีให้หลัง หลิงเฟิงหาบถังน้ำสองใบไต่ขึ้นบันไดหินคดเคี้ยวของย่านล่างเมือง ไหล่ทั้งสองข้างด้านเป็ปื้นจากไม้คานที่กดทับมาั้แ่เด็ก เสื้อผ้าฝ้ายหยาบของเขาซีดจนแทบไร้สี ปะชุนซ้อนปะชุนจนนับชั้นไม่ถ้วน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสว่างผิดที่ผิดทาง—ดำสนิทเหมือนบ่อน้ำลึกที่สะท้อนแสงม่านเป็ประกายแปลกตา ใครสบตาเขานานๆ มักรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุ แล้วก็รีบหันหนี
“อาเฟิง! น้ำ! ป้ารอจะลวกเส้นอยู่!” เสียงใสแจ๋วดังลอยมาจากปลายตรอก
เด็กหญิงตัวเล็กผมจุกสองข้างวิ่งตึงตังลงบันไดมารับ มือจิ๋วๆ พยายามช่วยยกถังทั้งที่ตัวเองยังเตี้ยกว่าขอบถัง หลิงเฟิงรีบยกพ้นมือนาง “เสี่ยวถาว อย่า เดี๋ยวหก น้ำหนักไม่ใช่ของเด็ก” เขาว่าพลางยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เขาเก็บไว้ให้เพียงสองคนในโลกนี้
คนหนึ่งคือเสี่ยวถาว เด็กกำพร้าอีกคนที่ป้าซูเก็บมาเลี้ยงเช่นเดียวกับเขา อีกคนคือป้าซูเอง—หญิงชราหลังค่อมเ้าของแผงก๋วยเตี๋ยวปลายตรอก ผู้เดียวที่ยอมรับทารกต้องคำสาปเมื่อสิบหกปีก่อนมาไว้ในอ้อมอก ทั้งที่คนทั้งเมืองหันหลังให้ ป้าซูไม่เคยมีลูกของตัวเอง นางมักพูดเสมอว่า “ฟ้าเอาของมาฝากไว้ที่ประตูบ้านป้า ป้าก็ต้องเลี้ยงให้ดี ไม่งั้นจะตอบฟ้ายังไง”
แผงก๋วยเตี๋ยวของป้าซูตั้งอยู่ตรงที่ลมจากรอยแยกพัดผ่านพอดี กลิ่นน้ำซุปกระดูกเคี่ยวข้ามคืนคลุ้งปะทะกับกลิ่นโลหะเย็นๆ ที่ลอยมาจากม่าน หลิงเฟิงเทน้ำลงหม้อใหญ่ ก่อไฟ จัดชาม เช็ดโต๊ะ—งานที่ทำมาจนมือจำได้เองโดยไม่ต้องคิด ขณะที่เสี่ยวถาวนั่งยองๆ ข้างเตา คอยเป่าไฟด้วยแก้มป่อง ส่งเสียงหัวเราะทุกครั้งที่ประกายไฟกระเด็น
“อาเฟิง วันนี้ม่านเป็สีทองนะ” เด็กหญิงเงยหน้ามองฟ้า “ป้าบอกว่าคืนทองเป็คืนดี คนใจดีจะได้กินอิ่ม”
“งั้นคืนนี้เราคงได้กินอิ่ม” หลิงเฟิงลูบหัวจุกของนางเบาๆ แต่ลึกในใจเขารู้ดีว่าสีของม่านไม่เคยกำหนดว่าใครจะได้กินอิ่มหรือไม่ ในเมืองนี้ สิ่งที่กำหนดคือ ‘ตระกูล’ และเขาไม่มีแม้แต่แซ่ที่แท้จริง คำว่า ‘เซี่ย’ ที่ติดอยู่หน้าชื่อ เป็เพียงคำที่ป้าซูหยิบยืมมาจากศาลเ้าร้างที่พบเขา
สายลมหอบฝุ่นพัดมาอย่างกะทันหัน พร้อมเสียงม้าและล้อเกวียนบดถนนหิน ฝูงชนในตรอกแยกหลีกออกสองข้างอย่างรู้หน้าที่ คนหนุ่มในชุดแพรเนื้อดีปักลายัครึ่งตัวก้าวลงจากเกวียน เหลียงข่าย บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของประธานหอการค้าชายม่าน ผู้ควบคุมเส้นทางขนของข้ามรอยแยกแต่เพียงผู้เดียว
“ได้กลิ่นซุปเน่าๆ แต่ไกล” เหลียงข่ายยกผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก กวาดตามองแผงเล็กๆ ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ป้าแก่ ค่าเช่าที่เดือนนี้ล่ะ พ่อข้าใจดีให้ผ่อนมาสามเดือนแล้วนะ”
