ตู้เหิงงุนงง เอ่ยถามตาโต “เปลี่ยนไป๋เสี่ยวโหลว?จะเปลี่ยนยังไงล่ะ? ไม่ให้เขาเล่นงิ้วหรือ?แต่...ถ้าไม่ให้เล่นงิ้วแล้ว เขาจะยังไปทำอะไรได้อีก?”
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่เขาทำอะไรแต่เป็สถานภาพของเขา” หลิงจือเอ่ยพลางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว“ในเมื่อคนโบราณอย่างพวกท่าน...”
“คนโบราณอะไรรึ?”
ตู้เหิงจำได้ว่าตอนนางเพิ่งฟื้นขึ้นก็เคยเอ่ยถึง “คนโบราณ” อยู่เหมือนกันแต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่านางหมายถึงอะไร
หลิงจือรู้ว่าเผลอตัวหลุดปากรีบเฉไฉไปเื่อื่น “ใครพูดว่าคนยุคโบราณกัน? ข้าหมายถึงคนแบบพวกท่านน่ะความคิด ‘หัวโบราณ’ มัวแต่สนใจเื่ตระกูลฐานะ...ดูความเหมาะสมไม่ใช่หรือ? พวกเราเลยต้องมานั่งคิดหาวิธีเปลี่ยนไป๋เสี่ยวโหลวกันอยู่นี่ไง!”
ตู้เหิงยังคงงุนงง “เปลี่ยนอะไร? เปลี่ยนยังไง?”
“ตอนนี้...ยังนึกไม่ออก...”หลิงจือย่นคิ้ว จากนั้นหันไปยิ้มหวานให้ตู้เหิง “สามี...ได้ยินว่าเกาลัดคั่วน้ำตาลจากร้านอู่เว่ยจายช่วยให้ความคิดไหลลื่นได้ดีมาก!”
ตู้เหิงจู่ๆ ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันทีเงยหน้าถอนใจยาว “นี่ข้าแต่งกับคนกินจุหรือนี่!”
เวลาผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปตู้เหิงกลับมาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในมือหิ้วเกาลัดสดครึ่งจิน[1]และน้ำตาลทราย 1 ถุงเล็ก
“ภรรยาเกาลัดคั่วน้ำตาลร้านอู่เว่ยจายแพงมาก แค่ครึ่งจินก็ราคาตั้ง 2,000 เหรียญทองแดงแล้ว ดูสิ ข้าซื้อเกาลัดกับน้ำตาลมา รวมกันราคาแค่ 10 เหรียญทองแดงเอง เ้ารอแป๊บนะ เดี๋ยวข้าจะคั่วให้กิน!”
ท่ามกลางสายตาดูถูกของหลิงจือตู้เหิงรีบหยิบของแล้ววิ่งเข้าไปทางครัวหลังบ้าน
หลิงจือยกมือข้างหนึ่งเท้ากรอบประตูห้องครัวยิ้มมองตู้เหิงจับตะหลิวอย่างคล่องแคล่ว
“ท่านหมอ ท่านคิดว่าทำเช่นนี้ จะช่วยประหยัดเงินมากใช่หรือไม่?” หลิงจือเลิกคิ้วถาม
ตู้เหิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก เอ่ยยิ้มๆ “แน่นอน เมื่อกี้ข้าก็คิดให้เ้าดูแล้วไง?”
หลิงจือยิ้มอ่อน เอ่ย “ท่านคิดอย่างนี้ไม่ถูก!”
ตู้เหิงหันหน้ามามองหลิงจือแวบหนึ่ง แย้ง “ไม่ถูกตรงไหนกัน?”
“ท่านคิดแค่ค่าวัตถุดิบเท่านั้นแต่กลับลืมคิดค่าแรงค่าเวลาที่ตัวเองเสียไป เวลาที่ท่านเอาไปคั่วเกาลัดกระทะนี้เอาไปทำอะไรได้เยอะแยะทำเพื่อเงินเล็กน้อยแค่นี้ มันคุ้มหรือ?”
ตู้เหิงคั่วเกาลัดในกระทะไปพลางหัวเราะหึๆเอ่ย “ยังไงเวลาของข้าก็ไร้ค่าอยู่แล้ววันนี้ก็ไม่มีคนไข้มาหาด้วย ว่างก็ว่างอยู่ เอาเวลามาคั่วเกาลัดให้ภรรยาดีกว่า…”
“คนแบบท่านนี่ สมควรจนแล้วละ!”
