ตอนที่ 35 ร้องทุกข์
หยางน่ายกมือขึ้นทาบอกด้วยความในางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะพูดจารุนแรงกับนางถึงเพียงนี้แค่ไม่มีเงินก็ไม่มีใครยอมช่วยเหลือเลยสินะหรือนี่จะเป็สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปพบเจอกันปกติ
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมช่วยเหลือนางเช่นนั้นก็คงต้องพึ่งพาตัวเองแล้วล่ะ หยางน่าควักเอาถุงเงินในอกออกมานับดูยามนี้นางมีเศษเงินรวมๆ กันแล้วน่าจะได้สักประมาณห้าตำลึง บางทีอาจจะพอเช่าโรงเตี๊ยมสักแห่งได้แล้วค่อยลองคิดหาทางออกก็แล้วกัน...
ฟึบ!
ฉับพลันนั้นถุงเงินในมือก็อันตรธานหายไปในพริบตาเดียวนางรีบเงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นว่าเป็ชายรูปร่างสันทัดผิวเนื้อดำแดงผู้หนึ่งวิ่งโฉบเอาถุงเงินของนางหนีไป
เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วหยางน่าก็รีบร้องะโทันที“ช่วยด้วย! ชายผู้นั้นขโมยเงินข้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ร่างบางวิ่งตามชายผู้นั้นไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นวิ่งตามมาเ้าหัวขโมยผู้นั้นก็อาศัยความชำนาญทางรีบวิ่งหลบหนีไปตามซอกซอยไม่นานก็สลัดหญิงสาวออกไปได้สำเร็จ
หยางน่ากุมศีรษะของตัวเองเล็กน้อยความรู้สึกวิงเวียนศีรษะและไม่สบายตัวนั้นได้ส่งผ่านมาถึงลู่จิวเช่นกัน
ร่างโปร่งใสลืมตาขึ้นทันพลันก่อนจะพบว่ายามนี้พวกนางกำลังเดินวนอยู่บนถนนที่มีผู้คนอยู่พลุกพล่านเต็มไปหมด
ยามนี้หยางน่ากำลังบังคับให้ตัวเองเดินต่อไปข้างหน้าคิ้วงามขมวดแน่นเป็ปม สายตาก็พลางสอดส่ายหาตัวหัวขโมยผู้นั้นอย่างไม่ยอมแพ้นางกะพริบตาเรียกสติที่ใกล้จะหมดลงของตัวเองก่อนจะตัดสินใจหยุดพักและสูดหายใจเข้าลึกๆในใจก็ยังคงเฝ้าพะวงถึงเงินถุงนั้นไม่จางหายไปไหน
“เอาเงินของข้าคืนมา” หยางน่าเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง
หากไม่มีเงินนี่แล้วนางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรทั้งที่อุตส่าห์เดินทางมาถึงเมืองอู่ฉางได้แล้วแท้ๆ แต่นางกลับทำทุกอย่างพังจนได้นี่ไม่ได้อยู่ในแผนการของนางเลยสักนิดใครจะไปรู้ว่าเมืองที่ดูเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อนจะมีโจรชิงทรัพย์กลางวันแสกๆ ได้
หยางน่าเอ่ยพึมพำเพียงลำพังเมื่อแน่ใจแล้วว่านางคงจะไม่ได้เงินนั้นคืนมา หยางน่าจึงทรุดตัวลงนั่งข้างกำแพงอย่างสิ้นหวังยามนี้นางคิดสิ่งใดไม่ออกแล้วจริงๆ
“ลู่จิว เ้ายังอยู่หรือไม่ ข้าควรทำอย่างไรดี”
‘ลองไปแจ้งทางการดูดีหรือไม่’ แม้ว่าลู่จิวจะไม่อยากยุ่งก็ตามแต่เมื่อเห็นท่าทางท้อแท้สิ้นหวังของอีกฝ่ายแล้ว นางก็อดเอ่ยปากช่วยเหลือไม่ได้
“จริงด้วย!” ฉับพลันนั้นดวงตากลมโตก็พลันเปล่งประกายขึ้นมานางลืมไปได้อย่างไรนะว่าทุกเมืองจะมีจวนที่ว่าการคอยรับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนอยู่นางสามารถไปร้องทุกข์ที่นั่นได้!