ป้าซูรีบโค้งหลังค่อมต่ำลงอีก มือสั่นล้วงถุงผ้าหยิบเหรียญทองแดงที่หยอดเก็บทีละเหรียญออกมา “ท่านน้อย…เดือนนี้ขอ ขออีกนิด พอดีเสี่ยวถาวไม่สบาย ค่ายา…”
“ค่ายา?” เหลียงข่ายหัวเราะ สะบัดมือปัดเหรียญในมือนางจนกระจายร่วงพื้น “เด็กกำพร้าจรจัดสองตัว เลี้ยงไว้ทำไมให้เปลืองข้าว เอาไปขายเป็แรงงานในเหมืองรอยแยกยังได้เงินกว่า” ปลายเท้าของเขาเขี่ยเหรียญทองแดงลงท่อระบายน้ำทีละเหรียญอย่างจงใจ ราวกับกำลังชมการดิ้นรนของมด
เสี่ยวถาวคลานตามเก็บเหรียญด้วยน้ำตาคลอ มือเล็กๆ เอื้อมไม่ทันเหรียญสุดท้ายที่หล่นหายลงท่อ หลิงเฟิงยืนนิ่ง หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เืซึมออกตามง่ามมือโดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาเคยถูกกระทำเช่นนี้นับไม่ถ้วน—ถูกเตะ ถูกถ่มน้ำลาย ถูกไล่ให้ไปตายในรอยแยก เขาทนได้ทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่คนพวกนี้แตะต้องป้าซูหรือเสี่ยวถาว มีบางอย่างในอกเขาที่ร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนถ่านที่ถูกเป่า
“ท่านน้อย” หลิงเฟิงก้าวมาขวาง ก้มหัวลงต่ำ แต่เสียงนิ่งเรียบจนน่าประหลาด “ค่าเช่าผมจะหามาให้ครบเอง คืนนี้ขอเวลาถึงรุ่งสาง อย่าได้แตะป้ากับน้องเลยครับ”
ความนิ่งของเขายั่วโทสะยิ่งกว่าการขัดขืน เหลียงข่ายชักคิ้ว “เด็กต้องคำสาป กล้ามองหน้าข้า?” เขาเงื้อมือจะตบ แต่หลิงเฟิงไม่หลบ ไม่ก้ม ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ—และในเสี้ยววินาทีนั้น เหลียงข่ายรู้สึกเหมือนมองลงไปในบ่อน้ำที่ลึกไม่เห็นก้น มีบางอย่างเย็นวาบไหลผ่านสันหลัง มือที่เงื้อค้างกลางอากาศ
เขารีบสะบัดมือลง กลบความครั่นคร้ามด้วยเสียงตวาด “หึ! รุ่งสางถ้าไม่มีเงิน ข้าจะรื้อแผงนี้ทิ้ง แล้วลากพวกแกไปเหมือง!” ว่าแล้วก็ปีนขึ้นเกวียน สั่งคนขับเร่งม้าจากไป ทิ้งฝุ่นคลุ้งไว้เื้ั
ป้าซูรีบดึงหลิงเฟิงเข้าหา ลูบแผ่นหลังเขาด้วยมือกร้าน “อย่าไปสู้กับเขา ลูก ชีวิตเราต่ำต้อย ก้มหัวไว้ก่อน เก็บลมหายใจไว้ ขอแค่เราสามคนได้อยู่ด้วยกันก็พอแล้ว” น้ำเสียงนางสั่น แต่มือที่ลูบหลังเขายังอบอุ่นมั่นคงเหมือนทุกคืนที่ปลอบเขาตอนยังเป็เด็กร้องไห้ในความฝัน
หลิงเฟิงก้มลงเก็บเหรียญทองแดงที่เหลือ เช็ดให้สะอาด วางคืนในมือเสี่ยวถาวพร้อมยิ้ม “ไม่เป็ไร พรุ่งนี้พี่จะไปรับจ้างขนของที่ด่านรอยแยก ได้ค่าแรงดี เดี๋ยวก็มีเงินค่ายาน้อง” เขาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ในใจรู้ดีว่างานที่ด่านรอยแยกคืองานที่คนปกติไม่กล้าทำ เพราะมีคนหายเข้าไปในหมอกของรอยแยกไม่กลับมาอยู่เนืองๆ
คืนนั้นหลังปิดแผง หลิงเฟิงนอนหงายบนหลังคาโรงเก็บฟืน มือไขว้หนุนศีรษะ มองม่าน์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากทองเป็ครามแล้วกลับเป็ทองอีกครั้ง เขาทำเช่นนี้ทุกคืนที่นอนไม่หลับ มันเป็ความลับเล็กๆ ของเขา—ทุกครั้งที่จ้องม่านนานพอ เขาจะรู้สึกถึง ‘เสียง’ บางอย่าง ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็การสั่นไหวลึกในกระดูก ราวกับมีสองสายธารไหลอยู่ใต้ิั สายหนึ่งอุ่นดั่งทอง อีกสายเย็นดั่งคราม และทั้งสองพยายามจะไหลมากันตรงกลางอก แต่มีกำแพงบางอย่างกั้นไว้เสมอ