หลิงจือส่ายหน้าถอนหายใจ พลางเดินกลับไปยังโถงด้านหน้านั่งลงข้างโต๊ะครุ่นคิดเื่ไป๋เสี่ยวโหลวต่อ
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ตู้เหิงที่ใบหน้าดำเปื้อนควันไฟก็เดินออกมาพร้อมกับยกเกาลัดหอมๆ มาด้วย
หลิงจือเห็นสภาพหน้าเขา ก็ขำแทบหงายหลัง
ตู้เหิงยกมือขึ้นมาถูหน้าทีสองที กลับยิ่งเหมือนลูกแมวน้อยเข้าไปใหญ่
หลิงจือใช้ผ้าเช็ดหน้าให้เขา พลางเอ่ยปรามาส “เพียงเพื่อเงินแค่ไม่กี่เหรียญทองแดง ดูซิ ท่านทำตัวเองจนกลายเป็อะไรไปแล้ว? หน้าหล่ออยู่ดีๆทำซะกลายเป็เปาบุ้นจิ้น…”
ตู้เหิงกลับไม่ใส่ใจ รีบเช็ดมือให้สะอาด แล้วค่อยๆ แกะเปลือกเกาลัดเม็ดหนึ่งอย่างระมัดระวังยกขึ้นมาเป่าให้หายร้อน ก่อนป้อนใส่ปากหลิงจือ
หลิงจือทีแรกก็ใ แต่ต่อมาก็ค่อยๆ ละเมียดเคี้ยวลิ้มรสเกาลัดสีเหลืองทองที่เพิ่งแกะใหม่ๆ หอมนุ่มอร่อย คั่วไฟได้กำลังพอดีหลิงจือรู้สึกว่าเกาลัดที่กำลังเคี้ยวอยู่นี้ช่างอร่อยเหลือเกิน
“อื้ม...อร่อยจัง…” หลิงจือเพิ่งกลืนไปเม็ดหนึ่งก็รีบหยิบเม็ดที่สองขึ้นมาทันที ปากก็เอ่ยชมไม่หยุด “ท่านหมอฝีมือใช้ได้เลยนะเนี่ย! รสชาติแบบนี้เทียบชั้นกับอู่เว่ยจายได้เลย…”
ตู้เหิงสีหน้าภาคภูมิใจ เอ่ย “ไม่มีทางแพ้อู่เว่ยจายแน่นอนข้ากล้าพูดได้ว่า เกาลัดที่ข้าคั่ว ถ้านำไปห่อด้วยกระดาษของอู่เว่ยจายอาจจะแยกกับของจริงไม่ออกทีเดียว!”
“ใช่แล้ว...แค่ห่อกระดาษเพิ่มชั้นหนึ่ง...เกาลัดที่ซื้อมาด้วยเงิน10 เหรียญทองแดง ก็จะขายได้ 2,000 เหรียญทองแดงแล้ว!ใช่แล้ว แค่กระดาษชั้นเดียวก็เปลี่ยนโฉมได้ในทันที…” หลิงจือหยิบเกาลัดขึ้นมาเม็ดหนึ่งพลันตาเป็ประกาย เอ่ยพึมพำกับตัวเอง “พูดไปพูดมา ก็ขาดแค่กระดาษชั้นเดียวนี่แหละ!”
ตู้เหิงเกาหัว รู้สึกมึนงงสงสัย ภรรยาข้าเป็อะไรไปอีกแล้ว?
หลิงจือกลับคว้ามือตู้เหิงแน่น เอ่ยยิ้มๆ “ขอบคุณนะ คุณสามีเกาลัดคั่วน้ำตาลจานนี้ช่วยข้าได้มากเลย!เกาลัดคั่วน้ำตาลนี่ช่วยให้หัวแล่นได้จริงๆ ละนะ!”
ตู้เหิงเหมือนจะพอเดาได้บ้างแล้ว “ภรรยาเ้าคิดออกแล้วหรือว่าจะช่วยซูเมิ่งเสวี่ยกับไป๋เสี่ยวโหลวได้อย่างไร?”