“ข้ารักเ้าที่สุดเลยลู่จิว ไปจวนที่ว่าการกันเถอะ!” หยางน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาไม่ใช่หมดอาลัยตายอยากเหมือนก่อนหน้านี้
พอพูดจบแล้วหยางน่าก็รีบพยุงตัวเองขึ้น ก่อนจะเดินย้อนกลับไปยังจวนว่าการด้วยความมุ่งมั่นไม่นานนางก็มายืนอยู่หน้ากำแพงที่โอบล้อมกลุ่มเรือนหลังใหญ่เอาไว้ฉับพลันนั้นก็มีทหารเดินเข้ามาถามนางว่า “เ้ามีเหตุอันใด”
“ข้า้าจะมาร้องทุกข์ต่อท่านเ้าเมือง เมื่อครู่นี้มีคนขโมยถุงเงินของข้าไปข้า้าให้พวกท่านช่วยจับโจรผู้นั้นที ข้าจำลักษณะของเขาได้ เขามี...”
หยางน่ายังไม่ทันจะได้พูดจบนายทหารสองคนนั้นก็หัวเราะเยาะออกมา “เ้าคิดว่าจวนที่ว่าการของพวกเราว่างมากนักรึไง ถึงจะได้มีเวลาไปไล่จับโจรให้เ้ารู้บ้างไหมว่าวันๆ หนึ่งมีคนมาร้องเรียนเื่ถุงเงินหายตั้งกี่ราย สิบกว่าราย!หากจะให้ตามหาจนครบทุกคน วันทั้งวันพวกเราก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี รีบไปซะ!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นหยางน่าก็พลันขมวดคิ้วแน่นเป็ปมและโต้แย้งกลับไปว่า“แต่มันเป็หน้าที่ของพวกท่านมิใช่รึชาวบ้านเดือดร้อน พวกท่านก็ต้องช่วยเหลือสิ แต่นี่อะไรกัน ชาวบ้านเดือดร้อน พวกท่านไม่เพียงแต่จะไม่ปลอบโยนหรือให้การช่วยเหลือเบื้องต้นตรงกันข้ามกลับผลักไสไล่ส่งข้าอีก แล้วยังพูดจาราวกับว่าข้าสร้างเื่วุ่นวายให้พวกท่านอย่างนั้นแหละ!”
“เอ๊ะ นังหญิงผู้นี้ พูดไม่ฟังรึ หากเ้าดูแลถุงเงินให้ดีจะถูกโจรขโมยไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไรหากจะโทษก็โทษที่ตัวเ้าไม่ระมัดระวังเปิดโอกาสให้โจรมาขโมยเงินไปได้เ้านั่นแหละที่ควรรับผิดชอบตัวเอง ไม่ใช่พวกข้าต้องรับผิดชอบเ้า เพราะมันเป็ความผิดของเ้า!”หนึ่งในทหารสองคนนั้นแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมช่วยเหลือ
เมื่อได้ยินถ้อยคำกล่าวโทษนั้นแล้วหยางน่าก็โมโหทันทีคิดไม่ถึงเลยว่าแค่ทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งจะกล้ารังแกชาวบ้านตัวเล็กๆ เช่นนี้ “ข้า้าพบท่านเ้าเมืองข้าอยากรู้เหมือนกันว่าท่านเ้าเมืองนี้มองไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนพวกเ้าด้วยหรือเปล่า!”
หากว่าใช่นางไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้แน่ฮ่องเต้จะต้องรับรู้ชีวิตความเป็อยู่ของประชาชนว่าเป็เช่นไรและถ้อยคำกล่าวรายงานสวยหรูของขุนนางเ่าั้เป็เพียงแค่คำหลอกลวงแท้ที่จริงแล้วมีประชาชนอย่างนางที่กำลังเดือดร้อนและถูกปล่อยปละละเลยอยู่!
“นังบ้า พูดจาไม่รู้เื่หรือไง ก็บอกว่าให้ไสหัวไปซะ!” หนึ่งในทหารคนหนึ่งง้างมือขึ้นคิดที่จะข่มขู่หญิงสาว
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับความโหดร้ายที่แท้จริงแล้วหยางน่ากลับไม่นึกหวาดกลัว นางเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยอย่างเ็าว่า “หากเ้ากล้าตบหน้าหญิงสาวชาวบ้านเช่นข้าก็ลองดู!ทุกคนโปรดฟัง ข้ามาที่จวนว่าการแห่งนี้ก็เพื่อที่จะร้องทุกข์ว่าถุงเงินของข้าถูกโจรขโมยไปตอนกลางวันแสกๆแต่นายทหารสองคนนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ร้อนเช่นข้า ตรงกันข้ามกลับคิดจะลงมือกับหญิงชาวบ้านอ่อนแอไร้ทางสู้อย่างข้า!”
