บทที่ 7 จุดสูงสุดขั้นรวบรวมปราณ
ในหนังสือเคยบอกไว้ว่าการค้างคืนในป่า‘ไฟ’เป็อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้อาหารสุกแล้วยังสามารถไล่สัตว์ป่า และพวกแมลงนานาชนิดได้ด้วย ปัญหาในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือหวังเฟิงก่อไฟไม่เป็
“แม่ก็นะ...อย่างน้อยให้ไฟแช็คมาด้วยก็ยังดี”
แต่ไม่เป็ไรเขาจำได้ว่าในคลิปวิดีโอที่เคยดู เคยมีคนจุดไฟด้วยการปั่นไม้อยู่ วิธีการก็ไม่ยากหาไม้แห้ง หนึ่งใหญ่ หนึ่งเล็ก ไม้แท่งใหญ่จะทำเป็ฐานรอง คว้านเจาะรูออกเล็กน้อยไม้แท่งเล็กไว้ใช้สำหรับหมุนเพื่อสร้างความร้อนและเสียดสีถ่ายเทไปยังวัสดุที่ติดไฟได้ง่ายอย่างพวกใยไม้ที่ใส่ไว้ในรูตรงไม้ฐานรอง
เมื่อเตรียมอุปกรณ์ต่างๆครบแล้ว หวังเฟิงก็เริ่มหมุนไม้เล็กในฝ่ามือทั้งสองทันทีหมุนอยู่ไม่นานควันไฟก็เริ่มปรากฏขึ้นมาหวังเฟิงคอยหมุนแท่งไม้ไว้พร้อมกันนั้นก็รีบโกยใยไม้ที่หามาสุมพร้อมกับเป่าขึ้นเบาๆ
พรึ่บ !
ไฟลุกติดขึ้นบนใยไม้อย่างรวดเร็วความร้อนที่ส่งผ่านมือขึ้นมา ทำให้หวังเฟิงอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้เขารีบนำกองไฟในมือมาวางบนเชื้อไฟติดง่ายเอาไว้ พร้อมกับค่อยๆ สุมไม้แห้งเข้าไปจนในที่สุดกองไฟก็ติดขึ้นอย่างสมบูรณ์
่เวลานี้หวังเฟิงรีบนำปลาที่ล่ามาได้ปิ้งบนกองไฟมองดูปลาที่อยู่เหนือกองไฟแล้ว ก็อดคิดขึ้นในใจไม่ได้ว่า ‘สงสัยต่อไปเวลาล่าปลาเราต้องเล็งตรงหางมัน’
สาเหตุที่หวังเฟิงคิดแบบนี้ก็เพราะปลาสี่ตัวที่ล่ามาสภาพของมันทุกตัวไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ เพราะบริเวณลำตัวถูกปลายไม้แทงทะลุจนเป็รูโหว่เนื้อหายไปตั้งเยอะ...
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังเฟิงเก็บไม้ที่เคยติดไฟเอาไว้ว่ากันว่าไม้ที่เคยติดไฟแล้ว จะติดง่ายกว่าไม้ที่ไม่เคยติดไฟมาก่อนจากนั้นก็กวาดทำความสะอาดที่พักเล็กน้อย วันนี้เป้าหมายของหวังเฟิงมีอยู่สามอย่างคือหาอาหาร หากิ่งไม้ใบใหญ่ และฝึกรวบรวมลมปราณ
การหาอาหารและกิ่งไม้ใบใหญ่ในป่าแบบนี้ไม่ใช่เื่ยาก ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงหวังเฟิงก็ได้สิ่งที่้าแล้ว เวลาที่เหลือต่อจากนี้เขาจะเอามาฝึกให้เต็มที่ไม่ให้เสียเวลาไปแม้แต่นิดเดียว
ขณะเดียวกันไกลออกไปจากจุดที่หวังเฟิงฝึกวิชาหลายร้อยเมตร ก็มีเงาร่างเบาบางสายหนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้อย่างเงียบเชียบ ร่างนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฟิงเสวียผู้เป็แม่ของหวังเฟิงนั่นเอง ที่จริง เฟิงเสวียจับตาดูลูกชายตัวเองอยู่ตลอดเวลาเธอคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ เผื่อจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นเห็นลูกชายเอาชนะหมาป่าสามตัวได้อย่างงดงาม หาอาหารเองได้ ก่อไฟเองได้เธอก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา
“คนที่อยู่สูงย่อมต้องมีสายตาที่กว้างไกลเหนือคนอื่น สู้ๆ นะลูกแม่”
........................