“ถูกต้อง!” หลิงจือชูเกาลัดเม็ดนั้นตรงหน้าตู้เหิง“ไป๋เสี่ยวโหลวก็เป็เหมือนเกาลัดที่ท่านคั่วเม็ดนี้ สีสันกลิ่นรสดีครบถ้วน แต่เพียงเพราะขาดกระดาษห่อจากอู่เว่ยจายถึงได้ไม่มีราคา…”
“อืม…” ตู้เหิงพอเข้าใจอยู่“ความหมายของภรรยา ข้าเข้าใจแล้ว ไป๋เสี่ยวโหลวรูปงามมากความสามารถแต่เพราะมีฐานะต่ำต้อยจึงไม่คู่ควรกับคุณหนูซู”
แววตาหลิงจือแฝงประกายชื่นชม ตบบ่าตู้เหิงเอ่ย “ช่างเป็บุรุษที่ฝึกได้ไป๋เสี่ยวโหลวยามนี้ขาดเพียงกระดาษห่อ เช่นนี้เราก็หามาให้เขาสักแผ่นสิ เท่านี้ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไปแล้วถูกไหม?”
ตู้เหิงกะพริบตาปริบๆ ถาม “แล้ว...เราจะไปหากระดาษแผ่นนั้นได้ที่ไหน?”
“เื่นี้ไม่ยาก!” แก้มของหลิงจือขึ้นรอยบุ๋มลึกสองรอย“ข้ารักษาไข้ใจของจินหลิ่วเอ๋อร์จนหายได้เถ้าแก่จินยังไม่ได้ขอบคุณข้าเลย! ครั้งนี้ข้าจะให้โอกาสเขาตอบแทนหน่อยแล้วกัน!”
หลิงจือเป็คนคิดแล้วทำเลย เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็รีบลากตู้เหิงไปที่บ้านของเถ้าแก่จินทันที
เถ้าแก่จินเห็นสองสามีภรรยามาเยือนถึงบ้านก็รีบสั่งให้คนรับใช้ชงชาซีหูหลงจิ่วชั้นดีมากาหนึ่ง
หลังจากนั่งลงที่โถงรับรองด้านหน้า ตู้เหิงเอ่ยน้ำเสียงห่วงใย “ข้ากับภรรยานึกเป็ห่วงแม่นางหลิ่วเอ๋อร์อยู่ตลอดไม่ทราบว่า่นี้ร่างกายนางดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
ใบหน้าอวบอ้วนของเถ้าแก่จินปรากฏแววดีใจ “ลำบากท่านหมอตู้และภรรยาแล้ว!นับแต่วันนั้นมาหลิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มยอมกินข้าวเสียที ตอนนี้ 1 วัน 3 มื้อก็กินเป็ข้าวถ้วยเล็กๆ ได้แล้วหลายวันก่อนยังออกมาเดินเล่นที่ลานบ้านรอบหนึ่งด้วย!”
ตู้เหิงรีบเอ่ย “ในเมื่อลุกเดินได้แล้วเช่นนั้นให้นางออกมาเดินมากๆ หน่อย ร่างกายจะได้แข็งแรง”
“ถูกต้อง ท่านหมอตู้พูดได้ถูกต้อง!” เถ้าแก่จินมองคำพูดของตู้เหิงและหลิงจือเป็เหมือนวาจาศักดิ์สิทธิ์
“ตอนนี้ข้าพอจะขอพบแม่นางหลิ่วเอ๋อร์ได้หรือไม่?”หลิงจือหยิบน้ำแป้งชาดที่เพิ่งซื้อขึ้นมา ยิ้มพลางเอ่ยกับเถ้าแก่จิน“จำได้ว่าคราวก่อน นางบอกว่าสีหน้าตัวเองไม่ค่อยดีนักข้าจึงตั้งใจซื้อแป้งชาดมาฝากนาง”
“แหม่ รบกวนเงินหมอตู้แล้ว…” เถ้าแก่จินยิ้มแย้มหน้าแช่มชื่น“ข้ากำลังกังวลอยู่เลยว่านางจะไม่มีเพื่อนคุย! เสี่ยวชุ่ยรีบนำทางตู้ฮูหยินไปยังห้องนอนของคุณหนูเร็วเข้า”
เอ่ยจบ หลิงจือก็ลุกขึ้นเดินตามสาวใช้ออกไป
ตู้เหิงกลับรู้สึกสับสนเล็กน้อย——ต้องคุยกับเถ้าแก่จินเื่ไป๋เสี่ยวโหลวไม่ใช่หรือ? ทำไมนางถึงไปคุยเล่นกับจินหลิ่วเอ๋อร์ที่ห้องแทนเล่า?
่เวลาสับสนนั้นเอง จู่ๆ หลิงจือก็หันมาส่งสายตาให้ตู้เหิงตู้เหิงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็รู้ว่าภรรยาต้องมีแผนอะไรไว้แล้วแน่จึงวางใจนั่งดื่มชาพูดคุยกับเถ้าแก่จินต่อ
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก#ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า
[1]250 กรัม