“ท่านเ้าเมือง! ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านรังแกประชาชนเช่นนี้รึลูกน้องของท่านมองไม่เห็นหัวประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างพวกเราท่านเองก็ไม่เห็นหัวพวกเราด้วยเหมือนกันใช่ไหม! ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่ว่าขุนนางของพระองค์ดูแลประชาชนเช่นนี้!พวกเราเดือดร้อน! พวกเรา้าความช่วยเหลือ!ไม่ใช่ถูกปล่อยปละละเลยเช่นนี้!” เสียงที่ดังก้องกังวานและไพเราะเสนาะหูดังไปทั่วบริเวณผู้คนต่างมองดูแผ่นหลังเล็กที่ยืนเหยียดตรงเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ที่เงื้อมือคิดจะตบนาง
เมื่อเห็นใบหน้าที่เด็ดเดี่ยวของหญิงสาวแล้วบุรุษไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ต่างก็เกิดความรู้สึกอยากปกป้องนางขึ้นมาก่อนจะรีบชี้หน้าะโด่าด้วยความเกรี้ยวกราด “เ้าทหารชั่ว คิดจะรังแกสตรีอย่างนั้นรึ!”
“ท่านเ้าเมืองออกมาดูลูกน้องท่านหน่อยเร็ว จะทำร้ายสตรีแล้ว!”
“นางพูดถูก ก่อนหน้านี้ถุงเงินของข้าหายไปข้าเคยไปร้องเรียนแต่ก็ถูกขับไล่ออกมาเช่นนี้ ไม่ยุติธรรมเลยสักนิดเอาเงินข้าคืนมา!”
“พวกขุนนางเกียจคร้าน ไร้ยางอาย ชอบรังแกผู้หญิง!”
เสียงด่าทอของเหล่าชาวบ้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับผู้คนที่เริ่มกรูกันเข้ามา ทหารสองคนนั้นมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่คาดคิดก่อนจะรีบถอยเข้าไปตั้งหลักในจวนโดยเร็ว เบื้องนอกมีเสียงด่าทอของชาวบ้านไม่ขาดสายจากตอนแรกรู้สึกไม่พอใจที่เห็นหญิงสาวถูกทำร้ายพอมายามนี้กลับเริ่มระบายความอยุติธรรมที่ตัวเองเคยได้รับในอดีตเสียอย่างนั้น
หยางน่าสูดหายใจเข้าลึกๆและข่มกลั้นความกรุ่นโกรธที่มีอยู่ในใจ เป็ครั้งแรกที่นางะเิอารมณ์ออกมาในยามปกตินางมักจะควบคุมตัวเองได้เสมอบางทีอาจเป็เพราะความอยุติธรรมที่ได้รับนางจึงเข้าใจหัวอกของชาวบ้านที่ไร้อำนาจและถูกเ้าหน้าที่ของทางการปล่อยปละละเลย
ยามมีอำนาจไม่ต้องกระดิกนิ้วก็มีผู้คนคอยเอาอกเอาใจและแย่งกันให้ความช่วยเหลือแต่พอไร้ซึ่งอำนาจกลายเป็คนธรรมดาแล้ว แม้แต่หมายังไม่ชายตาแลมองที่รับไม่ได้มากที่สุดคือการที่คนเหล่านี้โทษว่าเป็ความผิดของชาวบ้านแทนที่จะโทษการทำงานของทางการที่ปล่อยให้มีโจรเดินเพ่นพ่านในเมือง
‘เมื่อครู่นี้เ้าทำดีมากเลย’ เสียงในหัวกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
หยางน่ายิ้มรับอย่างแ่เบาทว่าหัวคิ้วของนางกลับขมวดแน่นเป็ปมด้วยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด “ลู่จิวปกติแล้วมีงานอะไรที่สตรีพอจะทำได้บ้างรึ”
ช่วยไม่ได้จริงๆยามนี้ไม่มีทั้งเงินและที่อยู่เช่นนั้นสิ่งที่ควรทำในเวลานี้ก็คือหางานทำเพื่อแลกอาหารหรือที่พักเพื่อประทังชีวิตไปก่อนน่าเสียดายที่นางไม่เคยััชีวิตของชาวบ้านมาก่อนนางจึงไม่รู้ว่าภายนอกวังหลวงนี้ผู้คนหาเงินกันเช่นไรเพราะในวังหลวงสตรีไม่จำเป็ต้องออกมาทำงาน