ด้วยความที่ป่าฝูเจี้ยนกินพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ป่าแต่ละพื้นที่ต่างก็มีเ้าป่าผู้ครองเขตเป็ของตัวเอง อย่างบริเวณเขตตะวันออกส่วนเล็กตรงนี้ก็มีหมีดำตัวหนึ่งเป็พี่ใหญ่ไม่ว่าจะสัตว์ตัวไหนก็ไม่กล้าเข้าใกล้อาณาเขตของมัน
ตามปกติแล้วมันมักจะออกไปหาอาหารทุกๆสองวัน บางครั้งได้กินเนื้อชิ้นเล็ก บางครั้งได้กินเนื้อชิ้นใหญ่เพียงแต่หลายเดือนมานี้ท้องของมันไม่มีเนื้อชิ้นใหญ่ตกมาเลย ! มันเป็เพราะอะไรกัน ? กินแต่เนื้อชิ้นเล็กมันอิ่มที่ไหนมันได้แค่อยู่ท้อง !
หมีดำรู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมากมันเริ่มออกหาอาหารไกลขึ้น แต่ก็ยังไม่พบเนื้อชิ้นใหญ่ จนกระทั่งวันนี้มันได้พบเนื้อชิ้นใหญ่สมใจแล้วสายตาของมันมองไปยังลิงผอมไร้ขน ขณะที่ปากของมันก็มีน้ำลายไหลเยิ้มลงมา
เพียงแต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ออกอุ้งมือโจมตีสายตาของมันก็เห็นว่าเ้าลิงผอมไร้ขนพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
ปึก !
หมีดำรู้สึกได้ว่าที่่ท้องของมันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างมากระทุ้งส่งผลให้ร่างที่มีน้ำหนักสองร้อยกว่ากิโลกรัมของมันลอยคว้างกลางอากาศทันทีไม่เพียงเท่านั้น แทบจะในเวลาเดียวกันที่กลางหลังของมันพลันััได้ถึงของแข็งอย่างหนึ่งกระแทกเข้าควบเ็ปนี้ยิ่งกว่าโดนเ้าเสือดำเ้าถิ่นเขตใกล้เคียงกัดเสียอีก
โฮกกก!
มันได้แต่ร้องออกมาอย่างเ็ปมันไม่เข้าใจ ทำไมลิงผอมไร้ขนถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ และขณะที่มันกำลังนอนจมแถบเท้าของศัตรูก็เห็นมีเนื้อชิ้นโตตกลงมา หมีดำเบิกตากว้างไม่รู้ว่าชิ้นเนื้อสีแดงสดนี้มันมาจากที่ไหน รู้แต่เพียงมีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ
“ค่าตอบแทนที่ให้ฉันได้ลองกำลังหมัด”
หมีดำน้ำลายไหลแล้วตาจ้องแต่เนื้อสดชิ้นโต ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าทำไมลิงผอมไร้ขนตัวนี้ ถึงได้ส่งเสียงผิดกับลิงตัวอื่น