“ข้าเป็อะไรกันแน่นะ” เขากระซิบกับฟ้า คำถามเดิมที่ถามมาสิบหกปี และไม่เคยมีคำตอบ
คืนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า ฟ้ากำลังจะตอบ
เสียงแรกที่ปลุกเขาคือเสียงสุนัขทั้งเมืองเห่าหอนพร้อมกัน ตามด้วยความเงียบที่ผิดธรรมชาติ หลิงเฟิงผุดลุกขึ้นนั่ง ขนลุกซู่ทั้งตัว ม่าน์เบื้องบนกำลังสั่นระริก สองสีที่เคยไหลสลับกันอย่างนุ่มนวลบัดนี้ปั่นป่วน บิดเป็เกลียว แล้วจู่ๆ ก็มีรอยแยกใหม่ฉีกขาดออกตรงเหนือใจกลางเมืองพอดี—ไม่ใช่บนฟ้าไกล แต่ต่ำ ต่ำจนเขามองเห็นภายในรอยนั้นเป็ความว่างเปล่าสีดำที่ไม่มีดาว
จากความว่างนั้น มีบางอย่างกำลังคืบออกมา
มันหย่อนกายลงสู่ลานกลางเมืองด้วยเสียงครืนะเืแผ่นดิน อสูรรอยแยกตัวแรกที่หลิงเฟิงได้เห็นกับตา—ร่างสูงเท่าหลังคาสองชั้น ิัเหมือนหินูเาไฟแตกระแหง มีรอยร้าวเรืองแาวิ่งไปทั่วกาย ดวงตาหกดวงเรียงเป็แถวไร้รูม่านตา และเมื่อมันอ้าปาก กลิ่นโลหะเย็นเยียบของรอยแยกก็กระจายคลุ้งจนคนที่สูดเข้าไปล้มพับด้วยพิษ เสียงกรีดร้องแตกตื่นดังขึ้นทั่วทุกตรอก ผู้คนวิ่งหนีกระเจิง เหยียบกันล้มระเนระนาด
อสูรกวาดแขนข้างหนึ่งทลายเรือนไม้ทั้งหลังราวกับปัดเศษฟาง มันไม่ได้หิว มันไม่ได้โกรธ มันเพียงทำลายทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว เพราะนั่นคือธรรมชาติของสิ่งที่หลุดออกมาจากรอยแยก—ความว่างเปล่าที่เกลียดชังทุกสิ่งที่มีชีวิต
หลิงเฟิงกระโจนลงจากหลังคา เท้าเปล่ากระแทกพื้นจนชา แต่เขาไม่รู้สึก เพราะหัวใจเขามีเพียงสองชื่อ “ป้าซู! เสี่ยวถาว!” เขาะโวิ่งฝ่ากระแสคนที่หนีสวนทางมา มุ่งตรงไปยังปลายตรอกที่แผงก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่—ทิศทางเดียวกับที่อสูรกำลังย่างก้าวไป
เขาไปถึงทันเห็นภาพที่ทำให้เืในกายเย็นเฉียบ ป้าซูยืนกางแขนขวางหน้าเสี่ยวถาวที่ล้มฟุบร้องไห้อยู่มุมกำแพง ร่างหลังค่อมเล็กๆ ของหญิงชราสั่นเทา แต่นางไม่ถอย แม้เงาของอสูรกำลังทาบลงคลุมทั้งสอง ฝ่ามือั์ที่มีรอยร้าวเรืองครามเงื้อสูงขึ้น เตรียมจะฟาดลงมา
เวลาในสายตาหลิงเฟิงช้าลงจนแทบหยุดนิ่ง เขาเห็นทุกอย่างชัดเจนเกินจริง—หยดน้ำตาบนแก้มเสี่ยวถาว ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนมือป้าซูที่ยังพยายามปกป้อง เงาฝ่ามืออสูรที่ค่อยๆ เคลื่อนลง และในห้วงเวลาที่ยืดยาวราวชั่วกัปนั้นเอง กำแพงในอกเขาที่กั้นสองสายธารไว้สิบหกปี—ก็แตกร้าว
มันไม่ใช่ความเจ็บ มันคือการะเิ สายธารอุ่นสีทองพุ่งทะยานจากใจกลางกระดูกสันหลัง พร้อมกับสายเย็นสีครามที่ไหลย้อนจากปลายนิ้วทั้งสิบ ทั้งสองที่ไม่เคยได้พบกันบัดนี้ปะทะเข้าหากันกลางอกเขาอย่างรุนแรง หลอมรวมเป็แสงสีที่ไม่มีชื่อ—ไม่ใช่ทอง ไม่ใช่คราม แต่เป็ประกายที่ทั้งสองพิภพต่างต้องห้าม