‘พระชายา นี่เ้าจะออกไปทำงานอย่างนั้นรึ’ ลู่จิวเอ่ยถามด้วยความรู้สึกแปลกใจนางไม่คิดเลยว่าคนที่เคยมีฐานะสูงส่งเช่นหยางน่าจะลดตัวมาทำเื่พวกนี้ได้
“ก็พวกเราไม่มีทางเลือกแล้วนี่” หยางน่าหยักไหล่เล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งว่า “ตกลงมีงานไหนบ้าง เ้าลองยกตัวอย่างออกมาหน่อยเผื่อจะมีงานที่ข้าพอทำได้บ้าง”
ลู่จิวเงียบไปสักพักหนึ่งแล้วพยายามรวบรวมสิ่งที่ตัวเองรู้มาให้ได้มากที่สุด ‘ข้าเคยเห็นหญิงหม้ายบางคนรับจ้างเย็บปักหรือไม่ก็ออกไปตั้งแผงหาบเร่ขายของป่ากับพวกอาหารในเมืองบางครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นก็มักจะขายบุตรสาวให้ไปเป็สาวใช้ในตระกูลใหญ่หรือหากเลวร้ายหน่อยก็อาจจะขายให้กับหอนางโลมเท่าที่ข้ารู้สตรีก็ทำได้แค่นี้แหละ...’
“หญิงสาวบ้านมีอาชีพแค่นี้เองรึ” หยางน่าถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อยไม่นึกเลยว่าสังคมภายนอกจะมีพื้นที่ให้สตรีแสดงความสามารถเพียงเท่านี้เมื่อเปรียบกับวังหลวงที่มีการประชันความสามารถหลากหลายแขนงเพื่อ่ชิงตำแหน่งผู้เป็ใหญ่ในวังหลังแล้วชีวิตของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาดูดาษดื่นไร้ชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน
หลังจากที่ครุ่นคิดเพียงไม่นานหยางน่าก็ตัดสินใจได้แล้ว “ข้าทำอาหารไม่เป็ ทำงานบ้านไม่เป็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะให้ข้าไปปรนนิบัติเป็สาวใช้ของใครหรืออยู่ในที่อโคจรเช่นหอนางโลมข้าก็ทำไม่ได้เช่นกันสิ่งเดียวที่ข้าคิดว่าน่าจะทำได้ดีที่สุดให้เวลานี้ก็คือการเย็บปักถักร้อย”
‘พระชายา งานเย็บปักถักร้อยไม่ใช่งานที่ง่ายเลยนะเ้าอาจต้องเย็บผ้าจำนวนมากๆ ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เ้าจะไหวรึ’ ลู่จิวอดเป็ห่วงอีกฝ่ายไปได้
แม้จะได้ยินอย่างนั้นแต่หยางน่าก็ยังคงยืนยันคำเดิม “ข้าจะลองดู ตอนนี้ก็เที่ยววันแล้วพวกเราต้องเร่งมือกันหน่อย ข้าจะลองไปสอบถามดูว่าแถวนี้มีที่ใดรับสมัครนักเย็บปักบ้าง”
‘ในเมื่อเ้าตัดสินใจเช่นนี้ก็ตามใจเถอะ’ ลู่จิวถอนหายใจเล็กน้อยจู่ๆ นางก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว แต่ทว่าสถานการณ์ในเวลานี้คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่อีกอย่างนางก็ออกตัวแล้วว่าไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ดังนั้นนางจึงไม่อาจเรียกร้องอะไรจากหยางน่าได้
“เ้าอดทนหน่อยก็แล้วกันนะ ข้าจะรีบหางานทำให้เร็วที่สุดไม่แน่ว่าพวกเราอาจแลกค่าตอบแทนเป็อาหารก็ได้” หยางน่าเอ่ยปลอบโยนหญิงสาวที่ปากแข็งผู้นี้อย่างอ่อนโยน
นับั้แ่ที่พวกนางได้ใช้ชีวิตอยู่ในร่างเดียวกันดูเหมือนว่าความคิดของพวกนางก็เชื่อมโยงกันด้วย นางได้ยินในสิ่งที่ลู่จิวคิดส่วนลู่จิวก็ได้ยินสิ่งที่นางคิดเช่นกัน รวมถึงความรู้สึกก็ด้วยยามนี้หยางน่าเองก็หิวไม่แพ้ลู่จิว ทว่านางก็ทำได้แค่อดทนเอาไว้เท่านั้น
.
.
.