นับจากวันนั้นก็มีเ้าถิ่นหลายเขตในป่าฝูเจี้ยนถูกลิงผอมไร้ขนจัดการไปทีละเขตๆ ไม่ว่าจะเป็ถิ่นของเสือดำ เสือโคร่ง สิงโตงูเกล็ดั์ ล้วนถูกจัดการหมดสิ้น ทำให้เ้าถิ่นหลายตัวไม่กล้าแม้แต่ออกจากรู โชคดีที่ผ่านไปไม่นานเงาของเ้าลิงผอมไร้ขนก็หายไป ทำให้ป่าฝูเจี้ยนกลับมาคึกคักอีกครั้งในวันนั้นชาวบ้านต่างได้ยินเสียงเหล่าสัตว์ป่ากู่ร้อง จนสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บไปตามๆกัน
“สัตว์พวกนี้น่ารักจริงๆ” หวังเฟิงส่ายศรีษะพลางยิ้มออกมาหลับตาลงตกผลึกการต่อสู้ที่ได้มาจากเหล่าสัตว์ทั้งหลาย สองปีมานี้หวังเฟิงได้พบกับแม่สามครั้งครั้งล่าสุดที่พบคือเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ในครั้งนั้นแม่บอกกับเขาไว้ว่า ‘อีกสองปีแม่จะกลับมาหาลูก อย่าเพิ่งตายเสียล่ะ’
หวังเฟิงรู้ดีตอนนี้ตัวเขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่สัตว์ป่าจะทำอะไรได้แล้วสาเหตุที่แม่ให้เขายังอยู่ที่นี่ก็เพราะ้าให้บรรลุถึงขั้นสามขั้นหลอมปราณก่อน เมื่อสำเร็จถึงขั้นนี้ผู้ฝึกก็ไม่มีความจำเป็ที่ต้องพึ่งพาลมปราณธรรมชาติในการฝึกมากเท่าสองขั้นแรกแล้ว
ขั้นรวบรวมปราณเป็การชักนำลมปราณธรรมชาติ พร้อมกับกักเก็บปราณธรรมชาติที่ชักนำเข้ามาเพื่อดูดซับไว้ในร่างกายผู้ที่จะฝึกสำเร็จในขั้นนี้ได้จะต้องทำให้อวัยวะทุกส่วน รูขุมขนทุกรูเส้นขนทุกเส้น เต็มไปด้วยปราณธรรมชาติให้ได้เมื่อทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยปราณธรรมชาติเมื่อไหร่เมื่อนั้นถึงจะเรียกได้ว่าเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นนี้ และเมื่อไหร่ที่สามารถควบคุมปราณธรรมชาติในร่างกายไม่ให้รั่วไหลออกไปได้นั่นถึงจะถือว่าเป็ก้าวแรกที่จะเข้าสู่ขั้นที่สาม
เวลานี้หวังเฟิงรู้สึกว่าตัวเองอย่างกับว่าเป็หนึ่งเดียวกับพื้นดินผืนป่า และสายลม ไม่รู้แตกต่าง ไม่รู้สึกแบ่งแยกหวังเฟิงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองปลอดโปร่งเท่านี้มาก่อนนี่เท่ากับว่าเขาได้มาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สองแล้ว
“ฟู่”
เมื่อหวังเฟิงถอนลมหายใจหยุดการวบรวมลมปราณ ปราณธรรมชาติในร่างก็ค่อยๆ ไหลออกไป คงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าร่างกายจะปรับเปลี่ยนให้รองรับและกักเก็บปราณธรรมชาติได้อย่างถาวร ซึ่งการจะเปลี่ยนร่างกายให้ทำถึงขั้นนี้ได้คงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
“วันนี้ไปแถวไหนดีนะ?”