แสงนั้นพวยพุ่งออกจากร่างหลิงเฟิงเป็วงกว้าง อากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยว หินใต้เท้าแตกร้าวเป็วงกลม เส้นผมและเสื้อผ้าขาดวิ่นปลิวสะบัด ดวงตาดำสนิทคู่นั้นบัดนี้เรืองแสงทั้งทองและคราม เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร รู้เพียงว่าร่างเคลื่อนไปเองตามสายธารที่ไหลเวียน เขาเหวี่ยงมือขวาออกไปข้างหน้าราวกับจับดาบที่มองไม่เห็น—และแสงสองสีก็พุ่งเป็ลำตามแรงเหวี่ยงนั้น
เสียงะเิกลบทุกเสียงในเมือง ฝ่ามือั์ของอสูรที่กำลังจะฟาดลงบนป้าซูถูกลำแสงเฉือนขาดสะบั้น ร่างมหึมาของมันถูกผลักกระเด็นถอยหลังไปกระแทกกำแพงเมืองจนหินถล่ม อสูรส่งเสียงคำรามที่เป็ทั้งความเจ็บและความตื่นตระหนก—เป็ครั้งแรกที่สิ่งซึ่งหลุดจากรอยแยกแสดงอาการ ‘กลัว’
หลิงเฟิงยืนตัวสั่น ลมหายใจถี่กระชั้น แสงสองสียังวนเวียนรอบกายเขาไม่ยอมสงบ เืไหลออกจากมุมปากและปลายจมูก ความเ็ปราวกับมีไฟเผาทุกเส้นเอ็นเริ่มไล่ตามทันความตื่นตระหนก เขารู้สึกว่าพลังที่เพิ่งตื่นนี้ใหญ่เกินกว่าร่างของเขาจะรับไหว มันกำลังจะฉีกเขาออกจากภายใน
แต่เขาไม่ยอมล้ม ยังไม่ใช่ตอนนี้ เขาหันไปมองป้าซูที่นั่งทรุดตาค้างด้วยความตกตะลึง มองเสี่ยวถาวที่กำลังจ้องเขาด้วยแววตาที่ปนทั้งความกลัวและความอัศจรรย์ใจ เขาฝืนยิ้มให้นางอีกครั้ง—รอยยิ้มที่เขาเก็บไว้ให้เพียงสองคนในโลกนี้ ก่อนริมฝีปากจะขยับเป็คำเดียว “หนี…ไป…”
ในความมืดเหนือหลังคาเมืองที่กำลังลุกไหม้ มีเงาสองเงาเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดมาั้แ่ต้น เงาหนึ่งห่มจีวรปักลายเมฆแห่งสำนักบูรพา อีกเงาคลุมกายในเสื้อคลุมเวทแห่งประจิม ทั้งสองไม่เคยลงรอยกันมาเป็ร้อยปี แต่คืนนี้ ดวงตาของทั้งคู่จับจ้องเด็กหนุ่มคนเดียวกัน ด้วยประกายแบบเดียวกัน
“แสงสองสี…” เงาในจีวรเมฆเอ่ยเสียงแ่ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง “เป็ไปไม่ได้ มันสูญสิ้นไปั้แ่คืนการปะทะ…”
“แต่มันอยู่ตรงนั้น” เงาในเสื้อคลุมเวทตอบเย็นเฉียบ “และถ้าเราเห็น คนอื่นก็เห็น ก่อนรุ่งสาง ทั้งสองพิภพจะรู้ว่าเด็กที่ถือ ‘แก่นสองพิภพ’ ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง คำถามมีเพียงว่า—ใครจะไปถึงตัวเขาก่อน”
พลังในกายหลิงเฟิงพวยพุ่งถึงขีดสุดแล้วก็ดับวูบลงพร้อมกัน เหมือนเทียนที่ลุกโชนวาบสุดท้ายก่อนมอด เข่าทั้งสองทรุดลงกับพื้นหิน สายตาพร่าเลือน ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือเสี่ยวถาววิ่งร้องไห้เข้ามาหา และม่าน์เบื้องบนที่—เป็ครั้งแรกในชีวิตเขา—เรืองขึ้นทั้งสองสีพร้อมกัน สว่างไสวราวกับทั้งฟ้ากำลังจ้องลงมาที่เขาเพียงผู้เดียว
แล้วทุกอย่างก็กลืนหายไปในความมืด