นอกจากการฝึก วิธีเล่นแก้เบื่อก่อนหน้านี้ที่หวังเฟิงใช้คือแวะไป“เยี่ยมเยือน” เหล่าเ้าถิ่นทั้งหลายในป่า น่าเสียดายที่ตอนนี้ฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นมากการไปเล่นกับเ้าถิ่นพวกนั้นเลยไม่สนุกอีกต่อไป คิดไปคิดมาก็นึกขึ้นได้ว่า่นี้หมู่บ้านนอกชายป่ามีตลาด แวะไปดูสักหน่อยก็คงไม่เลว
แถบพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองมักจะมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หลายแห่ง และตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละหมู่บ้านก็จะมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และของขึ้นชื่อเป็ของตัวเองบ่อยครั้งที่คนของแต่ละหมู่บ้านก็มักจะเอาของขึ้นชื่อของหมู่บ้านตัวเองมาขายที่ตลาดส่วนกลางทำให้เกิดเงินหมุนเวียนภายในแต่ละหมู่บ้าน แถมยังดึงดูดนักท่องเที่ยงทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ด้วย
วันนี้ตลาดคึกคักเป็พิเศษเหล่าพ่อค้า แม่ค้าต่างะโแข่งขันกันอย่างไม่น้อยหน้ามีสินค้าพื้นที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็ขนม ว่าว ใบไม้สาน ผัก ผลไม้ต่างๆ ที่ไม่ค่อยพบเห็นได้ยากก็มีขายที่นี่ หวังเฟิงดูสิ่งนั้น ชมสิ่งนี้ตลอดทาง การได้มาเดินตลาดครั้งนี้ถือได้ว่าเปิดหูเปิดตาเขาอย่างมาก
‘อ๊ะ ขนมนี้’สายตาของหวังเฟิงสะดุดอยู่ที่ขนมเคลือบน้ำตาลที่ปักวางเรียงรายไว้บนแท่น รูปทรงสีแดงทรงกลมน่ากิน หวังเฟิงได้แต่จ้องอยู่อย่างนั้นครู่นึง เพราะอยากจะดมกลิ่นของมันให้มากสักหน่อยเพราะยังไงตอนนี้เขาก็ไม่มีเงินซื้อ ได้แค่ดมกลิ่นก็ยังดี
“นี่ฉิงฉิง ดูหนุ่มหล่อคนนั้นสิ”
หลี่ซือฉิงที่กำลังให้ความสนใจกับหมวกถักสานตรงหน้าพอถูกเพื่อนสะกิดก็รีบหันสายตามองตามไป ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อผ้าค่อนข้างเก่าถึงใบหน้าจะเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถบดบังความหล่อของเขาได้เลยดวงตาเป็ประกาย จมูกได้รูป ริมฝีปากบาง สันกรามคมชัด ไม่น่าเช่าว่าตลาดกลางป่ากลางเขาแบบนี้จะมีหนุ่มหล่อแบบนี้อยู่ด้วย
“หล่อจริงๆ ด้วย แต่เขาดูออกจะ...”
หลี่ซือฉิงพูดยังไม่ทันจบประโยคไป๋ฮวาเพื่อนรักก็พูดขัดขึ้นมาก่อนว่า “หนุ่มบ้านนอกก็แบบนี้แหล่ะ ก็ต้องปอนๆหน่อย นี่ฉันว่าถ้าจับเขาแต่งตัวสักหน่อย หล่อะเิยิ่งกว่าพี่แกะน้อยของเธออีกนะ”
“หล่อยังไงก็สู้แกะน้อยของฉันไม่ได้หรอก ฮึ!”หลี่ซือฉิงสะบัดหน้า ทำท่างอน พร้อมกันเดินออกไปโดยไม่สนใจเพื่อน
ไป๋ฮวาเห็นหลี่ซือฉิงทำท่าแสร้งงอนก็อมยิ้มขึ้นรีบวิ่งไปคล้องแขนอีกฝ่ายไว้ “โอ๋ๆ ไม่งอนนะ แกะน้อยของเธอดีที่สุดหล่อที่สุดแล้ว”
“พูดแบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อยไปเถอะ ใกล้ได้เวลารวมพลแล้ว”
ได้ยินหลี่ซือฉิงพูดไป๋ฮวารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา พบว่าใกล้ถึงเวลาที่คุณครูนัดไว้แล้วจริงๆทั้งสองจึงรีบวิ่งออกไปจากตลาดอย่างรวดเร็วครูสอนศิลปะคนนี้ยิ่งเคร่งเื่เวลาอยู่ด้วย เกิดอารมณ์เสียหักคะแนนพวกเธอขึ้นมามีหวังเกรดลดแน่ๆ